
"สุวัจน์" ชูยุทธศาสตร์ดัน "หัวหิน" สู่เมือง Wellness & Longevity ระดับโลก
"สุวัจน์" เปิดยุทธศาสตร์ดัน "หัวหิน" สู่เมือง Wellness & Longevity ระดับโลก หนุนใช้ AI เสริมท่องเที่ยว แนะรัฐจัดทำ Super Master Plan จัดการน้ำยั่งยืน
นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ ถึงภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย พร้อมเสนอแนวทางการพัฒนาเมืองท่องเที่ยวหลัก โดยเฉพาะ "หัวหิน" ให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพและการมีอายุยืนยาว (Longevity) ตลอดจนสะท้อนมุมมองต่อการปรับตัวรับมือเทคโนโลยี AI วิกฤตโครงสร้างประชากร และการบริหารจัดการน้ำของประเทศ
ชู "ท่องเที่ยว" พยุงเศรษฐกิจไทย - แนะสร้างอัตลักษณ์ต่างเมือง เพิ่มวันพำนักนักท่องเที่ยว
นายสุวัจน์ กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจว่า ปัจจุบัน GDP ของประเทศไทยยังเติบโตชะลอตัว และต้องเผชิญปัจจัยลบภายนอก ทั้งปัญหาราคาพลังงาน เงินเฟ้อ หนี้สินภาคเรือนหุ้น และสงครามทางการค้า สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้คือการค้นหาและรักษา "จุดแข็ง" ของประเทศ ซึ่งก็คือ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
"แม้ปัจจุบันรายได้จากท่องเที่ยวจะยังกลับมาไม่เต็มร้อยเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 ที่เคยสูงถึง 40 ล้านคน (ปัจจุบันอยู่ที่ราว 32–33 ล้านคน) แต่การท่องเที่ยวถือเป็นกลไกสำคัญที่สุดที่ช่วยพยุงไม่ให้ประชาชนจมน้ำ เพราะกระจายรายได้ลงสู่ฐานราก ทุกพื้นที่ ทุกหมู่บ้าน และทุกอาชีพ"
พร้อมกันนี้ ได้เสนอแนวคิดการพัฒนาเมืองท่องเที่ยวหลัก 5-6 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพฯ, ภูเก็ต, เชียงใหม่, พัทยา, สมุย และหัวหิน ให้มี "บุคลิกและอัตลักษณ์ที่แตกต่างกัน" เพื่อสร้างความหลากหลายของ ผลิตภัณฑ์ทางการท่องเที่ยว (Tourism Products) ซึ่งจะช่วยยืดระยะเวลาการพำนัก (Length of Stay) ของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เช่น จากเฉลี่ย 10 วัน เพิ่มเป็น 12 วัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ท่องเที่ยวต่อหัวขึ้นทันทีถึง 20%
ปลดล็อกพระราม 2 ดัน "หัวหิน" สู่เมือง Wellness & Longevity ชุมชนคนอายุเกิน 100 ปี
สำหรับทิศทางของเมืองหัวหิน นายสุวัจน์ มองว่า หัวหินเป็นเมืองตากอากาศเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปี มีจุดเด่นเรื่องอากาศบริสุทธิ์ ชายหาดที่สวยงาม และมีชื่อเสียงด้านการดูแลสุขภาพระดับโลกอย่าง "ชีวศรม" (Chiva-Som) อยู่แล้ว
แม้ในช่วง 5–6 ปีที่ผ่านมา ท่องเที่ยวหัวหินจะได้รับผลกระทบหนักจากปัญหาการจราจรบนถนนพระราม 2 ที่ใช้เวลาเดินทางนานถึง 4–5 ชั่วโมง แต่ปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณบวกจากการทยอยเปิดใช้งานทางหลวงพิเศษ M82 ทำให้ระยะเวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ ลดลงเหลือประมาณ 2.5 ชั่วโมง ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้บรรยากาศการท่องเที่ยวของหัวหินกลับมาคึกคักอย่างชัดเจนตั้งแต่ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้เป็นต้นไป
ชูยุทธศาสตร์ระยะยาว "เก็บของเก่า ต่อยอดของใหม่"
สำหรับยุทธศาสตร์ระยะในการพัฒนาเมืองหัวหิน นายสุวัจน์ แนะให้ทำการพัฒนาตามหลักเก็บของเก่าต่อยอดของใหม่
1.เก็บของเก่า: อนุรักษ์ธรรมชาติ ชายหาด น้ำทะเล วัฒนธรรม และอาหารท้องถิ่นดั้งเดิม
2.ต่อยอดของใหม่: ใส่เทรนด์สุขภาพสมัยใหม่ เช่น อาหารออร์แกนิก โยคะ การทำ Ice Bath แพ็กเกจ Wellness ในโรงแรม และกิจกรรมสปอร์ตมิวสิก/กีฬาต่างๆ
"วันนี้ Luxury ไม่ใช่เรื่องของการช้อปปิ้งอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของ Longevity หรือการมีอายุยืนยาว ยุทธศาสตร์ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ตั้งเป้าให้หัวหินเป็นเมืองที่มีคนอายุเกิน 100 ปี เช่นเดียวกับเมืองโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น ดังนั้น หากเราเติมปัจจัยด้าน Wellness เข้าไปอย่างครบวงจร หัวหินจะเป็น Destination ด้านสุขภาพและบ้านหลังที่สอง (Second Home) ของคนทั่วโลกได้อย่างยั่งยืน"
โลกยุค AI ไม่น่ากลัว ไม่แย่งงานด้านท่องเที่ยว
สำหรับข้อกังวลเรื่องเทคโนโลยี Artificial Intelligence (AI) จะเข้ามาทดแทนแรงงาน นายสุวัจน์ เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้เปรียบเทคโนโลยีอย่างมาก เนื่องจาก AI ไม่สามารถทดแทนคุณค่าทางธรรมชาติได้
"ผู้คนอาจจะกลัวว่า AI มาแล้วจะตกงาน แต่ถามว่า AI สามารถย้ายทะเล ย้ายหาดทราย หรือย้ายโอโซนบริสุทธิ์ของหัวหินไปไว้ที่บ้านได้ไหม? คำตอบคือไม่ได้ AI มีแต่จะมาช่วยเสิร์ฟและส่งเสริมการท่องเที่ยวให้โตเร็วขึ้น ทั้งการวางแผนเดินทาง การจองโรงแรมที่ประหยัดเวลา และการค้นหาโปรแกรมท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ผู้ประกอบการท่องเที่ยวจึงควรรีบนำ AI มาใช้ประโยชน์มากกว่ากังวล"
แก้โครงสร้างประชากร - ผุด Super Master Plan "แก้น้ำท่วม-น้ำแล้ง" เป็น Mega Project ชาติ
นอกจากประเด็นการท่องเที่ยวแล้ว นายสุวัจน์ ยังได้แสดงความห่วงใยในประเด็นเชิงโครงสร้าง 2 เรื่องสำคัญ
1.วิกฤตสังคมสูงวัย (Aging Society): สัดส่วนแรงงานต่อผู้สูงอายุลดลงอย่างน่าตกใจ จากอดีต 3:1 ปัจจุบันเหลือราว 2:1 และในอนาคตอาจเหลือเพียง 1:1 ประเทศต้องปรับกลยุทธ์ให้คนรุ่นใหม่มีทักษะสูงขึ้น และปรับมุมมองต่อผู้สูงอายุว่าไม่ใช่ "ภาระ" แต่เป็น "ผู้มากประสบการณ์" ที่สามารถนำความรู้กลับมาช่วยพัฒนาประเทศได้
2.การบริหารจัดการน้ำยั่งยืน: เสนอให้รัฐบาลจัดทำ Super Master Plan ด้านระบบน้ำ เป็น Mega Project ระดับชาติ เช่นเดียวกับแผนพัฒนาโครงข่ายมอเตอร์เวย์หรือรถไฟฟ้า
- จัดทำแผนระยะยาว 5–10 ปี มีเป้าหมายและงบประมาณชัดเจน
- สร้าง ฟลัดเวย์ (Floodway / Bypass) เลี่ยงเมือง, คลองระบายน้ำ, พนังกั้นน้ำ และแก้มลิง
- แก้ไขทั้งปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งไปพร้อมกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไม่ต้องกังวลเรื่องภัยธรรมชาติเมื่อมาเที่ยวประเทศไทย
นายสุวัจน์ ทิ้งทายว่า หากประเทศไทยเน้นการแข่งขันบน "จุดแข็ง" ที่มี ทั้งอาหาร วัฒนธรรม การท่องเที่ยว และเกษตรกรรม โดยนำเทคโนโลยีมาเสริมทัพ ควบคู่กับการแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานเรื่องน้ำอย่างจริงจัง จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน







