posttoday
AI ยิ่งโต ไฟยิ่งต้องพร้อม! เจาะจุดอ่อนโครงข่ายไฟฟ้าไทย

AI ยิ่งโต ไฟยิ่งต้องพร้อม! เจาะจุดอ่อนโครงข่ายไฟฟ้าไทย

27 ตุลาคม 2569

ดาต้าเซ็นเตอร์และ AI ดันความต้องการไฟฟ้าพุ่ง ไทยต้องเร่งพัฒนาสายส่ง Smart Grid และระบบกักเก็บพลังงาน รับพลังงานสะอาด พร้อมคุมต้นทุนค่าไฟให้เป็นธรรม

KEY

POINTS

  • จุดอ่อนสำคัญของโครงข่ายไฟฟ้าไทยไม่ใช่การขาดแคลนโรงไฟฟ้า แต่เป็น "คอขวด" ของระบบสายส่งที่ไม่สามารถส่งไฟฟ้าไปยังพื้นที่ที่มีความต้องการสูง เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์และเมืองอัจฉริยะ ได้อย่างเพียงพอและทันเวลา
  • การเติบโตของ AI และดาต้าเซ็นเตอร์สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อระบบไฟฟ้า ขณะที่การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่ผันผวนก็ทำให้โครงข่ายต้องยืดหยุ่นขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องลงทุนในเทคโนโลยีอย่าง Smart Grid และระบบกักเก็บพลังงาน (แบตเตอรี่)
  • ทางออกคือการเร่งลงทุนขยายระบบสายส่งและสถานีไฟฟ้าให้สอดคล้องกับความต้องการ ควบคู่กับการออกแบบอัตราค่าไฟฟ้าให้เป็นธรรม เพื่อให้ต้นทุนการยกระดับโครงข่ายเพื่อรองรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ไม่เป็นภาระแก่ผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อย

ไฟฟ้าไทยติดคอขวด! เมื่อโรงไฟฟ้าอาจไม่ใช่คำตอบ ถ้าสายส่งไปไม่ถึงเมืองที่ต้องการ

 

เจาะโจทย์ Smart City ยุคดาต้าเซ็นเตอร์บูม ไทยต้องเร่งลงทุนสายส่ง–Smart Grid–แบตเตอรี่ พร้อมจัดสรรต้นทุนค่าไฟให้เป็นธรรม ก่อนโครงสร้างพื้นฐานพลังงานกลายเป็นข้อจำกัดการเติบโตของเมือง

 

เมืองอัจฉริยะไม่ได้ต้องการเพียงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ระบบขนส่งอัจฉริยะ หรือข้อมูลแบบเรียลไทม์ แต่ยังต้องมีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มั่นคงเพียงพอจะขับเคลื่อนทุกระบบ

 

ตั้งแต่โรงพยาบาล รถไฟฟ้า อาคารสำนักงาน ไปจนถึงศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่รองรับบริการดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI)

 

แต่โจทย์สำคัญของประเทศไทยในเวลานี้คือ ต่อให้มีแผนสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่าไฟฟ้าจะพร้อมใช้ในทุกพื้นที่และทุกช่วงเวลาที่ต้องการ เพราะระหว่างโรงไฟฟ้ากับผู้ใช้ไฟฟ้ายังมีระบบสายส่ง สถานีไฟฟ้า และโครงข่ายจำหน่ายที่ต้องรองรับกำลังไฟฟ้าได้เพียงพอ

 

ประเด็นนี้กลายเป็นหนึ่งในความท้าทายของการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทย เมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้าจากธุรกิจดิจิทัลเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันประเทศต้องการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

 

คอขวดพลังงานคืออะไร ทำไมมีไฟฟ้าแต่ยังไม่พอ?

 

ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และอนุกรรมการจัดทำร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือ PDP 2026 ให้มุมมองว่า

 

"ข้อจำกัดสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยไม่ได้อยู่ที่กำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ระบบโครงข่ายไฟฟ้าซึ่งต้องพัฒนาให้ทันกับความต้องการใช้ไฟฟ้าและการเพิ่มขึ้นของพลังงานสะอาด"

 

หากอธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ โรงไฟฟ้าเปรียบเสมือนแหล่งผลิตสินค้า ส่วนสายส่งและโครงข่ายไฟฟ้าคือระบบขนส่งสินค้าจากต้นทางไปยังปลายทาง ต่อให้ผลิตได้มากเพียงใด หากเส้นทางขนส่งมีขีดจำกัด ก็ไม่สามารถส่งมอบสินค้าไปยังจุดที่ต้องการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

ในระบบไฟฟ้า ข้อจำกัดดังกล่าวอาจเกิดจากความสามารถในการรองรับกระแสไฟฟ้าของสายส่ง หม้อแปลงหรือสถานีไฟฟ้าที่มีขีดจำกัด รวมถึงข้อจำกัดด้านการเชื่อมต่อแหล่งผลิตไฟฟ้าใหม่เข้ากับโครงข่าย

 

ดังนั้น คำว่า “คอขวดพลังงาน” จึงไม่ได้หมายความว่าประเทศกำลังขาดแคลนไฟฟ้าทุกพื้นที่ แต่หมายถึงระบบบางส่วนอาจไม่สามารถส่งหรือรองรับไฟฟ้าเพิ่มเติมได้ตามความต้องการในพื้นที่และเวลาที่กำหนด

 

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) อธิบายว่า แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ Power Development Plan (PDP) เป็นแผนระยะยาวที่ครอบคลุมทั้งการขยายกำลังผลิตและระบบส่งไฟฟ้า โดยต้องพิจารณาความต้องการใช้ไฟฟ้า ต้นทุน ความมั่นคง และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน

 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง การวางแผนพลังงานไม่สามารถนับเฉพาะจำนวนโรงไฟฟ้าที่จะสร้าง แต่ต้องตอบให้ได้ด้วยว่าไฟฟ้าจะถูกส่งไปยังพื้นที่ใด ใช้เมื่อใด และระบบรองรับความต้องการสูงสุดได้มากเพียงใด

 

พลังงานสะอาดยิ่งเพิ่ม ระบบไฟฟ้ายิ่งต้องยืดหยุ่น

 

อีกปัจจัยที่ทำให้การบริหารจัดการโครงข่ายซับซ้อนขึ้น คือการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม

 

โรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติสามารถปรับกำลังผลิตตามเงื่อนไขการเดินเครื่องได้ ขณะที่พลังงานแสงอาทิตย์ขึ้นอยู่กับแสงแดด และพลังงานลมขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ทำให้ระบบไฟฟ้าต้องมีเครื่องมือบริหารความผันผวนและรักษาสมดุลระหว่างการผลิตกับความต้องการใช้ไฟฟ้า

 

ตัวอย่างเช่น ในช่วงกลางวันที่มีแสงแดดมาก ระบบอาจผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ได้สูง แต่ในช่วงเย็นเมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้ายังอยู่ในระดับสูงและการผลิตจากแสงอาทิตย์ลดลง ระบบจำเป็นต้องมีแหล่งพลังงานหรือมาตรการอื่นมารองรับ

 

ทางออกจึงไม่ได้มีเพียงการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม แต่รวมถึงระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ การบริหารความต้องการใช้ไฟฟ้า และการพัฒนา Smart Grid ซึ่งช่วยให้ผู้ดูแลระบบตรวจสอบและจัดการการไหลของไฟฟ้าได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน ระบุว่า ร่าง PDP 2026 ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงาน ต้นทุนที่เหมาะสม และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยแผนช่วง 12 ปีแรก ระหว่างปี 2569–2580 กำหนดกำลังผลิตใหม่รวม 50,900 เมกะวัตต์

 

ประกอบด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ 24,300 เมกะวัตต์ พลังงานลม 2,700 เมกะวัตต์ ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) 14,500 เมกะวัตต์ ก๊าซธรรมชาติ 9,100 เมกะวัตต์ และ SMR 300 เมกะวัตต์

 

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด แต่ต้องลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้ไฟฟ้าจากแหล่งต่าง ๆ ทำงานร่วมกันได้ด้วย

 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขทั้งหมดเป็นแผนกำลังผลิตใหม่ตามร่างแผน ไม่ใช่กำลังผลิตที่ติดตั้งและพร้อมใช้งานแล้วทั้งหมด

 

ดาต้าเซ็นเตอร์กำลังทดสอบขีดจำกัดของโครงข่ายไฟฟ้า

 

การเติบโตของ Data Center เป็นอีกแรงกดดันสำคัญ เพราะศูนย์ข้อมูลต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมากอย่างต่อเนื่อง ทั้งสำหรับเซิร์ฟเวอร์ ระบบเครือข่าย ระบบทำความเย็น และอุปกรณ์สนับสนุนอื่น ๆ

 

ต่างจากผู้ใช้ไฟฟ้าบางประเภทที่สามารถลดหรือเลื่อนการใช้ไฟฟ้าได้ ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องรักษาความพร้อมให้บริการตลอดเวลา โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูลที่รองรับบริการคลาวด์และ AI ซึ่งต้องการความต่อเนื่องและความน่าเชื่อถือสูง

 

ข้อมูลจากรายงานข่าวเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 โดยอ้างคำกล่าวของนายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงานว่า ยอดคำร้องขอใช้ไฟฟ้าจากธุรกิจ Data Center รวมอยู่ที่ประมาณ 35 กิกะวัตต์ เทียบกับความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศราว 40 กิกะวัตต์

 

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานระบุว่า ตัวเลขคำร้องดังกล่าวอาจรวมความต้องการที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง การขอสำรองกำลังไฟฟ้า และความต้องการที่อาจซ้ำซ้อน จึงต้องคัดกรองก่อนนำไปใช้วางแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

 

สำหรับร่าง PDP 2026 กระทรวงพลังงานประเมินความต้องการไฟฟ้าจาก Data Center ที่นำมาใช้ประกอบการวางแผนไว้ประมาณ 8.8 กิกะวัตต์ ซึ่งแตกต่างจากยอดคำร้องรวมอย่างมีนัยสำคัญ

 

ความแตกต่างนี้ชี้ให้เห็นว่า ประเทศต้องแยกให้ชัดระหว่างความต้องการที่ผู้ลงทุนยื่นขอ กับความต้องการที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นจริง

 

เพื่อไม่ให้ลงทุนระบบไฟฟ้ามากเกินความจำเป็น และในเวลาเดียวกันก็ไม่ประเมินความต้องการต่ำจนโครงข่ายไม่พร้อมรองรับการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง

 

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทย

 

รายงาน Electricity 2026 ของทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) ระบุว่า ข้อจำกัดของโครงข่ายกำลังกลายเป็นอุปสรรคต่อการเชื่อมต่อแหล่งผลิตไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ในหลายภูมิภาคทั่วโลก

 

ขณะที่การพัฒนาโครงข่ายอาจใช้เวลาประมาณ 5–15 ปี ตั้งแต่การวางแผนจนก่อสร้างแล้วเสร็จในหลายกรณี ซึ่งช้ากว่าการพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนและดาต้าเซ็นเตอร์บางประเภท

 

นี่คือเหตุผลที่การวางแผนพลังงานต้องเดินหน้าไปพร้อมกับการวางแผนเศรษฐกิจดิจิทัล หากเมืองหรือเขตเศรษฐกิจแห่งหนึ่งดึงดูดการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ได้มาก แต่ระบบสายส่งและสถานีไฟฟ้าไม่พร้อม การลงทุนที่ประกาศไว้ก็อาจไม่สามารถเริ่มดำเนินงานได้ตามกำหนด

 

EEC สะท้อนโจทย์ใหญ่ของเมืองอุตสาหกรรมและเมืองดิจิทัล

 

เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นตัวอย่างของพื้นที่ที่ต้องวางแผนระบบไฟฟ้าให้สอดคล้องกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เพราะมีทั้งภาคอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และความต้องการจากธุรกิจดิจิทัล

 

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รายงานเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า กระทรวงพลังงานและ กฟผ. เดินหน้าเพิ่มขีดความสามารถระบบส่งไฟฟ้าใน EEC เพื่อรองรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ โดยโครงการที่เกี่ยวข้องครอบคลุมการเพิ่มจุดจ่ายไฟและขยายกำลังหม้อแปลงในหลายพื้นที่

 

ข้อมูลของ กฟผ. ระบุว่า การปรับปรุงระบบดังกล่าวมีเป้าหมายรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของธุรกิจ Data Center ที่หน่วยงานประเมินไว้รวม 1,150 เมกะวัตต์ในบริบทของโครงการ และเพิ่มความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้าในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ

 

กรณีนี้สะท้อนว่าการแก้คอขวดต้องลงมือในระดับพื้นที่ ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะกำลังผลิตรวมของประเทศ

 

เพราะแม้ระบบไฟฟ้าภาพรวมจะมีกำลังผลิตเพียงพอ แต่หากจุดจ่ายไฟหรือหม้อแปลงในพื้นที่ลงทุนมีข้อจำกัด ก็อาจไม่สามารถรองรับความต้องการใหม่ได้ทันที

 

ในมุม Smart City การวางผังเมืองและแผนพัฒนาเศรษฐกิจจึงควรเชื่อมโยงกับข้อมูลความพร้อมของระบบไฟฟ้า เช่น ความสามารถในการรองรับโหลดใหม่ ระยะเวลาการขยายสถานีไฟฟ้า และศักยภาพในการเชื่อมต่อพลังงานสะอาด เพื่อให้การอนุมัติโครงการใหม่สอดคล้องกับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน

 

Smart Grid ไม่ใช่แค่ติดตั้งมิเตอร์อัจฉริยะ

 

Smart Grid หรือโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ไม่ได้หมายถึงการติดตั้งมิเตอร์ดิจิทัลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการใช้ข้อมูล ระบบสื่อสาร อุปกรณ์ควบคุม และระบบวิเคราะห์

 

เพื่อให้ผู้ดูแลสามารถติดตามสถานะของโครงข่ายและบริหารการไหลของไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ตัวอย่างเช่น หากมีโซลาร์รูฟท็อปจำนวนมากในพื้นที่เดียวกัน ระบบต้องบริหารไฟฟ้าที่ไหลจากผู้ผลิตรายย่อยกลับเข้าสู่โครงข่าย รวมถึงจัดการความผันผวนของกำลังผลิตและความต้องการใช้ไฟฟ้าให้เหมาะสม

 

ขณะเดียวกัน แบตเตอรี่สามารถช่วยเก็บพลังงานในช่วงที่มีไฟฟ้าเหลือและนำมาใช้ในช่วงที่ต้องการได้ แต่การติดตั้งแบตเตอรี่ก็ต้องพิจารณาต้นทุน อายุการใช้งาน และตำแหน่งติดตั้งให้เหมาะสม ไม่ใช่คำตอบที่ใช้แทนการลงทุนสายส่งทุกกรณี

 

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับร่าง PDP 2026 ซึ่ง สนพ. ระบุว่ามีการกำหนดกลไกบริหารความต้องการใช้ไฟฟ้า (Demand Response) เป้าหมายสะสมมากกว่า 2,800 เมกะวัตต์

 

และทรัพยากรพลังงานแบบกระจายศูนย์ (Distributed Energy Resources: DER) มากกว่า 9,100 เมกะวัตต์ภายในปี 2593

 

Demand Response คือการจูงใจให้ผู้ใช้ไฟฟ้าปรับเวลาหรือปริมาณการใช้ไฟฟ้าตามสถานการณ์ของระบบ ส่วน DER หมายถึงแหล่งผลิตหรือทรัพยากรพลังงานที่กระจายอยู่ใกล้ผู้ใช้ เช่น โซลาร์รูฟท็อปและแบตเตอรี่

 

หากออกแบบได้เหมาะสม มาตรการเหล่านี้จะช่วยลดแรงกดดันในช่วงที่ระบบมีความต้องการสูง และทำให้การใช้โครงข่ายมีประสิทธิภาพขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังต้องอาศัยกติกาการเชื่อมต่อ ข้อมูลที่เชื่อถือได้ และแรงจูงใจที่เหมาะสมจากทั้งผู้ให้บริการและผู้ใช้ไฟฟ้า

 

ค่าไฟใครควรจ่าย เมื่อการลงทุนรองรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่?

 

การขยายโครงข่ายไฟฟ้าต้องใช้เงินลงทุน และต้นทุนดังกล่าวย่อมเกี่ยวข้องกับการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า จึงเกิดคำถามสำคัญว่า หากต้องสร้างหรือปรับปรุงระบบเพื่อรองรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ เช่น Data Center ใครควรรับภาระค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่ม

 

ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน TDRI และอนุกรรมการจัดทำร่าง PDP 2026 สนับสนุนแนวคิดการแยกอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับ Data Center เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง และลดความเสี่ยงที่ผู้ใช้ไฟฟ้าครัวเรือนจะต้องร่วมรับภาระต้นทุนจากการรองรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่เกินสมควร

 

ประเด็นนี้ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะระบบสายส่งบางส่วนเป็นโครงสร้างพื้นฐานร่วมที่ให้ประโยชน์แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าหลายประเภท

 

ขณะที่การลงทุนบางรายการอาจเกิดขึ้นโดยตรงจากความต้องการของผู้ใช้รายใดรายหนึ่ง การออกแบบอัตราค่าไฟจึงควรแยกต้นทุนที่เกี่ยวข้องอย่างโปร่งใส ไม่ผลักภาระให้ผู้ใช้กลุ่มใดโดยไม่เป็นธรรม และไม่สร้างเงื่อนไขที่บั่นทอนการแข่งขันในการดึงดูดการลงทุน

 

ในอีกด้านหนึ่ง การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดก็ไม่ได้รับประกันว่าค่าไฟจะลดลงทันที เพราะยังมีต้นทุนการลงทุนระบบส่ง ระบบกักเก็บพลังงาน และการรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ซึ่งต้องนำมาประเมินร่วมกับต้นทุนเชื้อเพลิงที่อาจลดลงในอนาคต

 

คำถามที่ควรติดตามจึงไม่ใช่เพียงค่าไฟจะอยู่ที่กี่บาทต่อหน่วย แต่ต้องดูด้วยว่าตัวเลขดังกล่าวสะท้อนต้นทุนระบบอย่างครบถ้วนหรือไม่ และการลงทุนแต่ละส่วนให้ประโยชน์กับผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มใดบ้าง

 

คอขวดพลังงานคือโจทย์การวางแผนเมืองในระยะยาว

 

บทเรียนจาก PDP 2026 คือ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลต้องเดินหน้าไปพร้อมกับการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า ไม่เช่นนั้นสายส่งและสถานีไฟฟ้าอาจกลายเป็นข้อจำกัดของการลงทุน แม้จะมีแหล่งผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นก็ตาม

 

สำหรับเมืองที่ต้องการพัฒนาเป็น Smart City เรื่องนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดวางพื้นที่อุตสาหกรรมและดาต้าเซ็นเตอร์ การส่งเสริมพลังงานสะอาดในอาคาร การพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน และการใช้ข้อมูลเพื่อบริหารความต้องการใช้ไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพ

 

สิ่งที่ต้องเร่งทำจึงมีอย่างน้อย 4 ด้าน ได้แก่ หนึ่ง ลงทุนขยายสายส่งและสถานีไฟฟ้าให้สอดคล้องกับความต้องการจริง สอง พัฒนา Smart Grid และระบบกักเก็บพลังงานเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน สาม ปรับปรุงข้อมูลและการพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าเพื่อป้องกันการลงทุนเกินจำเป็น และสี่ ออกแบบอัตราค่าไฟให้สะท้อนต้นทุนอย่างเป็นธรรม

 

ท้ายที่สุด เมืองอัจฉริยะไม่อาจเกิดขึ้นได้จากเทคโนโลยีดิจิทัลเพียงอย่างเดียว หากโครงสร้างพื้นฐานพลังงานยังไม่พร้อม ความสามารถในการดึงดูดการลงทุนและการให้บริการที่ประชาชนพึ่งพาในชีวิตประจำวันก็อาจถูกจำกัดตามไปด้วย..

 

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: 

ฐานเศรษฐกิจ, “TDRI ผ่า PDP 2026 เตือนคอขวดไฟฟ้าไทย เร่งลงทุนสายส่งรับพลังงานสะอาด”, 18 ตุลาคม 2569 — บทสัมภาษณ์ ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน TDRI และอนุกรรมการจัดทำร่าง PDP 2026: https://www.thansettakij.com/sustainable/net-zero/671721

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน, “สนพ. เปิดรับฟังความคิดเห็นร่างแผน PDP2026”, 8 กันยายน 2569: https://www.eppo.go.th/

สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.), ข้อมูลแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP): https://www.erc.or.th/th/power-development

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), “Ministry of Energy and EGAT strengthens Thailand’s power grid to support data center investment”, 16 กุมภาพันธ์ 2569: https://www.egat.co.th/home/en/20260216e/

Thai PBS News, “พลังงานเร่งอัปเกรดโครงข่าย รับ Data Center–พลังงานสะอาด”, 16 กันยายน 2569: https://www.thaipbs.th/news/content/558022

International Energy Agency (IEA), Electricity 2026: Grids และ Energy and AI: https://www.iea.org/reports/electricity-2026/grids และ https://www.iea.org/reports/energy-and-ai/executive-summary

ข่าวล่าสุด

SIAMJNK ต่อยอดธุรกิจ 25 ปี จากคลังสินค้า สู่ Ecosystem ของ SME

SIAMJNK ต่อยอดธุรกิจ 25 ปี จากคลังสินค้า สู่ Ecosystem ของ SME