posttoday
ดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งในเมืองได้จริงหรือ? เปิดปมค่าไฟ-แย่งน้ำ-เสียงรบกวน

ดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งในเมืองได้จริงหรือ? เปิดปมค่าไฟ-แย่งน้ำ-เสียงรบกวน

21 ตุลาคม 2569

ดาต้าเซ็นเตอร์ขุมทรัพย์เศรษฐกิจดิจิทัล หรือระเบิดเวลาของคนเมือง? เจาะปมค่าไฟพุ่ง แย่งน้ำ เสียงรบกวน ถอดบทเรียนโลกถึง ‘อิสกันดาร์’ มาเลเซีย ก่อนลงทุนดิจิทัลแลกด้วยต้นทุนที่ประชาชนต้องแบก

KEY

POINTS

  • การตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในเมืองสร้างความท้าทายด้านพลังงานอย่างมหาศาล เนื่องจากต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมากและต่อเนื่อง ทำให้เกิดภาระต่อโครงข่ายไฟฟ้าที่อาจต้องลงทุนเพิ่ม ซึ่งนำไปสู่คำถามว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต้นทุน
  • ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องการน้ำสำหรับระบบระบายความร้อน ซึ่งอาจสร้างความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากรกับภาคครัวเรือนและเกษตรกรรม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านน้ำ ทำให้การวางแผนและกำกับดูแลเป็นสิ่งจำเป็น
  • เสียงรบกวนจากอุปกรณ์ระบายความร้อนและเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง รวมถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ สามารถกระทบต่อคุณภาพชีวิตของชุมชนที่อยู่ใกล้เคียง จึงต้องมีกฎระเบียบด้านผังเมืองและมาตรฐานที่ชัดเจนในการควบคุม

ดาต้าเซ็นเตอร์อาจเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้เมืองก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ตั้งแต่บริการคลาวด์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปจนถึงระบบบริหารจัดการเมืองแบบเรียลไทม์

 

แต่เบื้องหลังอาคารที่เก็บเซิร์ฟเวอร์เหล่านี้ คือความต้องการไฟฟ้าต่อเนื่อง ระบบระบายความร้อน น้ำสำหรับหล่อเย็นในบางรูปแบบ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง และโครงข่ายไฟฟ้าที่ต้องรองรับโหลดขนาดใหญ่

 

คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งในเมืองได้หรือไม่ แต่เมืองมีระบบรองรับผลกระทบจากดาต้าเซ็นเตอร์มากแค่ไหน ใครเป็นผู้รับต้นทุนที่เกิดขึ้น และประชาชนจะได้รับประโยชน์จากการลงทุนอย่างไร

 

ถอดบทเรียนจากสหรัฐฯ ไอร์แลนด์ สิงคโปร์ และรัฐยะโฮร์ของมาเลเซีย ชี้ว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่จำเป็นต้องอยู่นอกเมืองทุกแห่ง แต่การตั้งใกล้ย่านที่อยู่อาศัยหรือในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านไฟฟ้า น้ำ และที่ดิน อาจสร้างความขัดแย้งได้ หากการวางผังเมืองและการกำกับดูแลตามไม่ทันการลงทุน

 

กลุ่มอาคารศูนย์ข้อมูล (data center campus) ของกูเกิลในนิวอัลบานี (New Albany) รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา / ภาพ Google

 

ประเด็นนี้ยังสะท้อนจากเวที Nation Forum 2027: Thailand's Agenda ในหัวข้อ Thailand's Concern ซึ่งมีทั้งมุมมองของภาคธุรกิจเทคโนโลยีที่เสนอให้ไทยเรียนรู้จากอิสกันดาร์ของมาเลเซีย

 

และมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลและ AI ที่ชี้ว่า การสร้างความเข้าใจต่อสาธารณะต้องเดินควบคู่กับมาตรฐานและการกำกับดูแลที่ชัดเจน
 

ดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งในเมืองได้จริงหรือ? เปิดปมค่าไฟ-แย่งน้ำ-เสียงรบกวน

 

ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นอาคารในเมืองได้ แต่ไม่ใช่อาคารสำนักงานทั่วไป

ในทางกายภาพ ดาต้าเซ็นเตอร์สามารถตั้งอยู่ในเขตเมืองได้ โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูลขนาดเล็กหรือขนาดกลางที่ให้บริการองค์กร โทรคมนาคม และระบบคลาวด์ใกล้ผู้ใช้งาน เพื่อลดความหน่วงของการรับส่งข้อมูล หรือรองรับบริการที่ต้องตอบสนองอย่างรวดเร็ว

 

อย่างไรก็ตาม ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่รองรับบริการคลาวด์และ AI มีเงื่อนไขแตกต่างจากอาคารสำนักงานทั่วไป ทั้งพื้นที่ติดตั้งอุปกรณ์ ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า การเชื่อมต่อสายส่งและใยแก้วนำแสง ระบบระบายความร้อน เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง และพื้นที่สำหรับอุปกรณ์ประกอบอื่นๆ

 

รายงานของคณะกรรมาธิการตรวจสอบและประเมินผลนิติบัญญัติแห่งรัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐฯ (Joint Legislative Audit and Review Commission: JLARC) ที่เผยแพร่ในปี 2024 ระบุว่า

 

ดาต้าเซ็นเตอร์ประมาณหนึ่งในสามในรัฐอยู่ใกล้พื้นที่พักอาศัย และบางชุมชนเผชิญเสียงความถี่ต่ำที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง รายงานยังชี้ถึงข้อจำกัดของการวางผังที่ดิน เมื่อพื้นที่อุตสาหกรรมอยู่ติดกับย่านบ้านพักอาศัย

 

แต่ข้อค้นพบดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ทุกแห่งจะสร้างผลกระทบเหมือนกัน แต่ชี้ให้เห็นว่า ต้องแยกการตั้งในเขตเมืองโดยทั่วไปออกจากการตั้งใกล้บ้านเรือน โรงเรียน โรงพยาบาล หรือพื้นที่อ่อนไหวทางสิ่งแวดล้อม

 

เพราะผลกระทบขึ้นอยู่กับขนาดโครงการ เทคโนโลยีทำความเย็น ระบบสำรองไฟฟ้า ระยะห่างจากชุมชน และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่

 

ท่อสีสันสดใสเหล่านี้ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำเข้าและออกจากศูนย์ข้อมูลของ Google ในเมืองเดอะดัลส์ (The Dalles) รัฐออริกอน โดยท่อสีฟ้าจะทำหน้าที่ส่งน้ำเย็นเข้ามา ส่วนท่อสีแดงจะนำน้ำอุ่นไหลกลับออกไปเพื่อเข้าสู่กระบวนการทำให้เย็นลงอีกครั้ง / ภาพ Google Gallery

 

1. "ไฟฟ้า" เมืองต้องสร้างระบบรองรับมากแค่ไหน

ผลกระทบสำคัญประการหนึ่งคือความต้องการไฟฟ้าปริมาณมากและต่อเนื่อง เพราะเซิร์ฟเวอร์ต้องทำงานตลอดเวลา ขณะที่ระบบทำความเย็นและอุปกรณ์สนับสนุนก็ใช้พลังงานเพิ่มเติม

 

หากดาต้าเซ็นเตอร์หลายแห่งกระจุกตัวในพื้นที่เดียวกัน ภาระจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ตัวโครงการ แต่ขยายไปถึงกำลังผลิตไฟฟ้า สถานีไฟฟ้าย่อย และสายส่งที่อาจต้องลงทุนเพิ่ม

 

รายงาน JLARC ระบุว่า ความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์เป็นแรงขับสำคัญของการคาดการณ์ความต้องการไฟฟ้าในรัฐเวอร์จิเนีย และการรองรับความต้องการตามประมาณการจำเป็นต้องขยายกำลังผลิตและระบบส่งไฟฟ้าอีกมาก

 

ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานสถิติกลางไอร์แลนด์ (Central Statistics Office: CSO) ระบุว่า ในปี 2024 ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ไฟฟ้าที่มีการวัดมิเตอร์รวม 6,969 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 10% จากปี 2023 และคิดเป็น 22% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดที่วัดมิเตอร์ได้ทั่วประเทศ เทียบกับเพียง 5% ในปี 2015

 

ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าดาต้าเซ็นเตอร์ทำให้ไฟฟ้าขาดแคลนโดยอัตโนมัติ แต่แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมสามารถกลายเป็นโจทย์ระดับประเทศ เมื่อความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต้องแข่งขันกับความต้องการจากภาคครัวเรือนและธุรกิจอื่น

 

สำหรับไทย ประเด็นที่ต้องตอบจึงไม่ใช่แค่ว่ามีไฟฟ้าเพียงพอสำหรับโครงการหรือไม่ แต่รวมถึงระบบสายส่งและสถานีไฟฟ้าพร้อมรองรับหรือยัง ใครเป็นผู้รับผิดชอบต้นทุนการขยายโครงข่าย และมีหลักประกันอย่างไรไม่ให้ภาระตกกับผู้ใช้ไฟฟ้ารายอื่นอย่างไม่เป็นธรรม

 

ที่ด้านหน้าของแถววางเซิร์ฟเวอร์ภายในศูนย์ข้อมูลที่นิวอัลบานี (New Albany) รัฐโอไฮโอตอนกลาง มีชุดจ่ายสารหล่อเย็น (Coolant Distribution Unit) สองชุดติดตั้งอยู่ ซึ่งทำหน้าที่ช่วยลดความร้อนที่เกิดขึ้นจากเซิร์ฟเวอร์จำนวนมาก เพื่อให้เซิร์ฟเวอร์เหล่านั้นสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ / ภาพ Google Gallery

 

2. "น้ำและระบบทำความเย็น" ต้องประเมินตามเทคโนโลยี ไม่เหมารวมทุกโครงการ

ดาต้าเซ็นเตอร์สร้างความร้อนจากการประมวลผลข้อมูล จึงต้องมีระบบระบายความร้อน แต่ปริมาณน้ำที่ใช้จริงแตกต่างกันตามเทคโนโลยี ขนาด ความหนาแน่นของอุปกรณ์ และสภาพภูมิอากาศ ไม่ใช่ทุกแห่งจะใช้น้ำในปริมาณเท่ากัน และบางระบบสามารถลดการพึ่งพาน้ำจืดได้

 

บทเรียนจากสิงคโปร์สะท้อนว่า น้ำเป็นทรัพยากรที่ต้องนำมาพิจารณาตั้งแต่ขั้นอนุมัติโครงการ รัฐบาลนำความต้องการไฟฟ้าและน้ำของดาต้าเซ็นเตอร์มาประกอบการวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน

 

หลังจากเคยระงับการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ในช่วงปี 2019–2022 ก่อนกลับมาเปิดรับโครงการภายใต้กระบวนการคัดเลือกและเงื่อนไขด้านความยั่งยืน

 

ในมาเลเซีย รัฐยะโฮร์ก็เผชิญโจทย์เดียวกัน เมื่อการลงทุนขยายตัวอย่างรวดเร็ว ขณะที่ทรัพยากรน้ำมีข้อจำกัด

 

โดย Reuters รายงานเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2026 ถึงมาตรการจำกัดดาต้าเซ็นเตอร์บางประเภทที่ใช้น้ำสูงมาก โดยโครงการประเภทที่ถูกจำกัดอาจมีความต้องการใช้น้ำสูงถึง 50 ล้านลิตรต่อวัน ขณะเดียวกัน ผู้พัฒนาบางรายหันไปใช้ระบบหมุนเวียนน้ำและน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดเพื่อลดการใช้น้ำจืด

 

ดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งในเมืองได้จริงหรือ? เปิดปมค่าไฟ-แย่งน้ำ-เสียงรบกวน

 

ดร.อภิวดี ปิยธรรมรงค์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านบูรณาการข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ให้มุมมองในเวที Nation Forum 2027 ว่า การตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยมีการอ้างอิงมาตรฐานสากล ควบคู่กับการพิจารณาบริบทของประเทศ รวมถึงการหลีกเลี่ยงพื้นที่ใกล้โรงพยาบาล โรงเรียน หรือศาสนสถาน

 

ดร.อภิวดียังยกตัวอย่าง โดยเปรียบเทียบ ระบบ LANTA (ลันตา) ซูเปอร์คอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงสำหรับงานวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยี (ThaiSC) ซึ่งอยู่ภายใต้เนคเทค สวทช. กระทรวง อว. ว่าเป็น ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้น้ำน้อยกว่าอาคารสำนักงานที่มีคน 300 คนประมาณ 3–4 เท่า และระบุว่า ไม่มีมลภาวะทางเสียงรบกวนภายนอกตามข้อมูลที่นำเสนอ 

 

LANTA (ลันตา) เป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงสำหรับงานวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยี ไม่ใช่ดาต้าเซ็นเตอร์เชิงพาณิชย์ทั่วไป โดยให้บริการผ่านศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง (ThaiSC) อยู่ภายใต้เนคเทค สวทช. กระทรวง อว.

 

ข้อเปรียบเทียบนี้ช่วยให้เห็นว่า ไม่ควรเหมารวมดาต้าเซ็นเตอร์ทุกแห่งว่าใช้ทรัพยากรสูงหรือสร้างผลกระทบเท่ากัน และนอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีด้วยว่า ใช้เทคโนโลยีแบบใหม่หรือแบบเก่า

 

อย่างไรก็ตาม การประเมินโครงการในแต่ละพื้นที่ยังต้องพิจารณาขนาด ระบบทำความเย็น แหล่งน้ำ และปริมาณการใช้จริง โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง รวมถึงผลกระทบสะสมเมื่อมีหลายโครงการตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน

 

สำหรับเมือง คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ระบบประปามีกำลังรองรับเท่าใด ความต้องการของครัวเรือนและภาคเกษตรจะได้รับผลกระทบหรือไม่ และผู้ประกอบการมีแผนจัดการน้ำอย่างไรเมื่อเกิดภาวะขาดแคลน

 

(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม: (BDI ชูแผน AI แห่งชาติ ดันดาต้าเซ็นเตอร์สร้างมูลค่าเศรษฐกิจไทย)

 

ดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งในเมืองได้จริงหรือ? เปิดปมค่าไฟ-แย่งน้ำ-เสียงรบกวน

 

3. เสียง เครื่องกำเนิดไฟฟ้า และคุณภาพชีวิตของคนใกล้เคียง

ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้มีเพียงเครื่องเซิร์ฟเวอร์ภายในอาคาร แต่ยังมีพัดลมขนาดใหญ่ ระบบทำความเย็น และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง อุปกรณ์เหล่านี้อาจก่อเสียงรบกวน โดยเฉพาะเสียงความถี่ต่ำที่เกิดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจแตกต่างจากเสียงดังเป็นครั้งคราวและตรวจวัดได้ยากในบางกรณี

 

รายงาน JLARC ระบุว่า ชุมชนบางแห่งในเวอร์จิเนียร้องเรียนเรื่องเสียงจากดาต้าเซ็นเตอร์ใกล้บ้าน แม้เสียงอาจไม่ถึงระดับที่เข้าเกณฑ์ละเมิดข้อบัญญัติเรื่องเสียงทั่วไป แต่ผู้อยู่อาศัยบางส่วนระบุว่าความต่อเนื่องของเสียงกระทบต่อการใช้ชีวิต

 

รายงานจึงเสนอให้พิจารณามาตรฐานเสียงและการกำกับผ่านกฎผังเมืองที่เหมาะกับลักษณะการทำงานของดาต้าเซ็นเตอร์

 

ด้านมลพิษทางอากาศ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลสำรองก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริง รายงาน JLARC ระบุว่า ในพื้นที่ตอนเหนือของเวอร์จิเนีย เครื่องกำเนิดไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์มีส่วนต่อการปล่อยไนโตรเจนออกไซด์ในระดับภูมิภาคต่ำกว่า 4% และมีส่วนต่อคาร์บอนมอนอกไซด์กับฝุ่นละอองไม่เกิน 0.1% ในแต่ละกรณีตามข้อมูลที่ศึกษา

 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขระดับภูมิภาคไม่ได้ยืนยันว่าจะไม่มีผลกระทบเฉพาะจุด การประเมินจึงควรพิจารณาทั้งเสียงจากระบบที่เดินเครื่องเป็นประจำ การทดสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า คุณภาพอากาศ ฝุ่น การจราจร และผลกระทบระหว่างก่อสร้าง

 

ม่านพลาสติกถูกแขวนไว้ในห้องเครือข่ายภายในศูนย์ข้อมูลของ Google ที่เมืองเคาน์ซิลบลัฟส์ รัฐไอโอวา ส่งความเย็นขึ้นมาจากใต้พื้น โดยมีแผ่นพลาสติกใสทำหน้าที่กักเก็บความเย็นเอาไว้ พร้อมกับป้องกันไม่ให้อากาศร้อนไหลเข้ามา / ภาพ Google Gallery

 

ในมุมของ ดร.อภิวดี การอ้างอิงมาตรฐานสากลและการพิจารณาบริบทของพื้นที่เป็นส่วนสำคัญในการกำกับดูแลดาต้าเซ็นเตอร์

 

แต่การสร้างความเข้าใจต่อสาธารณะจำเป็นต้องมีข้อมูลที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่าโครงการหนึ่ง ๆ ใช้ทรัพยากรเท่าใด มีมาตรการควบคุมเสียงอย่างไร และมีระบบรับเรื่องร้องเรียนเมื่อเกิดผลกระทบหรือไม่

 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง การสื่อสารว่าเทคโนโลยีมีมาตรฐานไม่ควรเป็นจุดสิ้นสุดของการตรวจสอบ แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดเผยข้อมูลและติดตามผลจริงหลังโครงการเปิดดำเนินการ

 

4. ‘อิสกันดาร์’ มาเลเซีย จากฐานลงทุนสู่บททดสอบการยอมรับของชุมชน

กรณีของอิสกันดาร์ มาเลเซีย (Iskandar Malaysia) เป็นตัวอย่างสำคัญของการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจให้รองรับอุตสาหกรรมดิจิทัล พื้นที่ทางตอนใต้ของรัฐยะโฮร์ใกล้สิงคโปร์ได้รับความสนใจจากนักลงทุน

 

ด้วยข้อได้เปรียบด้านที่ดิน ต้นทุนการดำเนินงาน และการเชื่อมต่อทางดิจิทัล ขณะที่สิงคโปร์มีข้อจำกัดด้านพื้นที่และทรัพยากรสำหรับการขยายดาต้าเซ็นเตอร์

 

นายพงศ์พรหม ยามะรัต ผู้บริหารธุรกิจด้านไอที กล่าวในหัวข้อ Thailand's Concern บนเวที Nation Forum 2027 โดยยกอิสกันดาร์เป็นตัวอย่างของการวางยุทธศาสตร์พัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ให้เป็นฐานอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและดึงดูดการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรม S-Curve

 

ดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งในเมืองได้จริงหรือ? เปิดปมค่าไฟ-แย่งน้ำ-เสียงรบกวน

 

นายพงศ์พรหมกล่าวถึงบทบาทของอดีตนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ โมฮัมหมัด ในการริเริ่มโครงการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวเมื่อกว่าสิบปีก่อน พร้อมชี้ว่า ปัจจุบันยะโฮร์ได้กลายเป็นฐานสำคัญของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในอาเซียน

 

มีผู้เชี่ยวชาญ นักพัฒนาซอฟต์แวร์ ผู้ทำงานด้าน AI และธุรกิจซอฟต์แวร์ในรูปแบบบริการ (Software as a Service: SaaS) จากหลายประเทศ รวมถึงอินเดีย จีน และอิสราเอล เข้ามาดำเนินงาน

 

ในมุมมองของนายพงศ์พรหม การพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าวสะท้อนโอกาสในการยกระดับเศรษฐกิจมาเลเซีย โดยการลงทุนด้านเทคโนโลยีสามารถสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่และดึงดูดบุคลากรทักษะสูง

 

อย่างไรก็ตาม การประเมินผลต่อ GDP และการกระจายประโยชน์สู่ประชาชนจำเป็นต้องพิจารณาจากข้อมูลเศรษฐกิจที่ตรวจสอบได้ ไม่ควรใช้จำนวนโครงการหรือเงินลงทุนเพียงอย่างเดียวเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ

 

ดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งในเมืองได้จริงหรือ? เปิดปมค่าไฟ-แย่งน้ำ-เสียงรบกวน

 

นายพงศ์พรหมยังเน้นถึงความสำคัญของการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่โปร่งใส โดยเห็นว่าการจัดการน้ำ ไฟฟ้า และขยะ ตลอดจนการสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนเข้าใจ เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยสร้างการยอมรับต่อการพัฒนา

 

มุมมองนี้สอดคล้องกับโจทย์สำคัญของการสร้างเมืองเทคโนโลยี กล่าวคือ การดึงดูดการลงทุนต้องเดินควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นของคนในพื้นที่

 

เพราะแม้โครงการจะมีศักยภาพทางเศรษฐกิจ แต่หากประชาชนกังวลเรื่องทรัพยากรและบริการสาธารณะ การขยายตัวในระยะยาวก็อาจเผชิญแรงต้านได้ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม: 'ไทย' เสี่ยงเป็นแค่ลูกข่าย 'Data center' แนะ เร่งปรับตัวใน 3 ปี)

 

Reuters รายงานเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2026 ว่า การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในยะโฮร์เพิ่มขึ้นหลังสิงคโปร์ระงับการอนุมัติโครงการใหม่ในช่วงปี 2019–2022 แต่เมื่อการลงทุนขยายตัวอย่างรวดเร็ว ประเด็นถกเถียงก็เปลี่ยนจากการดึงดูดเงินลงทุนไปสู่การจัดการผลกระทบต่อทรัพยากรและชุมชน

 

กรณีที่สะท้อนความขัดแย้งเกิดขึ้นในอิสกันดาร์ปูเตรี (Iskandar Puteri) เมื่อประชาชนออกมาคัดค้านการก่อสร้างโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ของ ZDATA ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 โดยกังวลเรื่องแรงกดดันต่อระบบน้ำในพื้นที่

 

และมีผู้พักอาศัยบางรายรายงานว่าความดันน้ำลดลงก่อนโครงการขนาด 300 เมกะวัตต์เปิดใช้งาน อย่างไรก็ตาม ZDATA ปฏิเสธว่าโครงการของบริษัทเป็นต้นเหตุของปัญหาน้ำ จึงไม่ควรสรุปว่าดาต้าเซ็นเตอร์เป็นสาเหตุโดยตรงหากไม่มีหลักฐานยืนยัน

 

ข้อร้องเรียนอีกด้านเกี่ยวข้องกับฝุ่นจากพื้นที่ก่อสร้างและการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ หลังพื้นที่สีเขียวและเนินเขาบางส่วนถูกปรับเพื่อรองรับการพัฒนาโครงการ

 

กรณีอิสกันดาร์จึงควรถูกมองอย่างรอบด้าน ทั้งในฐานะพื้นที่ที่สามารถดึงดูดการลงทุนเทคโนโลยีได้ และในฐานะบททดสอบว่าระบบสาธารณูปโภค การวางผังเมือง และกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนจะรองรับการเติบโตได้ทันหรือไม่

 

บทเรียนสำคัญไม่ใช่การสรุปว่าการลงทุนประสบความสำเร็จหรือสร้างปัญหาเพียงด้านเดียว แต่คือการทำให้การประเมินผลกระทบมีความโปร่งใส เปิดเผยข้อมูลที่ตรวจสอบได้ และติดตามผลจริงอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ความเชื่อมั่นของชุมชนขึ้นอยู่กับคำยืนยันของผู้ประกอบการหรือหน่วยงานรัฐเพียงฝ่ายเดียว

 

ดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งในเมืองได้จริงหรือ? เปิดปมค่าไฟ-แย่งน้ำ-เสียงรบกวน

 

5. สิงคโปร์และไอร์แลนด์ เมื่อรัฐต้องกำกับการเติบโต ไม่ใช่แค่ดึงดูดการลงทุน

สิงคโปร์เป็นตัวอย่างของเมืองที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการเป็นศูนย์กลางดิจิทัลกับข้อจำกัดด้านทรัพยากร รัฐบาลเคยระงับการเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์ในช่วงปี 2019–2022 ก่อนปรับมาใช้กระบวนการคัดเลือกโครงการใหม่ โดยพิจารณาความมั่นคงทางพลังงาน ความมั่นคงด้านน้ำ และเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอน

 

ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานและวิทยาศาสตร์ของสิงคโปร์เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2026 ระบุว่า ผู้สมัครในรอบคัดเลือกโครงการดาต้าเซ็นเตอร์รอบล่าสุดต้องจัดหาไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานสีเขียวอย่างน้อย 50% ของกำลังการผลิตดาต้าเซ็นเตอร์ที่เสนอ

 

ขณะที่รัฐบาลยังผลักดันข้อกำหนดด้านประสิทธิภาพพลังงาน และเปิดทางให้กำหนดเงื่อนไขด้านประสิทธิภาพการใช้น้ำเพิ่มเติมได้

 

ส่วนไอร์แลนด์สะท้อนความท้าทายเมื่ออุตสาหกรรมมีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลปี 2024 ระบุว่าดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ไฟฟ้าคิดเป็น 22% ของการใช้ไฟฟ้าที่วัดมิเตอร์ได้ทั่วประเทศ

 

ทำให้การขยายตัวของอุตสาหกรรมต้องถูกนำมาพิจารณาร่วมกับแผนพลังงานระดับประเทศ ไม่ใช่เป็นเพียงการตัดสินใจเรื่องที่ดินของแต่ละโครงการ

 

บทเรียนร่วมจากสองประเทศคือ การอนุมัติโครงการไม่ควรจบลงเมื่อมีเงินลงทุนและที่ดินพร้อม แต่ต้องกำหนดเงื่อนไขให้สอดคล้องกับข้อจำกัดของระบบพลังงานและน้ำ รวมถึงติดตามผลการใช้ทรัพยากรจริงหลังเปิดดำเนินการ

 

สำหรับไทย นี่เป็นประเด็นสำคัญในช่วงที่ต้องการดึงดูดการลงทุนดิจิทัล หากนโยบายส่งเสริมการลงทุนไม่เชื่อมโยงกับแผนพลังงาน แผนน้ำ และผังเมืองอย่างเป็นระบบ ผลประโยชน์จากการลงทุนอาจเกิดขึ้นพร้อมกับต้นทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่มีผู้รับผิดชอบชัดเจน

 

6. ไทยต้องชัดทั้งนโยบายเทคโนโลยีและกติกาของเมือง

นอกจากข้อจำกัดด้านทรัพยากรแล้ว ไทยยังเผชิญโจทย์เรื่องทิศทางนโยบายและการประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐ

 

นายพงศ์พรหมสะท้อนว่า ภาคเอกชนยังมองไม่เห็นทิศทางนโยบายระดับประเทศที่ชัดเจน และต้องประสานงานกับกระทรวงหลักหลายแห่ง ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงศึกษาธิการ

 

แต่ยังไม่เห็นบทบาทการกำหนดนโยบายภาพใหญ่จากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) อย่างชัดเจน แม้สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) จะพยายามสนับสนุนภาคธุรกิจอย่างเต็มที่ก็ตาม

 

ข้อสังเกตนี้ชี้ถึงความจำเป็นในการเชื่อมโยงนโยบายดิจิทัลเข้ากับการพัฒนาคน การค้า การลงทุน และการต่างประเทศ เพื่อให้การส่งเสริมอุตสาหกรรมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการอนุมัติโครงการ

 

แต่ครอบคลุมถึงการสร้างบุคลากร การพัฒนาผู้ประกอบการไทย และการทำให้เศรษฐกิจในประเทศได้รับประโยชน์จากการลงทุน

 

ขณะเดียวกัน ความชัดเจนด้านนโยบายต้องเชื่อมต่อกับกติกาในระดับเมืองด้วย เพราะการตัดสินใจลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ยังสัมพันธ์กับผังเมือง ใบอนุญาตก่อสร้าง การจัดการน้ำ การเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า มาตรฐานเสียง และการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม

 

ด้าน ดร.อภิวดีเสนอในภาพรวมว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ใช่เทคโนโลยีที่ควรถูกมองว่าน่ากลัว เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน

 

สิ่งที่ภาครัฐจำเป็นต้องทำคือเพิ่มความชัดเจนในการสื่อสารนโยบาย กฎระเบียบ และข้อมูลที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้สังคมเข้าใจทั้งประโยชน์และเงื่อนไขการกำกับดูแล

 

เมื่อพิจารณาร่วมกัน ความเห็นของทั้งสองคนสะท้อนโจทย์คนละด้านที่ต้องเดินไปพร้อมกัน ได้แก่ การสร้างยุทธศาสตร์ดิจิทัลที่ชัดเจนเพื่อดึงดูดการลงทุน และการกำกับดูแลที่โปร่งใสเพื่อให้เมืองกับประชาชนรองรับการลงทุนได้จริง

 

การเปิดรับเทคโนโลยีใหม่จึงไม่จำเป็นต้องแลกกับการลดมาตรฐานสิ่งแวดล้อมหรือมองข้ามข้อกังวลของชุมชน ในทางกลับกัน กติกาที่ชัดเจนและคาดการณ์ได้อาจช่วยให้ทั้งผู้ลงทุน หน่วยงานรัฐ และประชาชนเข้าใจตรงกันมากขึ้น

 

7. เมืองควรตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ตรงไหน และต้องมีกติกาอะไรบ้าง

จากกรณีศึกษาต่างประเทศ ไม่มีคำตอบเดียวว่าดาต้าเซ็นเตอร์ทุกขนาดต้องอยู่นอกเมือง หรือสามารถตั้งในย่านเมืองได้ทั้งหมด สิ่งที่ควรพิจารณาคือความเหมาะสมของพื้นที่กับขนาดและรูปแบบการทำงานของศูนย์ข้อมูล

 

ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดเล็กที่รองรับการเชื่อมต่อหรือบริการใกล้ผู้ใช้งานอาจเหมาะกับพื้นที่เมืองบางประเภท หากผ่านมาตรฐานความปลอดภัยและการควบคุมเสียง ส่วนศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่ใช้พลังงานสูงและมีอุปกรณ์ประกอบจำนวนมาก

 

ควรพิจารณาพื้นที่ที่มีโครงข่ายไฟฟ้าและน้ำรองรับ มีระยะห่างจากชุมชนที่เหมาะสม และไม่กระทบพื้นที่สีเขียวหรือระบบนิเวศสำคัญ

 

ดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งในเมืองได้จริงหรือ? เปิดปมค่าไฟ-แย่งน้ำ-เสียงรบกวน

 

สำหรับเมืองที่ต้องการดึงดูดการลงทุน ควรมีหลักเกณฑ์อย่างน้อย 5 ด้าน

1. ผังเมืองและระยะห่างจากชุมชน กำหนดประเภทพื้นที่ที่รองรับได้ ประเมินเสียงจากระบบทำความเย็นและเสียงความถี่ต่ำ รวมถึงเปิดเผยข้อมูลผลการประเมินก่อนอนุมัติ

 

2. ความพร้อมด้านไฟฟ้า เปิดเผยความต้องการใช้ไฟฟ้าของโครงการ ประเมินกำลังผลิตและสายส่งที่ต้องเพิ่ม พร้อมกำหนดวิธีจัดสรรต้นทุนอย่างเป็นธรรม

 

3. การใช้น้ำและระบบทำความเย็น ประเมินการใช้น้ำในภาวะปกติและฤดูแล้ง พิจารณาการใช้น้ำที่ผ่านการบำบัด และเปิดเผยข้อมูลการใช้น้ำจริงหลังเปิดดำเนินการ

 

4. ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและชุมชน ตรวจสอบการใช้ที่ดิน ฝุ่น การจราจร เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง และผลกระทบสะสมจากหลายโครงการในพื้นที่เดียวกัน พร้อมเปิดช่องทางรับข้อร้องเรียนและติดตามการแก้ไข

 

5. ผลตอบแทนต่อท้องถิ่น พิจารณารายได้ภาษี งานระยะยาว การจัดซื้อจากธุรกิจในพื้นที่ และภาระที่เมืองต้องลงทุนเพิ่ม ไม่ใช้ยอดเงินลงทุนเพียงตัวเดียวเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ

 

นอกจากนี้ เมืองควรกำหนดให้มีการติดตามข้อมูลหลังเปิดใช้งาน เพราะปริมาณไฟฟ้าและน้ำที่ใช้จริงอาจต่างจากประมาณการในช่วงขออนุญาต และโครงการหลายแห่งเมื่อรวมกันอาจสร้างแรงกดดันมากกว่าที่ประเมินจากโครงการเดี่ยว

 

ข้อมูลเหล่านี้ควรถูกนำมาใช้ในการทบทวนแผนโครงสร้างพื้นฐานและเงื่อนไขของโครงการอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เปิดเผยเฉพาะในช่วงที่ต้องขออนุมัติหรือเมื่อเกิดข้อร้องเรียนแล้วเท่านั้น

 

บทสรุป เมืองดิจิทัลต้องไม่ผลักต้นทุนให้คนเมือง

 

ดาต้าเซ็นเตอร์สามารถเป็นส่วนหนึ่งของเมืองได้ แต่การตั้งอยู่ในเขตเมืองไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะสมกับพื้นที่ใกล้ชุมชนทุกแห่ง ขนาดโครงการ ระบบทำความเย็น ความพร้อมของไฟฟ้าและน้ำ การจัดการเสียง ตลอดจนผลกระทบสะสม เป็นปัจจัยที่ต้องประเมินตามบริบทของแต่ละพื้นที่

 

กรณีอิสกันดาร์ มาเลเซีย แสดงให้เห็นทั้งโอกาสในการสร้างฐานเศรษฐกิจดิจิทัลและความท้าทายในการบริหารทรัพยากรเมื่อการลงทุนขยายตัวอย่างรวดเร็ว

 

ขณะที่บทเรียนจากสิงคโปร์ ไอร์แลนด์ และสหรัฐฯ ชี้ว่า การดึงดูดเงินลงทุนจำเป็นต้องมาพร้อมการวางแผนพลังงาน กติกาการใช้ทรัพยากร และการคุ้มครองคุณภาพชีวิตของชุมชน

 

เพราะความสำเร็จของเมืองดิจิทัลไม่ได้วัดเพียงจำนวนดาต้าเซ็นเตอร์หรือมูลค่าเงินลงทุน แต่ต้องวัดจากความสามารถในการสร้างเศรษฐกิจใหม่โดยไม่ผลักภาระด้านทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตไปให้คนเมืองเป็นผู้รับผิดชอบฝ่ายเดียว..

 

 

ที่มา:

 

ข่าวล่าสุด

“จุลพันธ์” ดันกฎหมายคุ้มครองแรงงานทำที่บ้านฉบับใหม่ คุมเบี้ยวค่าจ้าง เพิ่มโทษปรับ 2 ล้าน

“จุลพันธ์” ดันกฎหมายคุ้มครองแรงงานทำที่บ้านฉบับใหม่ คุมเบี้ยวค่าจ้าง เพิ่มโทษปรับ 2 ล้าน