posttoday
EEC เร่งแผนบริหารน้ำ รับ Data Center โต บังคับรีไซเคิลน้ำอย่างน้อย 25%

EEC เร่งแผนบริหารน้ำ รับ Data Center โต บังคับรีไซเคิลน้ำอย่างน้อย 25%

14 ตุลาคม 2569

EEC เร่งเพิ่มน้ำต้นทุนรับอุตสาหกรรมไฮเทคและ Data Center ตั้งเป้าพัฒนาแหล่งน้ำ 900 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมดันมาตรการรีไซเคิลน้ำอย่างน้อย 25% และเทคโนโลยีหล่อเย็นประหยัดน้ำ รับมือความต้องการใช้ทรัพยากรที่เพิ่มขึ้น

KEY

POINTS

  • EEC และ สทนช. เร่งรัดแผนแม่บทพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เพียงพอต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและ Data Center
  • กำหนดมาตรการทางกฎหมายบังคับให้โครงการขนาดใหญ่และ Data Center ในนิคมอุตสาหกรรมต้องนำน้ำกลับมาบำบัดและใช้ซ้ำ (Recycle) ไม่น้อยกว่า 25%
  • ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีระบายความร้อนที่ใช้น้ำน้อยลง เช่น ระบบ Direct-to-Chip เพื่อลดการพึ่งพาน้ำจากแหล่งธรรมชาติในระยะยาว

สทนช. ผนึก EEC เร่งเพิ่มน้ำต้นทุนรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ตั้งเป้าพัฒนาแหล่งน้ำตามแผนแม่บท พร้อมกำหนดให้โครงการขนาดใหญ่และ Data Center ในนิคมอุตสาหกรรมบำบัดน้ำกลับมาใช้ซ้ำไม่น้อยกว่า 25% เดินหน้าผลักดันเทคโนโลยีระบายความร้อนที่ใช้น้ำน้อยลง

 

การเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและศูนย์ข้อมูล (Data Center) กำลังเพิ่มโจทย์สำคัญให้กับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่เศรษฐกิจเป้าหมายของประเทศ

 

เพราะนอกจากต้องจัดหาน้ำให้เพียงพอต่อภาคอุตสาหกรรมและชุมชนแล้ว ยังต้องรับมือกับความเสี่ยงจากน้ำท่วม ภัยแล้ง และปัญหาคุณภาพน้ำที่มีแนวโน้มซับซ้อนขึ้น

 

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) จึงร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เร่งขับเคลื่อนแผนแม่บทการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ EEC ระยะปี 2563–2580

 

เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนและสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้สอดคล้องกับการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ต้องการโครงสร้างพื้นฐานรองรับการลงทุนระยะยาว

 

นายพัชรวีร์ สุวรรณิก รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ เปิดเผยในการเสวนาเรื่อง "EEC Never Stops : Infrastructure ต่อยอด ต่อเนื่อง เติบโตอย่างแข็งแกร่ง"

 

ว่าปัจจุบันปริมาณน้ำในพื้นที่มีความตึงตัวเมื่อเทียบกับความต้องการใช้ จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาแหล่งน้ำควบคู่กับการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

 

เร่งเพิ่มน้ำต้นทุน รับอุตสาหกรรมไฮเทค

แผนแม่บทพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ EEC ตั้งเป้าเพิ่มน้ำต้นทุนรวม 900 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยข้อมูลที่เปิดเผยระบุว่า มีการดำเนินงานแล้วเสร็จประมาณ 300 ล้านลูกบาศก์เมตร และยังต้องเร่งรัดการพัฒนาเพิ่มเติมอีก 500 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำในอนาคต

 

การเพิ่มน้ำต้นทุนมีความสำคัญต่อการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ต้องอาศัยระบบสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ Data Center ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ก็มีความต้องการทรัพยากรสำหรับระบบหล่อเย็นและควบคุมอุณหภูมิอุปกรณ์คอมพิวเตอร์

 

EEC เร่งแผนบริหารน้ำ รับ Data Center โต บังคับรีไซเคิลน้ำอย่างน้อย 25%

 

โจทย์ของ EEC จึงไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มปริมาณน้ำเพียงอย่างเดียว แต่ต้องบริหารจัดสรรน้ำให้เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละภาคส่วน และลดการใช้น้ำใหม่ในกระบวนการผลิตให้ได้มากที่สุด

 

บังคับรีไซเคิลน้ำอย่างน้อย 25%

อีกหนึ่งมาตรการสำคัญคือการกำหนดให้โครงการขนาดใหญ่และ Data Center ที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมต้องนำน้ำทิ้งกลับมาบำบัดและใช้ซ้ำ (Recycle) ไม่น้อยกว่า 25% ของปริมาณน้ำทั้งหมด ตามมาตรการทางกฎหมายที่หน่วยงานระบุไว้

 

แนวทางนี้จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ และทำให้การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่อุตสาหกรรมมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ปริมาณน้ำต้นทุนมีจำกัดหรือความต้องการใช้น้ำเพิ่มสูงขึ้น

 

สำหรับการใช้น้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 กรณีมีปริมาณการใช้เกิน 30,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ส่วนกรณีที่ใช้ในปริมาณต่ำกว่านั้นอยู่ในอำนาจของคณะกรรมการลุ่มน้ำตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

 

ขณะที่ภาคการเกษตรได้รับการยกเว้นจากข้อกำหนดด้านการขออนุญาตและการเรียกเก็บค่าใช้น้ำตามที่ระบุไว้ เพื่อไม่เพิ่มภาระให้กับเกษตรกร

 

เทคโนโลยีหล่อเย็น ทางเลือกใหม่ของ Data Center

นอกเหนือจากการเพิ่มแหล่งน้ำและนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำแล้ว เทคโนโลยีภายใน Data Center ยังเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยลดแรงกดดันต่อทรัพยากรน้ำได้

 

หนึ่งในเทคโนโลยีที่ถูกกล่าวถึงคือระบบระบายความร้อนแบบ Direct-to-Chip ซึ่งส่งของเหลวหล่อเย็นไปยังบริเวณชิปประมวลผลโดยตรง ช่วยจัดการความร้อนจากอุปกรณ์ที่มีความหนาแน่นในการประมวลผลสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ข้อมูลที่ สทนช. เปิดเผยระบุว่า ระบบดังกล่าวสามารถประหยัดน้ำได้มากกว่าระบบปิดถึงครึ่งหนึ่ง และใช้น้ำน้อยกว่าระบบเปิดถึง 20 เท่า อย่างไรก็ตาม ผลการประหยัดน้ำจริงขึ้นอยู่กับรูปแบบการออกแบบระบบหล่อเย็น สภาพแวดล้อม และวิธีดำเนินงานของแต่ละศูนย์ข้อมูล

 

การเลือกเทคโนโลยีจึงไม่ควรพิจารณาเฉพาะประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงานหรือความสามารถในการระบายความร้อน แต่ควรประเมินปริมาณการใช้น้ำตลอดกระบวนการ รวมถึงความเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ตั้งด้วย

 

บริหารน้ำต้องมองทั้งพื้นที่ ไม่ใช่แค่โครงสร้างพื้นฐาน

นายพัชรวีร์ระบุเพิ่มเติมว่า ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนทำให้การบริหารจัดการน้ำมีความซับซ้อนมากขึ้น เพราะแต่ละพื้นที่มีลักษณะทางกายภาพและความเสี่ยงแตกต่างกัน จึงไม่สามารถใช้แนวทางเดียวแก้ปัญหาได้ทั้งหมด

 

การยกระดับระบบคาดการณ์และเตือนภัยจึงเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญ โดยต้องพัฒนาการคาดการณ์ให้แม่นยำและล่วงหน้าได้มากขึ้น พร้อมสื่อสารคำเตือนไปยังประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอย่างรวดเร็ว เพื่อให้สามารถเตรียมรับมือและลดความเสียหายได้ตรงจุด

 

ส่วนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรับมือภัยพิบัติ แม้การออกแบบให้รองรับเหตุการณ์ที่มีคาบอุบัติซ้ำ 200 ปีจะเป็นมาตรฐานที่ใช้ในระดับสากล แต่มีต้นทุนสูง จึงจำเป็นต้องพิจารณาควบคู่กับมาตรการบริหารจัดการน้ำและการจัดสรรทางน้ำให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่

 

ท้ายที่สุด ความมั่นคงด้านน้ำของ EEC จะเป็นมากกว่าโจทย์ด้านสาธารณูปโภค แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยต้องการดึงดูดอุตสาหกรรมดิจิทัลที่ใช้ทรัพยากรสูง

 

การเพิ่มน้ำต้นทุน การนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ และการเลือกเทคโนโลยีที่ประหยัดน้ำ จึงต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน เพื่อให้การขยายตัวของ Data Center สอดคล้องกับขีดความสามารถด้านทรัพยากรของพื้นที่ในระยะยาว

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ / “สทนช. กางแผนรับ Data Center สั่งขยายน้ำ EEC ดันรีไซเคิล 25%” 

ข่าวล่าสุด

จับตาคำชี้แจง สตง.-ไทยพีบีเอสแถลงปมชดใช้ 230 ล้าน

จับตาคำชี้แจง สตง.-ไทยพีบีเอสแถลงปมชดใช้ 230 ล้าน