
'ไทย' เสี่ยงเป็นแค่ลูกข่าย 'Data center' แนะ เร่งปรับตัวใน 3 ปี
ผู้บริหารIT เตือน 'ไทย' เสี่ยงเป็นแค่ลูกข่าย 'Data center' หากเน้นแค่โครงสร้างพื้นฐาน ไร้การสร้าง คอนเทนต์ ชู โมเดลอิสกันดาร์ จี้ รัฐปรับตัวใน 3 ปี
20 ต.ค.2569 ที่งานNation forum 2027 Thailand's agenda นายพงศ์พรหม ยามะรัต ผู้บริหารธุรกิจด้านไอที ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อDATA CENTER ถึงทิศทางการลงทุนศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในประเทศไทย
สิ่งที่น่ากังวลที่สุด หากประเทศไทย มี Data center
นายพงศ์พรหม เปิดเผยว่า ประเทศไทยอาจกลายเป็นเพียง "ลูกข่าย" ทางเทคโนโลยี เนื่องจากแนวทางการลงทุนในปัจจุบันมุ่งเน้นเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน (Greenfield) เช่น อาคาร Data Center, ชิป และอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ แต่กลับขาดการพัฒนา "คอนเทนต์" (Content) หรือเทคโนโลยีขั้นสูงที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ
นายพงศ์พรหม ย้อนอดีตว่า ในช่วงปี 2560–2563 (หรือเริ่มตั้งแต่ปี 2559) เคยมีความพยายามเจรจากับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น Google Thailand เพื่อผลักดันให้เกิดการตั้งศูนย์วิจัยในไทย แทนการเป็นเพียงหน่วยงานด้านการขาย (Sales arm) ของ Google Singapore ที่เก็บค่าโฆษณาแล้วส่งออกต่างประเทศ รวมถึงมีการดึงการลงทุน Big Data และ AI ร่วมกับสถาบันการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง แต่หลังปี 2563 เป็นต้นมา แม้จะมีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลและภาครัฐหลายยุค กลับไม่เห็นภาพการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
"หากเราไม่มีคอนเทนต์ สุดท้ายเราจะเป็นแค่ลูกข่าย การเอา Data Center มาใช้แค่ระบบ ERP หรือเล่น TikTok ถือว่าไร้ประโยชน์อย่างมาก ประเด็นสำคัญคือเราต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ" นายพงศ์พรหม ระบุ
ชูโมเดล "อิสกันดาร์" ต้นแบบเมืองหลวงเทคโนโลยีอาเซียน
นายพงศ์พรหม ได้ยกตัวอย่างเขตเศรษฐกิจพิเศษ "อิสกันดาร์" (Iskandar) เมืองยะโฮร์บารู ประเทศมาเลเซีย ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามสิงคโปร์ โดยอดีตนายกรัฐมนตรี มหาเธร์ โมฮัมหมัด ได้เริ่มโครงการไว้เมื่อสิบกว่าปีก่อนเพื่อพัฒนาสู่อุตสาหกรรม S-Curve จนปัจจุบันกลายเป็น "เมืองหลวงแห่ง Data Center ของอาเซียน" ที่มีผู้เชี่ยวชาญ นักพัฒนา (Dev), AI และบริการ Software as a Service (SaaS) จากทั้งอินเดีย จีน และอิสราเอล เข้ามาดำเนินงาน ส่งผลให้ GDP ของมาเลเซียเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยประชาชนในพื้นที่ให้การยอมรับเนื่องจากมีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่โปร่งใส ทั้งการจัดการน้ำ ไฟฟ้า และขยะ
สะท้อนเอกชนสับสนทิศทางรัฐ จี้กระทรวงดีอี-ศึกษาธิการปรับตัว
ในส่วนของภาครัฐไทย ภาคเอกชนยังมองไม่เห็นทิศทางนโยบายระดับประเทศที่ชัดเจน และต้องทำงานซ้อนทับกับ 4 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงศึกษาธิการ แต่กลับไม่เห็นบทบาทการนำนโยบายภาพใหญ่จากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กระทรวงดีอี) แม้สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) จะพยายามสนับสนุนอย่างเต็มที่ก็ตาม
นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามถึงกระทรวงศึกษาธิการเรื่องการวางรากฐานการศึกษาเพื่อสร้างเด็กในศตวรรษที่ 21 เนื่องจากหากไทยไม่สามารถพัฒนาบุคลากรรองรับได้ จะไม่มียุทธศาสตร์คนมาต่อยอดการใช้ประโยชน์จาก Data Center ได้อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน
ชี้ไทยเหลือเวลา 3 ปี เร่งปรับโครงสร้าง AI หนุนคนรุ่นใหม่
นายพงศ์พรหม ระบุว่า โครงการ Thailand 4.0 ที่ผ่านมายังไม่สามารถสร้างมูลค่าได้ตามเป้าหมาย แต่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเป็นโอกาสสำคัญในการตั้งหลักใหม่ โดยประเทศไทยมีกรอบเวลาในการปรับตัวเพียงประมาณ 3 ปีข้างหน้าเท่านั้น
สำหรับภาคธุรกิจ โครงสร้างการจ้างงานเริ่มเปลี่ยนไป โดยองค์กรไม่จำเป็นต้องขยายการจ้างงานตำแหน่งทั่วไปถึง 20 ตำแหน่งเหมือนในอดีต แต่มุ่งเน้นเปิดรับเฉพาะผู้เชี่ยวชาญระดับปริญญาเอก (PhD) จำนวนไม่กี่คน เพื่อเข้ามาสร้างกรอบองค์ความรู้ภายในองค์กร (Knowledge Grounding) ร่วมกับการใช้เครื่องมือ AI เช่น ChatGPT และ Claude เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
ขณะเดียวกัน ต้องเร่งสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) เพื่อสนับสนุนกลุ่มนักพัฒนา (Builder) และครีเอเตอร์ (Creator) ให้เพิ่มขึ้น เหมือนที่เคยทำเมื่อปี 2563 เนื่องจากปัจจุบันเยาวชนคนรุ่นใหม่เริ่มเรียนรู้ด้วยตนเองนอกระบบผ่านคอร์สเรียนออนไลน์และแพลตฟอร์มอย่าง YouTube เพราะระบบการศึกษาปัจจุบันปรับตัวตามไม่ทัน
3 ข้อเสนอแนะนโยบายภาครัฐ
1.การบูรณาการร่วมกัน: ขอให้กระทรวง อว. จับมือกับกระทรวงศึกษาธิการ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อเร่งสร้างระบบนิเวศสำหรับ Builder และ Creator
2.โครงสร้างพื้นฐานและภาษี: จัดทำโครงสร้างพื้นฐานทางกฎหมาย สิทธิประโยชน์ทางภาษี และการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีแก่คนไทย
3.การจัดทำพื้นที่ทดสอบ (Sandbox): เปิดพื้นที่ทดสอบนวัตกรรม เหมือนที่ประเทศจีนเคยอนุญาตให้ภาคเอกชนนำเทคโนโลยี AI เข้าไปทดสอบบนถนนสายใหม่เมื่อปี 2559 ก่อนเปิดให้ประชาชนใช้งานจริง
แนะภาครัฐเร่งสื่อสารประโยชน์ ย้ำความปลอดภัยมาอันดับแรก
ปัจจุบันประชาชนยังไม่เข้าใจว่า Data Center นำไปใช้ทำประโยชน์อะไร จึงมองว่าเป็นเพียงธุรกิจของเจ้าของที่ดิน (Landlord) ดังนั้น ภาครัฐต้องเร่งปรับเปลี่ยนความเข้าใจให้มองว่าเป็นธุรกิจแบบ "Inclusive" หรือธุรกิจที่ทุกคนได้รับประโยชน์ร่วมกัน เช่นเดียวกับกรณีเขตอิสกันดาร์ ประเทศมาเลเซีย ที่ประชาชนได้รับการพัฒนา อัตราเงินเดือนสูงขึ้น เกิดการสร้างงานเทคโนโลยีขั้นสูง มูลค่าอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น และประชากรเพิ่มขึ้นถึง 1 ล้านคนในสิบกว่าปี ส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตโดยไม่มีการประท้วงต่อต้าน







