posttoday
ถอดรหัส ‘ป่ามิยาวากิ’ โมเดลสร้างป่าในเมือง 7 ปี ความสำเร็จของ "เดอะ ฟอเรสเทียส์"

ถอดรหัส ‘ป่ามิยาวากิ’ โมเดลสร้างป่าในเมือง 7 ปี ความสำเร็จของ "เดอะ ฟอเรสเทียส์"

19 ตุลาคม 2569

โมเดลป่ามิยาวากิบนพื้นที่กว่า 30 ไร่ของเดอะ ฟอเรสเทียส์ ปลูกไม้ท้องถิ่นกว่า 2.7 แสนต้น ฟื้นระบบนิเวศ พร้อมต่อยอดแนวคิดสร้างป่าของ ว.วชิรเมธี ร่วมเปิดตัวหนังสือ "มาสร้างป่ายั่งยืน 9,000 ปี โดยวิถีมิยาวากิ" ฉบับอ่านง่าย และ "ป่าแห่งชีวิต ในกรุงโตเกียว"

KEY

POINTS

  • โครงการ "เดอะ ฟอเรสเทียส์" ใช้โมเดล "ป่ามิยาวากิ" ซึ่งเป็นการสร้างระบบนิเวศป่าในเมืองโดยปลูกพรรณไม้ท้องถิ่นหลากหลายชนิดอย่างหนาแน่น เพื่อเร่งการเติบโตและฟื้นฟูธรรมชาติให้ใกล้เคียงป่าดั้งเดิม แทนการปลูกต้นไม้เพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว
  • ในระยะเวลา 7 ปี ป่าบนพื้นที่ 30 ไร่ได้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีต้นไม้เติบโตสูงเฉลี่ยกว่า 12 เมตร และเกิดความหลากหลายทางชีวภาพที่สมบูรณ์ขึ้น พิสูจน์ได้จากการกลับมาของสิ่งมีชีวิต เช่น การพบรังผึ้งหลวง
  • โมเดลนี้เป็นต้นแบบของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ผสานแนวคิด Nature-based Solutions เข้ากับการแก้ปัญหาเมือง เช่น ช่วยลดอุณหภูมิ จัดการน้ำ และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการขยายผลการสร้างป่าในลักษณะนี้ไปสู่พื้นที่อื่นๆ ในประเทศไทย

ถอดรหัส ‘ป่ามิยาวากิ’ โมเดลสร้างป่าในเมือง 7 ปี เดอะ ฟอเรสเทียส์ คืนชีวิตให้ธรรมชาติ

 

 

เมื่อเมืองใหญ่ต้องเผชิญทั้งอุณหภูมิที่สูงขึ้น การสูญเสียพื้นที่สีเขียว และความหลากหลายทางชีวภาพที่ลดลง การปลูกต้นไม้เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

 

โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การทำอย่างไรให้พื้นที่สีเขียวเติบโตเป็นระบบนิเวศที่มีชีวิต และสามารถอยู่ร่วมกับการพัฒนาเมืองได้ในระยะยาว

 

โครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ (The Forestias) ของบริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น (MQDC) นำแนวคิดการฟื้นฟูป่าด้วยวิธีมิยาวากิ (Miyawaki Method) มาประยุกต์ใช้ตั้งแต่เริ่มต้นพัฒนาโครงการ

 

โดยมุ่งสร้างป่านิเวศบนพื้นที่กว่า 30 ไร่ ให้เป็นส่วนหนึ่งของเมืองที่ผสานธรรมชาติ ที่อยู่อาศัย และพื้นที่กิจกรรมของผู้คนเข้าด้วยกัน

 

ความน่าสนใจของโมเดลนี้ไม่ได้อยู่ที่จำนวนต้นไม้ที่ปลูกเท่านั้น แต่อยู่ที่การสร้างเงื่อนไขให้ป่าค่อย ๆ พัฒนาตัวเอง พร้อมเปิดโอกาสให้สัตว์ป่าและสิ่งมีชีวิตอื่นกลับเข้ามาใช้พื้นที่อีกครั้ง

 

ถอดรหัส ‘ป่ามิยาวากิ’ โมเดลสร้างป่าในเมือง 7 ปี ความสำเร็จของ "เดอะ ฟอเรสเทียส์"

 

‘มิยาวากิ’ วิธีปลูกป่าที่เริ่มจากธรรมชาติ ไม่ใช่แค่ต้นไม้

วิธีมิยาวากิพัฒนาโดยศาสตราจารย์ ดร. อากิระ มิยาวากิ นักพฤกษศาสตร์และนักนิเวศวิทยาชาวญี่ปุ่น ผู้เชี่ยวชาญด้านพืชพรรณท้องถิ่นและการฟื้นฟูป่าธรรมชาติ แนวคิดสำคัญคือการนำชนิดพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมกับระบบนิเวศของพื้นที่กลับมาปลูก โดยเลียนแบบโครงสร้างของป่าธรรมชาติให้มากที่สุด

 

หัวใจของวิธีนี้คือการปลูกต้นไม้หลายชนิดคละกันอย่างหนาแน่น ตั้งแต่ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ไม้ระดับกลาง ไปจนถึงไม้พุ่ม เพื่อให้เกิดโครงสร้างพืชพรรณหลายระดับคล้ายป่าธรรมชาติ แทนการปลูกต้นไม้ชนิดเดียวเรียงเป็นแถวแบบพื้นที่สีเขียวทั่วไป

 

ถอดรหัส ‘ป่ามิยาวากิ’ โมเดลสร้างป่าในเมือง 7 ปี ความสำเร็จของ "เดอะ ฟอเรสเทียส์"

 

ความหนาแน่นของต้นไม้ทำให้เกิดการแข่งขันเพื่อรับแสง ขณะที่ความหลากหลายของชนิดพันธุ์ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสิ่งมีชีวิตหลายกลุ่ม ทั้งแมลง นก และสัตว์อื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จยังขึ้นอยู่กับการเลือกชนิดพันธุ์ให้เหมาะกับพื้นที่ การเตรียมดิน และการดูแลในช่วงเริ่มต้น ไม่ใช่เพียงการปลูกให้แน่นเท่านั้น

 

ถอดรหัส ‘ป่ามิยาวากิ’ โมเดลสร้างป่าในเมือง 7 ปี ความสำเร็จของ "เดอะ ฟอเรสเทียส์"

ถอดรหัส ‘ป่ามิยาวากิ’ โมเดลสร้างป่าในเมือง 7 ปี ความสำเร็จของ "เดอะ ฟอเรสเทียส์"

 

โดยทั่วไป การปลูกป่าด้วยวิธีมิยาวากิต้องดูแลน้ำและควบคุมวัชพืชในช่วง 2–3 ปีแรก ก่อนลดการดูแลลงเมื่อระบบนิเวศเริ่มตั้งตัวได้ แนวทางนี้จึงมุ่งให้ป่าพัฒนาไปสู่การพึ่งพากระบวนการธรรมชาติมากขึ้นในระยะยาว

 

30 ไร่ 2.7 แสนต้น จากพื้นที่สีเขียวสู่ป่านิเวศกลางเมือง

เดอะ ฟอเรสเทียส์ นำแนวคิดดังกล่าวมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสาน (Mixed-use) บนพื้นที่รวม 398 ไร่ โดยจัดสรรพื้นที่กว่า 30 ไร่สำหรับป่านิเวศมิยาวากิ

 

ข้อมูลที่โครงการระบุในช่วงเดือนกันยายน–ตุลาคม 2569 ระบุว่า พื้นที่ป่าดังกล่าวมีการปลูกกล้าไม้รวม 271,901 ต้น และบันทึกพืชพรรณได้ 582 ชนิด ครอบคลุมพืชท้องถิ่น พืชริมน้ำ ไม้ผล และพืชสมุนไพร

 

ถอดรหัส ‘ป่ามิยาวากิ’ โมเดลสร้างป่าในเมือง 7 ปี ความสำเร็จของ "เดอะ ฟอเรสเทียส์"

 

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความพยายามสร้างพื้นที่สีเขียวที่มีองค์ประกอบหลากหลาย มากกว่าการจัดภูมิทัศน์เพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว เพราะป่าที่มีไม้หลายระดับและพืชหลายชนิดสามารถสร้างแหล่งอาหาร ที่หลบภัย และพื้นที่อาศัยให้สิ่งมีชีวิตได้แตกต่างกัน

 

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือระยะเวลาในการเติบโต ข้อมูลของโครงการระบุว่า ป่ามิยาวากิซึ่งมีอายุ 7 ปี มีความสูงของต้นไม้เฉลี่ย 12.23 เมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นระดับอกเฉลี่ย 16.01 เซนติเมตร โดยต้นมะเดื่ออุทุมพรบางต้นมีความสูงประมาณ 18 เมตร

 

ถอดรหัส ‘ป่ามิยาวากิ’ โมเดลสร้างป่าในเมือง 7 ปี ความสำเร็จของ "เดอะ ฟอเรสเทียส์"

 

ผลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าป่าที่มีโครงสร้างพืชพรรณหลายระดับสามารถพัฒนาได้ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี อย่างไรก็ตาม การเติบโตของต้นไม้ในแต่ละพื้นที่ย่อมแตกต่างกันตามสภาพดิน น้ำ ภูมิอากาศ และชนิดพันธุ์ จึงไม่ควรตีความว่าป่าทุกแห่งจะเติบโตได้ในอัตราเดียวกัน

 

ถอดรหัส ‘ป่ามิยาวากิ’ โมเดลสร้างป่าในเมือง 7 ปี ความสำเร็จของ "เดอะ ฟอเรสเทียส์"

 

อีกหนึ่งตัวอย่างที่โครงการใช้สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ คือการพบรังผึ้งหลวง (Apis dorsata) จำนวน 10 รัง บนต้นไม้เจ้าบ้าน 7 ชนิด ผึ้งหลวงเป็นแมลงผสมเกสรที่มีบทบาทต่อระบบนิเวศ การพบรังในพื้นที่จึงเป็นข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจในการติดตามการใช้ประโยชน์จากป่าของสิ่งมีชีวิต

 

ถอดรหัส ‘ป่ามิยาวากิ’ โมเดลสร้างป่าในเมือง 7 ปี ความสำเร็จของ "เดอะ ฟอเรสเทียส์"

 

ว.วชิรเมธี จุดประกายจากป่า 3 ปี สู่การขยายผลที่ไร่เชิญตะวัน

อีกหนึ่งบทบาทสำคัญในการขยายแนวคิดปลูกป่ามิยาวากิในประเทศไทย คือพระเมธีวชิโรดม หรือ ว.วชิรเมธี ซึ่งเข้าร่วมบรรยายพิเศษในงานเปิดตัวหนังสือ “มาสร้างป่ายั่งยืน 9,000 ปี โดยวิธีมิยาวากิ” และ “ป่าแห่งชีวิต ในกรุงโตเกียว” เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 ณ โครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์

 

ถอดรหัส ‘ป่ามิยาวากิ’ โมเดลสร้างป่าในเมือง 7 ปี ความสำเร็จของ "เดอะ ฟอเรสเทียส์"

 

โดยท่านเล่าถึงจุดเริ่มต้นความสนใจหลังได้เห็นผืนป่าของโครงการในช่วงที่มีอายุเพียง 3 ปี ก่อนนำแนวทางดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ที่ไร่เชิญตะวัน จังหวัดเชียงราย

 

เมื่อกลับมาเห็นป่าที่เดอะ ฟอเรสเทียส์เติบโตต่อเนื่องจนเข้าสู่ปีที่ 7 ท่านได้เปรียบเทียบให้เห็นถึงความแตกต่างของระยะเวลาการเติบโตระหว่างผืนป่าทั้งสองแห่ง โดยป่าที่ไร่เชิญตะวันยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเมื่อเทียบกับป่าของเดอะ ฟอเรสเทียส์ ประสบการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการสร้างป่าต้องอาศัยทั้งเวลา ความเข้าใจระบบนิเวศ และการดูแลอย่างเหมาะสม

 

ถอดรหัส ‘ป่ามิยาวากิ’ โมเดลสร้างป่าในเมือง 7 ปี ความสำเร็จของ "เดอะ ฟอเรสเทียส์"

 

ประเด็นสำคัญที่ท่านเน้นคือความแตกต่างระหว่างการ “ปลูกต้นไม้” กับการ “สร้างป่า” เพราะเป้าหมายของวิธีมิยาวากิไม่ได้หยุดอยู่ที่การเพิ่มจำนวนต้นไม้ แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศด้วยพันธุ์ไม้ท้องถิ่นหลากหลายชนิด ให้มีโครงสร้างใกล้เคียงป่าธรรมชาติ

 

พร้อมกล่าวถึงแนวทางจัดตั้งโรงเรียนสอนปลูกป่ามิยาวากิที่ไร่เชิญตะวัน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และขยายผลการฟื้นฟูธรรมชาติในประเทศไทย

 

แนวคิดนี้ทำให้การปลูกป่าไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะโครงการขนาดใหญ่ แต่ยังมีโอกาสต่อยอดไปสู่พื้นที่การเรียนรู้ ชุมชน และพื้นที่อื่น ๆ ที่ต้องการฟื้นฟูระบบนิเวศ โดยต้องปรับวิธีการให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และชนิดพันธุ์ไม้ในแต่ละท้องถิ่น

 

ถอดรหัส ‘ป่ามิยาวากิ’ โมเดลสร้างป่าในเมือง 7 ปี ความสำเร็จของ "เดอะ ฟอเรสเทียส์"

 

ป่าในเมืองกับโจทย์ Smart City ที่มากกว่าความสวยงาม

สำหรับการพัฒนาเมือง ป่านิเวศสามารถทำหน้าที่ได้มากกว่าการเป็นพื้นที่พักผ่อน เพราะต้นไม้และดินมีส่วนช่วยบรรเทาความร้อนผ่านร่มเงาและการคายระเหยของน้ำ ขณะที่พื้นที่ซึมน้ำและแนวทางระบายน้ำที่ออกแบบเหมาะสมสามารถช่วยชะลอน้ำฝนและลดน้ำไหลบ่าบางส่วนได้

 

เดอะ ฟอเรสเทียส์ ระบุถึงการเชื่อมโยงพื้นที่ป่าเข้ากับระบบจัดการน้ำ เช่น Bioswale หรือร่องรับน้ำที่ออกแบบให้พืชและดินช่วยกรองและชะลอน้ำ รวมถึงการจัดพื้นที่สำหรับการเดินชมธรรมชาติและกิจกรรมกลางแจ้ง

 

ถอดรหัส ‘ป่ามิยาวากิ’ โมเดลสร้างป่าในเมือง 7 ปี ความสำเร็จของ "เดอะ ฟอเรสเทียส์"

 

การออกแบบลักษณะนี้สอดคล้องกับแนวคิด Nature-based Solutions หรือการใช้ธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาเมือง ทั้งด้านความร้อน การจัดการน้ำ และการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ โดยต้องพิจารณาควบคู่กับระบบโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ไม่ใช่ใช้ป่าแทนระบบระบายน้ำหรือมาตรการรับมือสภาพอากาศสุดขั้วทั้งหมด

 

นอกจากประโยชน์ทางสิ่งแวดล้อม ป่ายังสามารถเป็นพื้นที่เรียนรู้ระบบนิเวศสำหรับเด็ก เยาวชน และประชาชน รวมถึงเป็นพื้นที่ทำกิจกรรมที่เชื่อมโยงผู้คนกับธรรมชาติ การมีพื้นที่สีเขียวที่เข้าถึงได้จึงเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งของเมืองที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต

 

ถอดรหัส ‘ป่ามิยาวากิ’ โมเดลสร้างป่าในเมือง 7 ปี ความสำเร็จของ "เดอะ ฟอเรสเทียส์"

 

ในมิติการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ กรณีของเดอะ ฟอเรสเทียส์ แสดงให้เห็นแนวทางการวางพื้นที่ธรรมชาติไว้ในแผนพัฒนาโครงการตั้งแต่ต้น แทนที่จะเหลือพื้นที่สีเขียวเป็นองค์ประกอบตกแต่งภายหลัง อย่างไรก็ตาม การประเมินความคุ้มค่าในระยะยาวยังต้องพิจารณาต้นทุนดูแลรักษา ประสิทธิภาพของระบบนิเวศ และประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริงควบคู่กัน

 

จากเดอะ ฟอเรสเทียส์ สู่การขยายผลการปลูกป่ามิยาวากิในไทย

งานเปิดตัวหนังสือเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 เป็นอีกเวทีที่นำองค์ความรู้ด้านการฟื้นฟูป่ามาเชื่อมโยงกับการขยายผลในประเทศไทย โดยมีความร่วมมือจากสมาคมนักเรียนเก่าญี่ปุ่น ในพระบรมราชูปถัมภ์, MQDC, มูลนิธิไร่เชิญตะวัน และ GISTDA

 

ถอดรหัส ‘ป่ามิยาวากิ’ โมเดลสร้างป่าในเมือง 7 ปี ความสำเร็จของ "เดอะ ฟอเรสเทียส์"

 

อีกแนวทางหนึ่งที่น่าสนใจคือการใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่า โดยมีการกล่าวถึงป่ามิยาวากิบริเวณบ้านบ่อหวี อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ซึ่งเริ่มปลูกในช่วงปี 2534–2539 เป็นกรณีศึกษาสำหรับการติดตามการเปลี่ยนแปลงของป่าในระยะยาว

 

บทเรียนสำคัญจากเดอะ ฟอเรสเทียส์ คือการสร้างป่าในเมืองไม่ใช่เรื่องของการปลูกต้นไม้ให้ได้จำนวนมากที่สุด แต่เป็นการออกแบบพื้นที่ให้ต้นไม้หลากหลายชนิดเติบโตเป็นระบบนิเวศ พร้อมจัดการน้ำ ดูแลดิน และติดตามการกลับมาของสิ่งมีชีวิตอย่างต่อเนื่อง

 

ถอดรหัส ‘ป่ามิยาวากิ’ โมเดลสร้างป่าในเมือง 7 ปี ความสำเร็จของ "เดอะ ฟอเรสเทียส์"

 

แม้ป่ามิยาวากิจะไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูปสำหรับทุกเมือง แต่กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และการฟื้นฟูธรรมชาติสามารถถูกวางไว้ในแผนเดียวกันได้ และหากมีข้อมูลติดตามผลที่ตรวจสอบได้ ก็อาจเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับเมืองไทยในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวที่ทำงานได้จริง ไม่ใช่เพียงพื้นที่สีเขียวที่มองเห็นได้จากแผนผังโครงการ

 

ถอดรหัส ‘ป่ามิยาวากิ’ โมเดลสร้างป่าในเมือง 7 ปี ความสำเร็จของ "เดอะ ฟอเรสเทียส์"

ข่าวล่าสุด

สตาร์ทอัพ AI จีนเจ้าดังเร่งระดมทุน มุ่ง IPO ในช่วงต้นปี 2027

สตาร์ทอัพ AI จีนเจ้าดังเร่งระดมทุน มุ่ง IPO ในช่วงต้นปี 2027