
เจาะแผน Wellness Economy 3.5 ล้านล้าน! เปิด 3 เสาเศรษฐกิจสุขภาพไทย ใครทำอะไร–ใช้งบจากไหน?
เจาะแผน Wellness Economy ไทย เป้าหมาย 3.5 ล้านล้านบาทภายในปี 2575 ผ่าน 3 เสาหลัก สุขภาพเชิงป้องกัน ท่องเที่ยวสุขภาพ และ Scientific Wellness
KEY
POINTS
- รัฐบาลจัดตั้ง "คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจสุขภาพ" (บอร์ดเวลเนส) เป็นกลไกบูรณาการระดับชาติ ตั้งเป้าสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 3.5 ล้านล้านบาทภายในปี 2575
- แผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่ 1) การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (Preventive Health) 2) การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) และ 3) วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมสุขภาพ (Scientific Wellness)
- การดำเนินงานเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงต่างๆ โดยใช้งบประมาณเดิมของแต่ละหน่วยงานเป็นหลัก และสามารถเสนอของบประมาณเพิ่มเติมจากคณะรัฐมนตรีได้หากมีความจำเป็นเร่งด่วน
หลังจากประเทศไทยผลักดันนโยบาย Medical Hub และ Wellness Hub มาอย่างต่อเนื่องผ่านหน่วยงานหลายกระทรวง แต่การดำเนินงานส่วนใหญ่ยังอยู่ภายใต้ภารกิจและงบประมาณของแต่ละหน่วยงาน ในปีนี้ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าหมายให้ "การแพทย์และเวลเนส" เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์เศรษฐกิจที่สำคัญ
ล่าสุดรัฐบาลได้จัดตั้ง คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศไทย (Wellness Economy) หรือ บอร์ดเวลเนส ขึ้นเป็นกลไกบูรณาการระดับชาติเป็นครั้งแรก เพื่อเชื่อมโยงนโยบายสุขภาพ การท่องเที่ยว วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมของแต่ละกระทรวงที่รับผิดชอบให้ขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน
พร้อมตั้งเป้าสร้างมูลค่าเศรษฐกิจสุขภาพ 3.5 ล้านล้านบาทภายในปี 2575
และผลักดันไทยสู่การเป็น Longevity Hub of Asia
การจัดตั้งบอร์ดดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เป็นความพยายามต่อยอดแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจสุขภาพที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2569 ก่อนนำมาสู่การประชุมคณะกรรมการ Wellness Economy ครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 โดยมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานคณะกรรมการ
เปิด 3 เสาหลักการทำงาน มีอะไรบ้าง?
1. Preventive Health เปลี่ยนจากรักษาเมื่อป่วย สู่การป้องกันโรค
ศ.ดร.ยศชนัน ระบุว่าเสาแรกนี้จะเน้นการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค โดยมีกระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนต่อเนื่องจากภารกิจเดิม หนึ่งในแนวทางสำคัญคือ การพัฒนาแพ็กเกจตรวจสุขภาพมาตรฐาน 4 แผนตามช่วงอายุ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงบริการตรวจสุขภาพเชิงป้องกันได้มากขึ้น
2. Wellness Tourism จากโรงแรมและสปา สู่เครือข่ายเมืองฟื้นฟูสุขภาพ
เสาที่สองมุ่งพัฒนาการท่องเที่ยวและบริการสุขภาพ โดยมีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลัก แนวทางที่เสนอประกอบด้วยการเชื่อมโยงโรงแรมกับโรงพยาบาล พัฒนาโรงแรมให้สามารถรองรับบริการฟื้นฟูสุขภาพ และสร้างเครือข่ายเมืองฟื้นฟูสุขภาพทั่วประเทศ เพื่อกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ภูมิภาค นอกจากการเพิ่มรายได้จากนักท่องเที่ยวแล้ว ยังมุ่งยกระดับธุรกิจบริการเดิมให้มีมูลค่าสูงขึ้น ผ่านการนำองค์ความรู้ด้านสุขภาพ สมุนไพร งานวิจัย และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้
อีกหนึ่งแนวคิดที่ได้รับการนำเสนอคือ Brain Initiative ของสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (OKMD) ซึ่งนำวัฒนธรรมและประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส เช่น กลิ่นและเสียง มาสร้างเอกลักษณ์ให้กับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทย
3. Scientific Wellness จากงานวิจัยในห้องปฏิบัติการ สู่อุตสาหกรรมสุขภาพมูลค่าสูง
เสาที่สามเป็นส่วนที่มุ่งสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะการพัฒนายา การทดลองทางคลินิก เทคโนโลยีการแพทย์ และนวัตกรรมสุขภาพ หนึ่งในแนวทางที่หารือคือ การเชื่อมโยงข้อมูลการทดลองทางคลินิก (Clinical Trials) จากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และโรงพยาบาล เพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนายา รวมถึงสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยกับภาคอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ ยังมีการหยิบยกแนวทางพัฒนาเทคโนโลยีปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสายพันธุ์ (Xenotransplantation) เช่น การศึกษาการใช้อวัยวะจากสุกรเพื่อการปลูกถ่าย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวง อว. และหน่วยงานโรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีดังกล่าวยังมีความซับซ้อนสูง ทั้งด้านความปลอดภัย การป้องกันการถ่ายทอดเชื้อโรคข้ามสายพันธุ์ จริยธรรมการวิจัย และการกำกับดูแล จึงต้องแยกให้ชัดระหว่างการศึกษาวิจัยกับการนำไปใช้รักษาผู้ป่วยจริง
ศ.ดร.ยศชนัน ยังยกตัวอย่างเพิ่มเติมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีเซลล์และยีนบำบัด ซึ่งจำเป็นต้องประสานความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อให้การพัฒนานวัตกรรมสามารถต่อยอดไปสู่การใช้งานได้
ปลดล็อกกฎหมายวิจัยยา–ATMPs ลดคอขวดจากห้องแล็บสู่ตลาด
อุปสรรคสำคัญประการหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจสุขภาพมูลค่าสูงคือ กฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและการอนุญาต โดยเฉพาะการทดลองทางคลินิกและผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ขั้นสูง ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยว่า ภาคเอกชนได้สะท้อนปัญหาผ่านข้อเสนอในรูปแบบสมุดปกขาว (White Paper) โดยระบุว่ากระบวนการขออนุญาตบางส่วนยังมีความซับซ้อนและเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงาน
ที่ประชุมจึงหารือแนวทางประสานสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำนักงาน ป.ย.ป. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทบทวนและปรับปรุงกฎระเบียบด้านการวิจัยในมนุษย์ ผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (Advanced Therapy Medicinal Products: ATMPs) และสมุนไพร
เป้าหมายคือการลดข้อจำกัดที่ทำให้งานวิจัยไม่สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และบริการเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความซ้ำซ้อนของการทำงานเรื่อง Wellness ในส่วนงานต่างๆ
หนึ่งในคำถามสำคัญคือ เหตุใดประเทศไทยจึงต้องมีบอร์ด Wellness Economy เพิ่มขึ้น ทั้งที่กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายด้าน Medical Hub และ Wellness Hub อยู่แล้ว ขณะที่กระทรวง อว. ก็มีโครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการแพทย์
ศ.ดร.ยศชนัน อธิบายว่า บอร์ดชุดนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเริ่มต้นภารกิจทั้งหมดขึ้นใหม่ แต่ทำหน้าที่เชื่อมโยงงานที่แต่ละกระทรวงดำเนินการอยู่แล้วให้เกิดความร่วมมือมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การนำงานวิจัยสมุนไพรมาเชื่อมโยงกับธุรกิจสปา หรือการพัฒนาเทคโนโลยีเซลล์และยีนบำบัดที่จำเป็นต้องอาศัยทั้งสถาบันวิจัย โรงพยาบาล และหน่วยงานกำกับดูแล ซึ่งหากต่างฝ่ายต่างดำเนินงานโดยไม่มีการประสานกัน อาจทำให้เกิดช่องว่างและความล่าช้าในการพัฒนา
บอร์ดจึงมีบทบาทในการกำหนดทิศทางร่วม ประสานหน่วยงาน ติดตามความคืบหน้า และเสนอแนวทางแก้ไขอุปสรรคเชิงนโยบาย นั่นหมายความว่า ความสำเร็จของบอร์ดไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนโครงการที่ประกาศใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการทำให้โครงการที่มีอยู่เดิมเชื่อมโยงกันและเกิดผลลัพธ์ได้จริง
งบประมาณมาจากไหน? “หากมีส่วนเร่งด่วน ก็สามารถที่จะเข้า ครม.”
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงอำนาจด้านงบประมาณ ศ.ดร.ยศชนัน ชี้แจงว่า แนวทางดำเนินงานของบอร์ดเป็นการบูรณาการภาครัฐ หรือ Synergistic Government โดยแต่ละกระทรวงมีงบประมาณประจำสำหรับภารกิจของตนเองอยู่แล้ว
“งบประมาณคือแต่ละภาคส่วนจะมีงบประมาณที่เห็นได้ชัดอยู่แล้ว” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว โดยอธิบายถึงแนวทางใช้ทรัพยากรและงบประมาณที่หน่วยงานต่าง ๆ มีอยู่เดิมเป็นฐานในการขับเคลื่อนโครงการ
การมีบอร์ดกลางจะช่วยให้หน่วยงานสามารถเชื่อมโยงโครงการและใช้ทรัพยากรร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แทนการแยกดำเนินงานโดยไม่มีการประสานกัน สำหรับโครงการที่สามารถดำเนินการภายใต้งบประมาณเดิมได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเป็นผู้รับผิดชอบตามภารกิจ แต่หากมีความจำเป็นเร่งด่วนหรือมีส่วนที่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติม ก็สามารถเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาได้
“หากมีส่วนเร่งด่วน ก็สามารถที่จะเข้า ครม.” ศ.ดร.ยศชนัน ระบุ
รัฐมนตรี อว. ยังระบุว่า การลงทุนบางประเภท โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศการวิจัย อาจต้องใช้เวลา 5–10 ปีจึงจะเห็นผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน
เป้า 3.5 ล้านล้านบาท วัดอย่างไร? แผนระยะสั้นยังรอความชัดเจน
แม้การขับเคลื่อน Wellness Economy จะมีเป้าหมายสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 3.5 ล้านล้านบาทภายในปี 2575 แต่ยังมีคำถามสำคัญเกี่ยวกับวิธีการประเมินผล โดยเฉพาะการแยกมูลค่าจากอุตสาหกรรมสุขภาพและการท่องเที่ยวที่มีอยู่เดิม ออกจากมูลค่าที่เกิดจากการลงทุนและกิจกรรมเศรษฐกิจใหม่
ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยว่า สำหรับเป้าหมายมูลค่าเศรษฐกิจในอีก 1–2 ปีข้างหน้า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตลอดจนข้อมูลด้านงานวิจัยและการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนของสตาร์ทอัพ ภาคเอกชน และการทดลองทางคลินิก ซึ่งยังมีข้อมูลบางส่วนที่ไม่ครบถ้วน ขณะที่กระทรวงการคลังได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาตัวเลขทางเศรษฐกิจด้วย
สำหรับตัวชี้วัดความสำเร็จ บอร์ดมีแนวทางกำหนด KPI ร่วมระหว่างหน่วยงาน โดย ศ.ดร.ยศชนัน ใช้คำว่า “ใช้ KPI รวมกัน” เพื่ออธิบายแนวทางการประเมินผลการทำงานของหลายกระทรวงภายใต้เป้าหมายเดียวกัน ทั้งนี้ ตัวชี้วัดบางประเภทสามารถประเมินความคืบหน้าได้ในระยะสั้น โดยเฉพาะการแก้ไขอุปสรรคด้านกฎหมายและขั้นตอนอนุญาต ซึ่งรัฐมนตรี อว. ระบุว่า “สามารถที่จะวัดได้เลย” ขณะที่ผลตอบแทนจากการลงทุนวิจัยและโครงสร้างพื้นฐานอาจต้องใช้เวลาหลายปี
โดยหลังจากการประชุมครั้งแรก คณะกรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำประเด็นต่างๆ กลับไปทบทวนรายละเอียด เพื่อเติมเต็มช่องว่างของแผนงานและกำหนดแนวทางการทำงานร่วมกันให้ชัดเจนขึ้นภายในระยะเวลา 2-3 เดือน
เปิดองค์ประกอบบอร์ด Wellness Economy รวมรัฐ–เอกชน–ผู้ทรงคุณวุฒิ
คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศไทย (Wellness Economy) จัดตั้งขึ้นตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 373/2569 โดยมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เป็นประธานกรรมการ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธานกรรมการคนที่ 1 และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นรองประธานกรรมการคนที่ 2
องค์ประกอบคณะกรรมการครอบคลุมรัฐมนตรีจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เกษตรและสหกรณ์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และอุตสาหกรรม ตลอดจนผู้แทนหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ และการท่องเที่ยว รวมถึงภาคเอกชนจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมโรงพยาบาลเอกชน และสมาพันธ์สมาคมสปาแอนด์เวลเนสไทย
นอกจากนี้ ยังมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 11 คน จากแวดวงการแพทย์ เศรษฐกิจ กฎหมาย ธุรกิจ และสื่อสารมวลชน อาทิ ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ศาสตราจารย์ ปิยะมิตร ศรีธรา ศาสตราจารย์ สมบัติ ตรีประเสริฐสุข นายศุภวุฒิ สายเชื้อ นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ และนายวุฒิธร มิลินทจินดา หรือ “วู้ดดี้” โดยมีปลัดกระทรวง อว. และปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นกรรมการและเลขานุการร่วมกัน







