
BDMS ทุ่ม 170 ล้าน ถือหุ้นเจเนพูติก 55% รุกธุรกิจ CAR-T Cell รักษามะเร็ง!
BDMS ลงทุนเพิ่ม 170 ล้านบาทในเจเนพูติก ไบโอ ขยับถือหุ้น 55% รุกธุรกิจเซลล์และยีนบำบัด ดันยา CAR-T รักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ได้รับอนุมัติจาก อย. ตั้งเป้าลดค่ารักษาเหลือ 1 ใน 3 ถึง 1 ใน 4 ของยาต่างประเทศ พร้อมขยายกำลังผลิตรองรับผู้ป่วยไทยและต่างชาติ
KEY
POINTS
- BDMS ลงทุนเพิ่ม 170 ล้านบาทในเจเนพูติก ไบโอ (GNPT) เพิ่มสัดส่วนถือหุ้นจาก 19.9% เป็น 55% เพื่อขยายธุรกิจเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง โดยเฉพาะเซลล์และยีนบำบัด
- ยา CAR-T ฝีมือคนไทยได้รับอนุมัติทะเบียนยาแบบมีเงื่อนไขจาก อย. สำหรับรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดบีเซลล์ที่แสดง CD19 ในผู้ป่วยอายุ 4–24 ปี พร้อมข้อกำหนดติดตามความปลอดภัยระยะยาว
- ตั้งเป้าลดต้นทุนการรักษาและขยายกำลังผลิต ผู้บริหารประเมินว่าราคาอาจเหลือเพียง 1 ใน 3–1 ใน 4 ของผลิตภัณฑ์ต่างประเทศที่มีราคาสูงถึง 10–20 ล้านบาทต่อราย พร้อมพัฒนาการรักษามะเร็งชนิดอื่นในอนาคต
วันที่ 19 ตุลาคม 2569 บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ประกาศขยายการลงทุนในบริษัท เจเนพูติก ไบโอ จำกัด (Genepeutic Bio Co., Ltd.) หรือ GNPT บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพสัญชาติไทยที่พัฒนาและผลิตผลิตภัณฑ์เซลล์และยีนบำบัด (Cell & Gene Therapy) โดยลงทุนเพิ่มเติม 170 ล้านบาท เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นจากเดิม 19.9% เป็น 55% ส่งผลให้ GNPT กลายเป็นบริษัทในเครือ BDMS ซึ่งแต่เดิม BDMS ถือหุ้นใน GNPT ร้อยละ 19.9 ผ่านบริษัท รอยัลบางกอก เฮ็ลธ์แคร์ จำกัด
การลงทุนครั้งนี้มีเป้าหมายเพิ่มศักยภาพการผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง โดยเฉพาะ CAR-T Cell Therapy ซึ่งเป็นการนำเซลล์ภูมิคุ้มกันมาดัดแปลงพันธุกรรมให้สามารถจดจำและทำลายเซลล์มะเร็งเป้าหมาย เพื่อเพิ่มทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐานหรือกลับมาเป็นซ้ำ
ดันยา CAR-T ฝีมือไทย ลดพึ่งพาต่างประเทศ
ดร.ภญ.อิทธิพร เชื้อไตรสรณ์ กรรมการบริษัท เจเนพูติก ไบโอ จำกัด และผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมทางการแพทย์ บริษัท เนชั่นแนล เฮลท์แคร์ ซิสเต็มส์ จำกัด หรือ N Health ในเครือ BDMS เปิดเผยว่า การลงทุนใน GNPT เป็นการขยายบทบาทของ BDMS จากผู้ให้บริการทางการแพทย์ไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีการรักษาขั้นสูง โดยนำผลงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ไทยมาต่อยอดสู่การผลิตเชิงพาณิชย์
GNPT ก่อตั้งขึ้นในปี 2563 โดยกลุ่มนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญชาวไทย เพื่อต่อยอดผลงานวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีโรงงานผลิตตั้งอยู่ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตยา GMP
หนึ่งในความสำเร็จสำคัญคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ProtaCAR (โปรทาคาร์) ด้วยเทคโนโลยี Allogeneic CD19 CAR-T Cell Therapy ซึ่งใช้เซลล์ภูมิคุ้มกันจากผู้บริจาคมาดัดแปลงพันธุกรรม เพื่อรักษาผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดบีเซลล์ที่แสดง CD19
ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้รับอนุมัติทะเบียนยาแบบมีเงื่อนไขจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำหรับผู้ป่วยอายุ 4–24 ปี โดยมีข้อกำหนดให้ติดตามความปลอดภัยของผู้ป่วยในระยะยาว
เทคโนโลยีนี้แตกต่างจาก CAR-T แบบ Autologous ที่ต้องใช้เซลล์ของผู้ป่วยแต่ละราย เนื่องจากสามารถใช้เซลล์จากผู้บริจาคที่เหมาะสม ซึ่งมีศักยภาพในการลดระยะเวลารอคอยและเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตในอนาคต
ยาต่างชาติราคาสูง 10–20 ล้าน ตั้งเป้าลดเหลือ 1 ใน 3
ปัญหาสำคัญของการเข้าถึง CAR-T Cell Therapy ในประเทศไทยคือต้นทุนการรักษาที่สูง โดยผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศมีราคาประมาณ 500,000–700,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 10–20 ล้านบาทต่อรายสำหรับค่ายาเพียงอย่างเดียว ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและการเดินทางไปต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม การที่ประเทศไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีและถือครองทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property: IP) ของตนเอง รวมถึงมีโรงงานผลิตภายในประเทศ จะช่วยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีนำเข้าและเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษา
โดยดร.ภญ.อิทธิพร ประเมินว่าอาจมีราคาถูกกว่าผลิตภัณฑ์ต่างประเทศเหลือประมาณ 1 ใน 3 ถึง 1 ใน 4
ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินเบื้องต้น ยังไม่มีการประกาศราคาจำหน่ายหรือค่ารักษาพยาบาลอย่างเป็นทางการ
เผยผลรักษาผู้ป่วย 26 ราย เดินหน้าขยายกำลังผลิต
GNPT ระบุว่าใช้เทคโนโลยี CAR-T รักษาผู้ป่วยแล้ว 26 ราย โดยผู้บริหารกล่าวถึงผลการรักษาในผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งจำนวน 6 ราย ซึ่งมีผลตอบสนองต่อการรักษาในระยะแรก 100% อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารระบุว่า เมื่อมีการติดตามผลในระยะยาว ผลการรักษาจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์ CAR-T ที่ผลิตในต่างประเทศ และมีการเผยแพร่ผลงานวิจัยทางวิชาการแล้ว
อย่างไรก็ตาม การประเมินประสิทธิผลและความปลอดภัยของการรักษายังต้องพิจารณาข้อมูลติดตามผู้ป่วยในระยะยาว โดยเฉพาะอัตราการกลับเป็นซ้ำและผลข้างเคียงจากการรักษา
ปัจจุบันโรงงาน GNPT มีกำลังผลิตประมาณ 40 รายต่อปี และมีศักยภาพรองรับการผลิตสูงสุดประมาณ 200 รายต่อปี โดย BDMS มีแผนสนับสนุนการขยายกำลังผลิต รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ CAR-T สำหรับข้อบ่งใช้อื่นเพิ่มเติม
ดร.ภญ.อิทธิพร ระบุว่า บริษัทอยู่ระหว่างการวิจัยเพื่อขยายการรักษาไปสู่โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) และมีแผนพัฒนาเทคโนโลยีเซลล์บำบัดชนิดอื่นในอนาคต โดยเงินลงทุน 170 ล้านบาทไม่ได้ใช้กับผลิตภัณฑ์ CAR-T ทั้งหมด แต่ยังมีแผนพัฒนาเทคโนโลยีเซลล์บำบัดประเภทอื่น ซึ่งอาจรวมถึงผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสุขภาพและเวลเนส โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นความก้าวหน้าของผลิตภัณฑ์ใหม่ในปี 2570
รออนุญาตเปิดศูนย์รักษา หวังเริ่มรับผู้ป่วยปลายปี 2569
แม้ผลิตภัณฑ์ CAR-T ของ GNPT จะได้รับอนุมัติทะเบียนยาแบบมีเงื่อนไขจาก อย. แล้ว แต่การแถลงข่าวระบุว่า การเปิดให้บริการรักษาผู้ป่วยในเครือ BDMS ยังต้องผ่านกระบวนการอนุญาตสถานพยาบาลและเตรียมความพร้อมของศูนย์รักษา
โดยก่อนหน้านี้การดำเนินการเปิดศูนย์รักษาติดข้อจำกัด เนื่องจากยังไม่มีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับทะเบียนยาในประเทศไทย แต่เมื่อผลิตภัณฑ์ได้รับอนุมัติแล้ว จึงสามารถเดินหน้ากระบวนการขออนุญาตในขั้นตอนต่อไปได้
โดย BDMS คาดหวังว่าจะได้รับอนุญาตภายในปลายปี 2569 และอาจเริ่มให้บริการรักษาผู้ป่วยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2570 ทั้งนี้ กำหนดเวลาดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับกระบวนการอนุญาตและความพร้อมของศูนย์รักษา
นอกจากนี้ BDMS ยังอยู่ระหว่างเตรียมบุคลากรทางการแพทย์ โดยร่วมมือกับ Oregon Health & Science University ในสหรัฐอเมริกา เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะการรักษาด้วย CAR-T
เล็งผลักดันเข้าสู่แนวทางรักษาของไทย เปิดทางประกันสุขภาพ
อีกประเด็นสำคัญจากการแถลงข่าวคือ การผลักดันให้เทคโนโลยี CAR-T เข้าสู่แนวทางเวชปฏิบัติของประเทศไทย เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยสามารถใช้สิทธิประกันสุขภาพในการรักษาได้
ดร.ภญ.อิทธิพร ระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาแนวทางเวชปฏิบัติด้านการรักษามะเร็งเม็ดเลือดในเด็ก โดยคาดว่าจะมีความคืบหน้าในช่วงไตรมาสแรกของปี 2570
“เมื่อไหร่มันบรรจุอยู่ใน clinical guideline ของประเทศไทย เมื่อนั้นจะใช้ประโยชน์จากประกันได้”
อย่างไรก็ตาม การบรรจุเทคโนโลยีในแนวทางเวชปฏิบัติไม่ได้หมายความว่าบริษัทประกันทุกแห่งจะต้องให้ความคุ้มครองโดยอัตโนมัติ เนื่องจากยังขึ้นอยู่กับเงื่อนไขกรมธรรม์และการพิจารณาของผู้รับประกันภัยแต่ละราย
BDMS หวังสร้างระบบรักษาครบวงจร ดึงผู้ป่วยต่างชาติ
แพทย์หญิงสุรางคณา เตชะไพฑูรย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวชและโรงพยาบาลบีเอ็นเอช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท และกรรมการบริษัท GNPT กล่าวว่า BDMS จะนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาเชื่อมโยงกับเครือข่ายโรงพยาบาลและห้องปฏิบัติการในกลุ่ม เพื่อพัฒนาระบบการรักษาครบวงจร ตั้งแต่การวิจัย การผลิต การตรวจวินิจฉัย ไปจนถึงการติดตามผลผู้ป่วย
นอกจากนี้ ยังมองเห็นโอกาสขยายบริการรักษาผู้ป่วยต่างชาติ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากเทคโนโลยี CAR-T ที่ผลิตในประเทศอาจมีความได้เปรียบด้านต้นทุนเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์นำเข้า
การลงทุนใน GNPT จึงเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ BDMS ในการขยายธุรกิจจากการให้บริการโรงพยาบาล ไปสู่การพัฒนาและผลิตเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง พร้อมสนับสนุนเป้าหมายการผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการแพทย์ขั้นสูงของภูมิภาค







