
EEC กางแผน 5 ปี ดัน "Intelligent Economy" ชูภาคบริการอัจฉริยะ-ผังเมืองใหม่
EEC เดินหน้า Intelligent Economy ยกระดับภาคบริการอัจฉริยะ ปรับผังเมืองรับการลงทุนระยะยาว พร้อมจี้รัฐทลายข้อจำกัดกฎระเบียบ ปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจพื้นที่ตะวันออก
KEY
POINTS
- EEC ตั้งเป้าหมายใน 5 ปีข้างหน้าจะปรับทิศทางเศรษฐกิจโดยเน้นภาคบริการอัจฉริยะ (Services-Driven Economy) เช่น การแพทย์และสุขภาพ เป็นตัวขับเคลื่อนหลักแทนภาคการผลิต เพื่อดึงดูดบุคลากรทักษะสูง
- วางแผนจัดผังเมืองใหม่โดยจัดกลุ่มอุตสาหกรรม (Clustering) เช่น กลุ่ม Data Center ให้อยู่ใกล้แหล่งทรัพยากรที่จำเป็น และใช้โมเดล "ไข่แดง-ไข่ขาว" เพื่อให้เติบโตร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน
- มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทรัพยากรที่สำคัญ เช่น การจัดการน้ำครบวงจรโดยนำน้ำเสียมารีไซเคิลใช้ในอุตสาหกรรม พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อทลายคอขวดด้านการอนุมัติ-อนุญาต
ในงานเสวนา Nation Forum 2027 : SESSION 3 : THE INFRASTRUCTURE FOR THE INTELLIGENCE ECONOMY ดร. จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ. หรือ EEC) ได้ร่วมฉายภาพความพร้อมและทิศทางของประเทศไทยในการก้าวสู่ระบบเศรษฐกิจอัจฉริยะ (Intelligent Economy) พร้อมชี้คอขวดสำคัญที่ภาครัฐต้องเร่งทลายเพื่อเปิดรับโอกาสการลงทุนระลอกใหม่
ปรับทิศทางสู่ภาคบริการอัจฉริยะ (Services-Driven Economy)
ดร. จุฬา เปิดเผยว่า เป้าหมายพัฒนา EEC ในระยะ 5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะปรับทิศทางโดยเน้นนำภาคบริการ (Services) มาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักมากกว่าภาคการผลิต (Manufacturing)
โดยใช้จุดแข็งเดิมของประเทศ เช่น บริการทางการแพทย์ สุขภาพ และระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน เป็นแรงดึงดูดบุคลากรศักยภาพสูง (Talent) จากทั่วโลกเข้ามาอยู่อาศัยและทำงาน ทั้งนี้ โครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่จะไม่ใช่เพียงการคมนาคมขนส่ง แต่จะเน้นหนักไปที่ระบบไฟฟ้า ทรัพยากรน้ำ และระบบการสื่อสารดิจิทัล
จัดผังเมืองใหม่-บริหารโมเดล "ไข่แดงและไข่ขาว"
ในด้านการจัดการพื้นที่ EEC ได้เตรียมปรับแผนผังเมืองโดยจัดกลุ่มอุตสาหกรรม (Clustering) ให้สอดคล้องกับความต้องการของเทคโนโลยี เช่น การจัดวางกลุ่ม Data Center และดิจิทัลให้อยู่ในพื้นที่เฉพาะที่ใกล้แหล่งไฟฟ้าและน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนและไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่อื่น
"ปัจจุบัน Data Center ผมเรียกว่ามันคือผี เพราะคนไม่รู้ว่าผีหน้าตาเป็นยังไง แต่กลัวไว้ก่อนว่า มันคือผีนะ ต้องหาหมอผีไปปราบ... สุดท้ายมันคือการสร้างความเข้าใจระหว่างอุตสาหกรรมที่จะมา กับคนในพื้นที่และคนในระบบ ecosystem ทั้งหมด"
นอกจากนี้ ยังนำแนวคิดการบริหารจัดการแบบ "ไข่แดง" (อุตสาหกรรมเป้าหมาย) และ "ไข่ขาว" (ระบบนิเวศ ซัพพลายเชน และชุมชนรอบข้าง) มาใช้ เพื่อให้การตั้งสถานประกอบการเกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ และเติบโตร่วมกับคนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน
บริหารน้ำครบวงจร ชูเคส "น้ำเสียรีไซเคิลเพื่อ Data Center"
สำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้านทรัพยากร ดร. จุฬา ระบุว่า "น้ำ" เป็นทรัพยากรที่บริหารจัดการยากกว่าไฟฟ้าเพราะไม่สามารถผลิตขึ้นใหม่ได้ EEC จึงร่วมมือกับธนาคารโลก (World Bank) วางระบบจัดการน้ำครบวงจรตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง รวมถึงวางแผนรองรับสภาวะภัยแล้งรุนแรง (Worst-case scenario)
ที่สำคัญ EEC ได้เริ่มลงนามสัญญาโครงการนำร่อง (Test Cases) 2 โครงการ ในการนำ น้ำเสียจากชุมชนมาผ่านกระบวนการรีไซเคิล เพื่อส่งไปใช้ในระบบ Data Center โดยเฉพาะ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนค่าน้ำให้ผู้ประกอบการแล้ว ยังช่วยแยกวงจรน้ำของอุตสาหกรรมออกจากระบบประปาหลัก ทำให้ไม่เกิดปัญหาแย่งชิงน้ำกับภาคประชาชน
"น้ำบริหารยากกว่าไฟ เพราะน้ำเป็น resource ไม่สามารถ generate ผลิตขึ้นมาเองได้... บ้านเราไม่ได้มีเงินเยอะพอที่จะทำทุกอย่างรวมพร้อมกันไปหมด แต่เราอาจจะต้องมองในเชิงว่าอะไรควรจะอยู่ที่ไหน แล้วจะเตรียมอะไรไปเสิร์ฟที่ไหน"
จี้ปฏิรูป "ภาครัฐอัจฉริยะ" ทลายคอขวดอนุมัติ-อนุญาต
เลขาธิการ EEC กล่าวเน้นย้ำถึงอุปสรรคสำคัญว่า คอขวดของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอัจฉริยะในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ แต่เป็น กฎหมาย กฎระเบียบ ขั้นตอนการทำ EIA การจัดหาที่ดิน และกระบวนการเริ่มต้นธุรกิจ (Start-up Business) ที่ยังล่าช้า
"ต้องการ Intelligence Economy แล้ว ต้องมี Intelligence Public Administration... กลไกการบริหารจัดการภาครัฐเป็นคอขวดสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข รวมถึงบทบาทของนโยบายและผู้กำกับดูแล (Policy & Regulator) เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินงานได้จริง" — ดร. จุฬา สุขมานพ
ดร. จุฬา กล่าวสรุปว่า ในปัจจุบันภาคเอกชนมีความพร้อมสูงมากในการลงทุน เพียงแต่รอความชัดเจนและกระบวนการที่รวดเร็วจากภาครัฐ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้สามารถรับโอกาสนี้ได้อย่างเต็มศักยภาพ..







