
ยุโรปถอยเกม EV! ยกเลิกแบนรถน้ำมันปี 2035 เซ่นศึกเดือดรถจีน
เยอรมนี–ฝรั่งเศสหนุนผ่อนกฎลดคาร์บอนรถยนต์ปี 2035 เปิดช่องเครื่องยนต์สันดาปไปต่อ ท่ามกลางแรงกดดันรักษาฐานผลิตยุโรปและศึก EV จีนที่ทวีความรุนแรง
KEY
POINTS
- สหภาพยุโรปไม่ได้ยกเลิกการแบนรถยนต์สันดาปโดยสิ้นเชิง แต่กำลังพิจารณาผ่อนปรนเป้าหมายปี 2035 โดยอาจลดเป้าการปล่อย CO₂ จาก 100% เหลือ 90% เพื่อเปิดช่องให้รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดและรถที่ใช้เชื้อเพลิงสังเคราะห์ยังคงจำหน่ายได้
- ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยุโรปต้องทบทวนนโยบาย คือการแข่งขันที่รุนแรงจากรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของจีน ซึ่งกดดันผู้ผลิตยุโรปทั้งในด้านราคา เทคโนโลยี และต้นทุนการเปลี่ยนผ่าน
- การเปลี่ยนแปลงนี้นำโดยเยอรมนีและฝรั่งเศส เพื่อหาจุดสมดุลใหม่ระหว่างเป้าหมายการลดคาร์บอน กับการปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ รักษาความสามารถในการแข่งขัน และตำแหน่งงานในภูมิภาค
- ข้อเสนอดังกล่าวยังไม่ถือเป็นที่สิ้นสุดและต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายต่อไป แต่สะท้อนถึงการปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ของยุโรปเพื่อรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม
ยุโรปถอยแค่ไหน? เปิดเกมรถยนต์ปี 2035 เมื่อ EV จีนเขย่าอุตสาหกรรมเก่า
จากเป้าหมายรถยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ สู่การเปิดช่องให้เครื่องยนต์สันดาปอยู่ต่อ ยุโรปกำลังหาจุดสมดุลใหม่ระหว่างการลดคาร์บอน การรักษางาน และการแข่งขันกับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีน!
ทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ยุโรปกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ หลังเยอรมนีและฝรั่งเศสเห็นพ้องให้ผลักดันการผ่อนปรนเป้าหมายการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากรถยนต์ใหม่ในปี 2035 ท่ามกลางแรงกดดันจากการแข่งขันระดับโลก ต้นทุนการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า และความกังวลต่ออนาคตของฐานการผลิตยานยนต์ในภูมิภาค
ประเด็นดังกล่าวถูกจับตาอย่างกว้างขวาง หลังสำนักข่าว Bloomberg รายงานเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ว่า ฟรีดริช เมิร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี และเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส บรรลุข้อตกลงร่วมกันเพื่อผลักดันแนวทางที่ยืดหยุ่นขึ้นสำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์
โดยเชื่อมโยงการผ่อนปรนกฎด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับการคุ้มครองความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตยุโรป
เมิร์ซกล่าวถึงข้อตกลงดังกล่าวว่า การยุติการใช้เครื่องยนต์สันดาปกำลังกลายเป็นเรื่องในอดีต อย่างไรก็ตาม คำกล่าวนี้สะท้อนจุดยืนทางการเมืองของเยอรมนีและฝรั่งเศส ไม่ใช่การประกาศยกเลิกกฎหมายของสหภาพยุโรปที่มีผลบังคับใช้อยู่แล้วโดยสมบูรณ์
รายงานของ Reuters เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ระบุว่า กลุ่มการเมืองหลักในรัฐสภายุโรปได้เห็นพ้องในเบื้องต้นกับแนวทางผ่อนปรนเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนของรถยนต์ใหม่
โดยเสนอให้ลดการปล่อย CO₂ ลง 87.5% จากระดับปี 2021 และเปิดช่องให้ชดเชยส่วนที่เหลือ 7.5% ผ่านการใช้เหล็กคาร์บอนต่ำที่ผลิตในสหภาพยุโรป ขณะที่ข้อเสนอนี้ยังต้องผ่านกระบวนการพิจารณาและเจรจาทางกฎหมายต่อไป
จากกฎหมายลดคาร์บอน สู่โจทย์รักษาความสามารถในการแข่งขัน
ย้อนกลับไปในปี 2023 สหภาพยุโรปปรับปรุงกฎมาตรฐานการปล่อย CO₂ สำหรับรถยนต์นั่งและรถตู้ใหม่ โดยกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยจากรถยนต์ใหม่ลง 100%
ตั้งแต่ปี 2035 เมื่อเทียบกับระดับที่กฎหมายกำหนด ซึ่งในทางปฏิบัติหมายถึงการยุติการจำหน่ายรถยนต์ใหม่ที่ไม่สามารถทำตามเกณฑ์การปล่อยดังกล่าวได้
แต่แรงกดดันจากอุตสาหกรรมยานยนต์ทำให้คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอปรับกติกาในเดือนธันวาคม 2025 โดยลดเป้าหมายการลดการปล่อยจากท่อไอเสียเหลือ 90% และให้ชดเชยการปล่อยส่วนที่เหลือด้วยวิธีการที่กำหนด เช่น การใช้เหล็กคาร์บอนต่ำที่ผลิตในยุโรป ตลอดจนเชื้อเพลิงสังเคราะห์และเชื้อเพลิงชีวภาพ
ข้อเสนอนี้เปิดโอกาสให้รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด รถยนต์ไฮบริดบางประเภท และรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปที่เข้าเงื่อนไขยังมีบทบาทต่อไปได้ แต่ไม่ได้หมายความว่ารถยนต์น้ำมันทุกประเภทจะสามารถจำหน่ายได้โดยไม่มีข้อจำกัด
ข้อมูลจากคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ระบุว่า รถยนต์นั่งมีสัดส่วนการปล่อย CO₂ ราว 16% ของการปล่อยทั้งหมดในสหภาพยุโรป
ขณะที่รถตู้มีสัดส่วนประมาณ 3% ตัวเลขนี้สะท้อนว่า การเปลี่ยนผ่านด้านการเดินทางเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ลดคาร์บอนที่ยุโรปไม่สามารถละเลยได้
โจทย์จึงไม่ใช่เพียงการเลือกระหว่างรถยนต์ไฟฟ้ากับรถยนต์น้ำมัน แต่เป็นการกำหนดว่าภาคอุตสาหกรรมจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เร็วเพียงใด โดยไม่ทำให้ความสามารถในการผลิต เทคโนโลยี และการจ้างงานของภูมิภาคอ่อนแอลง
EV จีน ตัวเร่งให้ยุโรปต้องทบทวนเกมอุตสาหกรรม
ปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงคือการแข่งขันจากจีน ซึ่งพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและห่วงโซ่การผลิตแบตเตอรี่จนกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของผู้ผลิตรถยนต์ดั้งเดิมในยุโรป
เมื่อผู้ผลิตจีนสามารถแข่งขันด้านราคา เทคโนโลยีแบตเตอรี่ และการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างเข้มข้น ค่ายรถยุโรปจึงต้องเผชิญแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน ได้แก่ การลงทุนเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า และการแข่งขันเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดในอุตสาหกรรมที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้าง
ข้อตกลงระหว่างเยอรมนีกับฝรั่งเศสจึงไม่ได้มีเพียงเรื่องการลดความเข้มงวดของกฎสิ่งแวดล้อม แต่ยังเชื่อมโยงกับแนวคิดสนับสนุนการผลิตในยุโรป หรือ Made in Europe เพื่อรักษาฐานการผลิตและตำแหน่งงานภายในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม การผ่อนปรนกฎไม่ได้รับประกันว่าผู้ผลิตยุโรปจะกลับมาแข่งขันกับจีนได้โดยอัตโนมัติ เพราะความสามารถในการแข่งขันยังขึ้นอยู่กับต้นทุนการผลิต ราคาขาย เทคโนโลยีแบตเตอรี่ ความเร็วในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และโครงสร้างพื้นฐานรองรับรถยนต์ไฟฟ้า
บทเรียน Smart City: เมืองคาร์บอนต่ำต้องไม่หยุดอยู่ที่การเปลี่ยนรถ
กรณีของยุโรปสะท้อนโจทย์ที่เมืองต่าง ๆ ทั่วโลกต้องเผชิญเช่นกัน นั่นคือ การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบขนส่งคาร์บอนต่ำไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมเพียงด้านเดียว แต่ต้องพิจารณาความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ระบบพลังงาน ต้นทุนของประชาชน และความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจควบคู่กัน
สำหรับเมืองอัจฉริยะ รถยนต์ไฟฟ้าจะช่วยลดการปล่อยมลพิษจากท่อไอเสียในพื้นที่เมือง แต่ผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมโดยรวมยังขึ้นอยู่กับแหล่งผลิตไฟฟ้า ระบบชาร์จ การจัดการแบตเตอรี่ และการวางแผนระบบเดินทางให้ประชาชนมีทางเลือกมากกว่าการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล
ในอีกด้านหนึ่ง การกำหนดเป้าหมายที่เข้มงวดเกินกว่าความพร้อมของตลาดอาจสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนของผู้ผลิตและผู้บริโภค ขณะที่การผ่อนปรนมากเกินไปก็เสี่ยงทำให้การลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดชะลอตัว และเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับธุรกิจที่ตัดสินใจลงทุนระยะยาว
บทเรียนสำคัญจึงอยู่ที่การออกแบบนโยบายให้มีเป้าหมายชัดเจน แต่ปรับเครื่องมือได้ตามสถานการณ์ พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์ตรวจสอบผลลัพธ์ที่วัดได้จริง ทั้งการลดการปล่อยคาร์บอน คุณภาพอากาศ ต้นทุนพลังงาน และการจ้างงาน
China Focus กับมุมมองต่อการถอยของยุโรป
เพจ China Focus นำเสนอประเด็นนี้ในมุมวิพากษ์ โดยมองว่าการที่ยุโรปเปิดทางให้มีความยืดหยุ่นต่อเครื่องยนต์สันดาป สะท้อนความขัดแย้งระหว่างเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และความยากลำบากในการแข่งขันกับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าจีน
เนื้อหาของเพจยังเชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงนโยบายดังกล่าวกับคำวิจารณ์ของ ติง จงหลี่ นักวิชาการชาวจีนเกี่ยวกับความมุ่งมั่นในการลดคาร์บอนของชาติตะวันตก อย่างไรก็ตาม คำกล่าวอ้างและคำพูดที่เผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ควรตรวจสอบกับต้นฉบับและบริบทการสัมภาษณ์ก่อนนำมาใช้เป็นข้อสรุปทางประวัติศาสตร์หรือการเมือง
เช่นเดียวกัน การอธิบายว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายเกิดจากความพ่ายแพ้ต่อจีนเพียงสาเหตุเดียว ย่อมไม่ครอบคลุมปัจจัยทั้งหมด ทั้งภาวะตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ต้นทุนการผลิต การจ้างงาน การเมืองภายในประเทศ และเป้าหมายการลดคาร์บอนที่ต้องดำเนินควบคู่กัน
กฎหมายยังไม่จบ เกมอุตสาหกรรมเพิ่งเริ่ม
ณ วันที่ 24 ตุลาคม 2569 เป้าหมายการลดการปล่อย CO₂ ของรถยนต์ใหม่ในปี 2035 ยังอยู่ระหว่างกระบวนการปรับแก้กฎหมาย โดยข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรปและข้อตกลงทางการเมืองระหว่างประเทศสมาชิกยังต้องผ่านขั้นตอนที่เกี่ยวข้องก่อนจึงจะมีผลเป็นกฎหมายฉบับแก้ไข
สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การยกเลิกเป้าหมายสิ่งแวดล้อมของยุโรปทั้งหมด แต่เป็นการต่อรองว่าอุตสาหกรรมยานยนต์จะเดินหน้าไปสู่เป้าหมายดังกล่าวด้วยความเข้มงวดและเงื่อนไขแบบใด
สำหรับเมืองที่กำลังวางแผนระบบขนส่งแห่งอนาคต กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่า การลดคาร์บอนที่ยั่งยืนต้องสร้างสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต ไม่ใช่เพียงประกาศเป้าหมายที่ทะเยอทะยาน แต่ต้องทำให้ประชาชน ภาคธุรกิจ และระบบพลังงานสามารถเปลี่ยนผ่านไปด้วยกันได้จริง..
ที่มา:
China Focus







