posttoday
ยกระดับโลจิสติกส์ของท่าเรือแหลมฉบังด้วย AI สู่ท่าเรืออัจฉริยะ

ยกระดับโลจิสติกส์ของท่าเรือแหลมฉบังด้วย AI สู่ท่าเรืออัจฉริยะ

12 ตุลาคม 2569

พลิกโฉมท่าเทียบเรือชุด D ด้วยรถหัวลากไร้คนขับและ AI ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มประสิทธิภาพ พร้อมมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ของประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะการยกระดับท่าเทียบเรือชุด D ณ ท่าเรือแหลมฉบัง ให้เป็นท่าเรืออัจฉริยะ เต็มรูปแบบ ด้วยเม็ดเงินลงทุนกว่า 20,000 ล้านบาท โครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับเรือบรรทุกตู้สินค้าขนาดใหญ่พิเศษได้พร้อมกันถึง 3 ลำ และขยายขีดความสามารถในการรองรับตู้สินค้าได้สูงสุดถึง 3.5 ล้านทีอียูต่อปี ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการสนับสนุนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

 

​หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนระบบอัตโนมัติ คือการผสานการทำงานของฮาร์ดแวร์และปัญญาประดิษฐ์เข้าด้วยกัน ท่าเทียบเรือแห่งนี้ได้นำระบบปั้นจั่นควบคุมระยะไกล มาใช้ปฏิบัติงานร่วมกับรถหัวลากไร้คนขับ รถหัวลากเหล่านี้ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI ที่ประมวลผลข้อมูลจากระบบตรวจจับสภาพแวดล้อม เซ็นเซอร์ และระบบระบุตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ เพื่อวางแผนเส้นทางและขนย้ายตู้สินค้าภายในลานได้อย่างแม่นยำโดยปราศจากการแทรกแซงของมนุษย์

 

​ในมิติของการจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีที่นำมาใช้ยังมุ่งเป้าหมาย Net Zero ภายในปี พ.ศ. 2593 รถหัวลากในระบบทั้งหมดเป็นยานยนต์ไฟฟ้า ที่ทำงานคู่กับสถานีเปลี่ยนแบตเตอรี่อัจฉริยะ นวัตกรรมนี้ใช้เวลาในการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่เพียง 5 นาทีต่อคัน ทำให้ระบบโลจิสติกส์สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งลดการปล่อยมลพิษในพื้นที่อุตสาหกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

ด้านการบริหารจัดการข้อมูล โครงสร้างพื้นฐานนี้ถูกควบคุมด้วยระบบปฏิบัติการท่าเทียบเรือ nGen และ HPT Digital Platform ที่เชื่อมโยงเข้ากับระบบโครงข่าย IoT ผู้ใช้งานสามารถติดตามสถานะตู้สินค้าและตารางเวลาเดินเรือผ่านแอปพลิเคชันได้แบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ ยังมีการใช้เทคโนโลยี RFID ควบคุมการเข้า-ออกประตูท่าเรือ ควบคู่กับระบบธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อย่าง e-DO, e-Billing และ e-Tax ซึ่งช่วยลดขั้นตอนความซ้ำซ้อนและเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูล

 

​การบูรณาการเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นต้นแบบของกระทรวงคมนาคมในการพัฒนาท่าเรือแห่งอนาคต แต่ยังช่วยลดต้นทุนและระยะเวลารอคอยในห่วงโซ่อุปทานได้อย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลสถิติเชิงเปรียบเทียบจากรายงานของหน่วยงานอิสระระบุว่า การใช้ระบบอัตโนมัติในท่าเรืออย่างเต็มรูปแบบ สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตได้ถึง 10 - 35% และลดต้นทุนการดำเนินงานลงได้ 25 - 55% ซึ่งจะส่งผลให้ระบบโลจิสติกส์ทางน้ำของไทยมีศักยภาพทัดเทียมมาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน

 

 

ข่าวล่าสุด

ยกระดับโลจิสติกส์ของท่าเรือแหลมฉบังด้วย AI สู่ท่าเรืออัจฉริยะ

ยกระดับโลจิสติกส์ของท่าเรือแหลมฉบังด้วย AI สู่ท่าเรืออัจฉริยะ