
ศึกชิงพลังงาน! กลุ่มทุน AI แห่ดัดแปลง "เครื่องยนต์เครื่องบินเก่า" ปั่นไฟป้อน Data Center
กลุ่มทุน AI ชั้นนำ รวมถึง xAI และ OpenAI ดัดแปลงเครื่องยนต์เจ็ตปลดระวางให้เป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติ เพื่อเร่งจ่ายกระแสไฟให้ Data Center สามารถเดินเครื่องได้ทันต่อการแข่งขันทางธุรกิจที่ดุเดือด
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังสร้างภาระหนักต่อระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ล่าสุด สำนักข่าว The New York Times รายงานว่า ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูล (Data Center) ด้าน AI หลายแห่งกำลังประสบปัญหาความล่าช้าในการเชื่อมต่อระบบสายส่งไฟฟ้าหลัก
และต้องรอคิวสั่งซื้อกังหันผลิตไฟฟ้ารุ่นใหม่นานนับปี จนผู้ประกอบการต้องแก้ปัญหาด้วยการผลิตไฟฟ้าใช้เอง โดยนำ "เครื่องยนต์เครื่องบินเจ็ทปลดระวาง" มาดัดแปลงเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
แนวทางดังกล่าวเป็นการนำเครื่องยนต์จากเครื่องบินที่เลิกใช้งานแล้ว มาปรับปรุงระบบวิศวกรรมใหม่ให้สามารถใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า แม้ภาคธุรกิจจะตระหนักดีว่าวิธีนี้ไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน
แต่ปรากฏการณ์นี้ก็สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การพัฒนาขีดความสามารถด้านการผลิตไฟฟ้าในปัจจุบัน ยังคงเติบโตไม่ทันการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI
สำหรับภาคธุรกิจที่กำลังเผชิญปัญหาความล่าช้าในการรอเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า จุดเด่นสุดของเครื่องยนต์เจ็ทพลังงานก๊าซธรรมชาติคือความรวดเร็วในการติดตั้งและเดินเครื่อง โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัยพลังงาน Rystad Energy เปิดเผยกับสำนักข่าว The New York Times ว่า
ปัจจัยสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการจัดหาแหล่งพลังงานให้ได้เร็วที่สุด ซึ่งการใช้หน่วยผลิตไฟฟ้าที่ดัดแปลงจากเครื่องยนต์เจ็ท จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเปิดใช้งานศูนย์ข้อมูล (Data Center) ได้ภายในเวลาเพียง 2 ปี
ระยะเวลาดังกล่าวถือว่ารวดเร็วกว่าการพึ่งพาระบบโครงข่ายไฟฟ้าปกติอย่างมาก ข้อมูลจากองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า การขอเชื่อมต่อกระแสไฟฟ้าขนาด 100 เมกะวัตต์เข้ากับโครงข่ายสายส่งหลักในพื้นที่เวอร์จิเนียตอนเหนือ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของศูนย์ข้อมูล (Data Center) ระดับโลก ต้องใช้เวลารอคอยนานถึง 7 ปี
สอดคล้องกับข้อมูลจากผู้บริหารของ Mitsubishi Power ผู้ผลิตอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ระดับโลก ที่เปิดเผยกับสำนักข่าว Bloomberg เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า กำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ส่วนใหญ่ในตลาดจะยังไม่พร้อมจ่ายเข้าระบบจนกว่าจะถึงปี 2031
ทั้งนี้ ปัญหาความล่าช้าของระบบโครงข่ายไฟฟ้าได้เริ่มส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว โดยเมื่อเดือนที่ผ่านมา Microsoft ตัดสินใจถอนตัวจากการเป็นลูกค้าหลักของศูนย์ข้อมูลบริษัท Nscale ในเมืองลอว์ตัน ประเทศอังกฤษ หลังจากหน่วยงานการไฟฟ้าท้องถิ่นแจ้งว่า ไม่สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้เพียงพอจนกว่าจะถึงช่วงต้นหรือกลางปี 2030
xAI และ OpenAI นำร่องใช้งานจริง
จากการตรวจสอบเอกสารใบอนุญาตของรัฐและภาพถ่ายดาวเทียมโดยสำนักข่าว The New York Times พบว่าบริษัท xAI ของอีลอน มัสก์ เป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจแรก ๆ ที่บุกเบิกการใช้เครื่องยนต์ดัดแปลงเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า
โดยบริษัทได้ติดตั้งกังหันก๊าซที่ดัดแปลงจากเครื่องยนต์เจ็ทจำนวน 8 เครื่องในรัฐมิสซิสซิปปี เพื่อจ่ายไฟสนับสนุนศูนย์ข้อมูล Colossus 2 ในเมืองเมมฟิส ซึ่งบริษัท ProEnergy เป็นผู้จัดหาเครื่องยนต์ทั้งหมดโดยอาศัยความเชี่ยวชาญในการนำเครื่องยนต์ของ General Electric (GE) ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในเครื่องบินโดยสาร Boeing มาดัดแปลงใหม่เพื่อใช้เป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
ต่อมาในปี 2025 บริษัท OpenAI ได้ตัดสินใจดำเนินแนวทางเดียวกัน โดยนำกังหันก๊าซมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับศูนย์ข้อมูลโครงการ Stargate แห่งแรกในเมืองอบิลีน รัฐเท็กซัส โครงการดังกล่าวรับหน้าที่ก่อสร้างโดย Crusoe สตาร์ทอัพผู้พัฒนาศูนย์ข้อมูล AI จากเมืองเดนเวอร์ ซึ่งได้สั่งซื้อเครื่องยนต์เจ็ทดัดแปลงจาก ProEnergy จำนวน 13 เครื่องเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
นอกเหนือจากความต้องการพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นในตลาด นโยบายภาครัฐก็มีส่วนเร่งเทรนด์นี้เช่นกัน ปัจจุบัน รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเร่งผลักดันและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการศูนย์ข้อมูลลงทุนผลิตกระแสไฟฟ้าใช้เอง เพื่อลดภาระความหนาแน่นของโครงข่ายไฟฟ้าสาธารณะ
ทางรอดระยะสั้นที่ต้องแลกด้วยมลพิษ
อย่างไรก็ตาม การนำเครื่องยนต์เจ็ทเก่ามาปั่นไฟมีข้อจำกัดที่ต้องแลกมาไม่น้อย รายงานของ The New York Times ชี้ว่า เครื่องยนต์ดัดแปลงเหล่านี้มีประสิทธิภาพเชิงพลังงานต่ำกว่าและปล่อยมลพิษมากกว่ากังหันที่ออกแบบมาเพื่อโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติโดยเฉพาะ อีกทั้งยังต้องใช้จำนวนเครื่องมากกว่าเพื่อให้ได้ปริมาณไฟฟ้าที่เท่ากัน
ข้อจำกัดข้างต้นทำให้ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายมองว่า การนำเครื่องยนต์เครื่องบินเก่ามาปั่นไฟเป็นเพียง "กลยุทธ์แก้ขัดระยะสั้น" เท่านั้น และคาดว่าภายในอีก 1 ถึง 2 ปีข้างหน้า ประเด็นเรื่องความคุ้มค่าด้านพลังงานและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจะกลับมากลายเป็นแรงกดดันสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการต้องมองหาทางออกที่ยั่งยืนกว่าเดิม







