posttoday
เมื่ออินโดนีเซียตั้งกติกาใหม่ในเกม “เศรษฐกิจฮาลาล” SME ไทยจะไปต่ออย่างไร?

เมื่ออินโดนีเซียตั้งกติกาใหม่ในเกม “เศรษฐกิจฮาลาล” SME ไทยจะไปต่ออย่างไร?

12 ตุลาคม 2569

อินโดนีเซียเร่งขยายอุตสาหกรรมอาหาร ตั้งเป้าส่งออก 8.3 หมื่นล้านดอลลา! พร้อมขยายบังคับใช้กฎฮาลาลเมื่อ 18 ต.ค. ที่ผ่านมา เปิดทั้งโอกาสและความท้าทายให้ SME ไทยในตลาดกว่า 280 ล้านคน

KEY

POINTS

  • อินโดนีเซียเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจฮาลาล ใช้ตลาดประชากรกว่า 280 ล้านคนเป็นฐาน พร้อมตั้งเป้าส่งออกอาหาร 8.3 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปี 2029
  • กฎฮาลาลระยะใหม่เริ่มบังคับใช้ 18 ต.ค. 2569 เพิ่มความท้าทายให้ SME ไทย ทั้งการตรวจสอบวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การรับรองมาตรฐาน และต้นทุนการส่งออก
  • ไทยต้องปรับจากการแข่งขันด้านราคาสู่การสร้างความแตกต่าง ใช้จุดแข็งด้านอาหาร วัตถุดิบ และเทคโนโลยีการผลิต พร้อมเร่งประสานหน่วยงานเพื่อผลักดันอุตสาหกรรมฮาลาลสู่ตลาดโลก

 

รัฐมนตรีอินโดนีเซีย กล่าวขอโทษผู้มาร่วมงานชาวไทย ก่อนบอกว่ามูลค่าภาคการผลิตสูงกว่าไทยเรียบร้อยแล้ว!

 

นี่เป็นช่วงเวลาที่จำได้อย่างแม่นยำ ในฐานะคนไทยที่นั่งอยู่ภายในงาน Food Ingredients Asia Indonesia 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–18 กันยายน 2569 ณ Jakarta International Expo กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซียที่ผ่านมา

 

ประโยคดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของคำกล่าวเปิดงานที่สะท้อนความมั่นใจของอินโดนีเซียต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างน่าสนใจ

 

นายไฟซอล ริซา (Faisol Riza) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมอินโดนีเซีย กล่าวถึงความสำเร็จของภาคอุตสาหกรรมการผลิต ก่อนจะหยิบยกตัวเลขมูลค่าเพิ่มภาคการผลิต หรือ Manufacturing Value Added (MVA) ขึ้นมาอธิบายว่า อินโดนีเซียก้าวขึ้นมาอยู่ในอันดับ 12 ของโลก และอันดับ 1 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

แม้จะเป็นเพียงประโยคสั้นๆ ในคำกล่าวเปิดงาน แต่ก็สะท้อนความพยายามของอินโดนีเซียที่จะประกาศบทบาทของตัวเองในฐานะฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค

 

ข้อมูลที่รัฐมนตรีช่วยฯ นำเสนอระบุว่า ในปี 2025 อินโดนีเซียมีมูลค่าเพิ่มภาคการผลิตสูงถึง 275,610 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เศรษฐกิจในไตรมาส 2 ปี 2026 เติบโต 5.29% และภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่ไม่รวมน้ำมันและก๊าซเติบโต 5.3%

 

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่า คือ อินโดนีเซียกำลังใช้ฐานการผลิตที่มีอยู่ขยายบทบาทในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งรัฐบาลมองว่าเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ

 

เมื่ออินโดนีเซียตั้งกติกาใหม่ในเกม “เศรษฐกิจฮาลาล” SME ไทยจะไปต่ออย่างไร?

 

จากตลาด 280 ล้านคน สู่เป้าหมายส่งออกอาหาร 8.3 หมื่นล้านดอลลาร์

อินโดนีเซียมีประชากรกว่า 280 ล้านคน มากที่สุดในอาเซียน และเป็นประเทศที่มีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลกเช่นกัน!

 

แค่สองประโยคนี้ ก็พอทำให้จินตนาการได้ถึงตลาดขนาดใหญ่ ซึ่งสร้างข้อได้เปรียบให้กับประเทศไม่น้อย ไม่รวมถึงตัวเลขประชากร ที่ทำให้เห็นว่า ขนาดของประชากรวัยทำงานในช่วง 15–64 ปี ของอินโดนิเซีย มีอยู่ราว 200 ล้านคน หรือกว่า 69.6%

 

แต่อินโดนิเซียไม่จบแค่ตลาดในประเทศ!

 

หากเจาะไปที่ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ในปี 2025 อินโดนีเซียมีมูลค่าส่งออกอาหารและเครื่องดื่ม 49,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเกินดุลการค้าในกลุ่มสินค้านี้ถึง 36,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามข้อมูลที่รัฐมนตรีช่วยฯ เปิดเผย

 

อีกทั้ง รัฐบาลยังตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการส่งออกอาหารและเครื่องดื่มเป็นประมาณ 83,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2029 พร้อมขยายตลาดใหม่อีก 20 ประเทศ โดยเฉพาะตะวันออกกลาง เอเชียใต้ ยุโรปตะวันออก และทวีปอเมริกา

 

เบื้องหลังของตัวเลขอันยอดเยี่ยมนี้ ต้องบอกว่าหนึ่งในเรื่องที่สำคัญและทรงอิทธิพลต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารของอินโดนิเซียที่สุดอย่างหนึ่งนั่นคือเรื่องของ  “ฮาลาล”

 

จาการ์ต้า เมืองหลวงของประเทศอินโดนิเซีย

 

เมื่อฮาลาลไม่ได้เป็นเพียงเครื่องหมายบนสินค้า

สำหรับผู้บริโภคมุสลิม "ฮาลาล" เป็นหลักปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งต้องเป็นไปตามข้อกำหนดทางศาสนาอิสลาม

 

สำหรับอินโดนีเซียที่มีประชากรมุสลิมจำนวนมาก ฮาลาลจึงเกี่ยวข้องกับทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของพวกเขา

 

หากผ่านฮาลาล ย่อมสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคในประเทศได้!

 

อินโดนีเซียจึงมีกฎหมายรับรองผลิตภัณฑ์ฮาลาลมาตั้งแต่ปี 2014 และทยอยบังคับใช้กับสินค้าประเภทต่างๆ เป็นระยะ โดยในปี 2024 ได้เริ่มบังคับใช้กับผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่มขนาดกลางและขนาดใหญ่

 

และในวันที่ 18 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา อินโดนีเซียมีกำหนดขยายการบังคับใช้ข้อกำหนดดังกล่าวเข้าสู่ระยะต่อไป ครอบคลุมผู้ประกอบการรายเล็ก รวมไปถึงสินค้านำเข้า และผลิตภัณฑ์อีกหลายประเภท 

 

นางสาวรุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการภูมิภาคอาเซียน บริษัท อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ผู้จัดงาน Food Ingredients Asia Indonesia 2026 และคลุกคลีอยู่กับบริษัทในอินโดนิเซียมายาวนาน อธิบายเมื่อถูกถามถึงความแตกต่างระหว่าง เศรษฐกิจฮาลาลในอินโดนิเซียและประเทศไทยว่า ความแตกต่างสำคัญระหว่างไทยกับอินโดนีเซียอยู่ที่วิธีการมองเรื่องของ “ฮาลาล”

 

“เมืองไทยฮาลาลเป็นเรื่องศาสนา แต่ที่นี่เขาเป็นเศรษฐกิจ คือ Halal Economy”

 

คำพูดนี้สะท้อนให้เห็นความแตกต่างในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมฮาลาลของทั้งสองประเทศ โดยประเทศไทยมีองค์กรศาสนาอิสลามเป็นผู้กำกับดูแลการรับรองมาตรฐานฮาลาล ขณะที่การส่งเสริมอุตสาหกรรม การหาตลาดส่งออก และการเจรจาการค้ากับต่างประเทศเป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐหลายแห่ง

 

การผลักดันเศรษฐกิจฮาลาลของไทยจึงต้องอาศัยการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่มีบทบาทและอำนาจหน้าที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจทำให้การขับเคลื่อนนโยบายมีความซับซ้อน

 

ส่วนอินโดนีเซียไม่ได้มองการรับรองฮาลาลเป็นเพียงการตรวจสอบสินค้าเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค แต่ยังนำมาเชื่อมโยงกับการพัฒนาอุตสาหกรรมและการขยายตลาดส่งออก โดยเฉพาะตลาดประเทศมุสลิมที่มีความต้องการสินค้าฮาลาลจำนวนมาก

 

รัฐบาลยังยกระดับ BPJPH ให้เป็นหน่วยงานรัฐที่ไม่สังกัดกระทรวง และขึ้นตรงต่อประธานาธิบดี ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลระบบรับรองฮาลาล รวมถึงสร้างความร่วมมือกับองค์กรรับรองในต่างประเทศไปพร้อมๆ กัน

 

ความแตกต่างสำคัญจึงอยู่ที่การเปลี่ยนมาตรฐานฮาลาลให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ  และอินโดนีเซียกำลังใช้ตลาดขนาดใหญ่ของตัวเองเพิ่มบทบาทในอุตสาหกรรมฮาลาลโลก

 

 

ตลาดใหญ่ไม่ได้หมายความว่าใครก็เข้าไปขายได้

กฎฮาลาล โอกาสหรืออุปสรรคของ SME ไทย?

แม้ตลาดอินโดนิเซียจะเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่ใครก็อยากมาเยือน แต่ นางสาวรุ้งเพชร ชี้ให้เห็นถึงการขยายกฎฮาลาล ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญของผู้ประกอบการ SME ไทยที่อยากบุกตลาดอินโดนิเซีย

 

กฎดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะอาหารสำเร็จรูป แต่ยังรวมถึงวัตถุดิบและส่วนผสมที่ใช้ผลิตอาหาร เช่น สารปรุงแต่งอาหาร วัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมเบเกอรี่ และส่วนประกอบที่โรงงานนำไปใช้ผลิตสินค้าต่อ รวมถึงสินค้าบางประเภทนอกอุตสาหกรรมอาหาร เช่น เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์สมุนไพร และอาหารเสริม โดยมีกำหนดการบังคับใช้แตกต่างกันตามประเภทสินค้า

 

ความเข้มงวดไม่ได้อยู่ที่การตรวจสอบผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปเท่านั้น แต่ยังรวมถึงที่มาของวัตถุดิบ ส่วนผสม และกระบวนการผลิต เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการปนเปื้อนจากสิ่งที่ไม่เป็นไปตามหลักฮาลาล

 

ตัวอย่างเช่น โรงงานที่ผลิตทั้งอาหารฮาลาลและอาหารที่มีส่วนประกอบจากหมู ต้องมีมาตรการแยกและควบคุมกระบวนการผลิตอย่างเหมาะสม ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนฉลากบนบรรจุภัณฑ์แล้วถือว่าสินค้าผ่านมาตรฐาน

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับสินค้าที่มีส่วนประกอบไม่ฮาลาล เช่น อาหารที่มีเนื้อหมู อินโดนีเซียยังอนุญาตให้จำหน่ายได้ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมาย แต่ต้องแสดงข้อมูลว่าเป็นสินค้าไม่ฮาลาลอย่างชัดเจน (ในประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นประชากรมุสลิม)

 

ทั้งนี้ สินค้าที่อยู่ในกลุ่มบังคับรับรองฮาลาล แต่ยังไม่มีใบรับรอง ก็ไม่สามารถเลือกติดฉลาก Non-Halal เพื่อหลีกเลี่ยงขั้นตอนการรับรองได้

 

อีกอย่างที่สำคัญคือ แม้จะได้รับเครื่องหมายฮาลาลจากประเทศไทยแล้ว ก็ยังต้องตรวจสอบว่าองค์กรที่ออกใบรับรองได้รับการยอมรับจากหน่วยงาน BPJPH ของอินโดนีเซียหรือไม่ และต้องขึ้นทะเบียนใบรับรองตามระบบที่กำหนด

 

หากมองในมุมมองของ SME ไทย ขั้นตอนเหล่านี้อาจหมายถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทั้งการตรวจสอบวัตถุดิบ การจัดเตรียมเอกสาร การขอรับรอง และการขึ้นทะเบียนสินค้า หากมีผลิตภัณฑ์หลายชนิดหรือใช้วัตถุดิบแตกต่างกัน ก็อาจต้องเตรียมข้อมูลจำนวนมากขึ้นตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

 

นอกจากนี้ หากผู้ประกอบการไม่สามารถดำเนินการได้ทันตามกำหนด ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาในการนำเข้าสินค้าหรือจำหน่ายสินค้าในอินโดนีเซีย

 

 

คนอินโดนีเซียรู้จักอาหารไทย แต่ต้องขายสิ่งที่แตกต่าง

ถึงอย่างนั้นอย่างที่พูดไปแล้วว่า อินโดนีเซียยังเป็นตลาดที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทย

 

นางสาวรุ้งเพชรมองว่า ผู้บริโภคอินโดนีเซียบางกลุ่มรู้จักอาหารไทยจากการเดินทางท่องเที่ยว และมีความชื่นชอบรสชาติอาหารไทยเป็นทุนเดิม

 

“เราต้องไม่ทำอะไรที่แข่งกับเขา ต้องทำอะไรที่เป็นเอกลักษณ์ และคนอินโดตอนนี้ไปเที่ยวไทยเยอะมาก ซื้อของกินของไทยเยอะมาก... เขาบอกว่าคนอินโดชอบอาหารของไทย”

 

คำแนะนำสำคัญคือ SME ไทยไม่ควรนำสินค้าอาหารพื้นฐานที่อินโดนีเซียผลิตได้เองไปแข่งขันด้านราคา แต่ควรเลือกสินค้าที่มีเอกลักษณ์หรือมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน  ตัวอย่างเช่น ซอสปรุงรสไทย เครื่องปรุงต้มยำ อาหารพร้อมรับประทาน ขนมขบเคี้ยว หรือบะหมี่สำเร็จรูปรสชาติไทยที่ได้รับการรับรองฮาลาล  สินค้าเหล่านี้อาจมีโอกาสในกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการรสชาติแตกต่างจากสินค้าท้องถิ่นที่มีอยู่ในตลาดได้

 

เมื่ออินโดนีเซียตั้งกติกาใหม่ในเกม “เศรษฐกิจฮาลาล” SME ไทยจะไปต่ออย่างไร?

 

 

ไม่ต้องขายอาหารอย่างเดียว ไทยขายเทคโนโลยีได้

อีกโอกาสหนึ่งที่น่าสนใจคือการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมอาหารอินโดนีเซีย โดยไม่จำเป็นต้องผลิตสินค้าสำเร็จรูปไปแข่งขันกับผู้ประกอบการท้องถิ่นโดยตรง

 

นางสาวรุ้งเพชรยกตัวอย่างเทคโนโลยีฟรีซไดรฟ์ (Freeze-Dried) ซึ่งใช้ความเย็นและการลดความดันเพื่อดึงน้ำออกจากอาหาร ช่วยรักษาคุณสมบัติของวัตถุดิบและยืดอายุการเก็บรักษา

 

เทคโนโลยีนี้สามารถนำไปใช้กับผัก ผลไม้ กุ้ง หรือส่วนผสมอาหารที่ต้องการนำไปใช้ในบะหมี่สำเร็จรูปและอาหารแปรรูป

 

ผู้ประกอบการไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอาหารจึงอาจเข้าไปเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบหรือบริการให้โรงงานอินโดนีเซียได้  เช่นเดียวกับไข่ผง ส่วนผสมสำหรับอุตสาหกรรมเบเกอรี่ และวัตถุดิบเฉพาะทางสำหรับโรงแรมหรือร้านอาหาร เป็นต้น

 

 

โลกแตกขั้ว เมื่อการแข่งขันไม่ได้มีแค่เรื่องราคา

ความเปลี่ยนแปลงของอินโดนีเซียเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอน ทั้งสงครามการค้า ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ และการแข่งขันเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

 

หลายประเทศเริ่มให้ความสำคัญกับการผลิตภายในประเทศมากขึ้น ขณะเดียวกันก็กำหนดมาตรฐานสินค้าและกฎระเบียบต่างๆ เพื่อกำกับดูแลการค้าระหว่างประเทศในเวลาพร้อมๆ กัน

 

นายไฟซอล ริซา กล่าวในงาน Food Ingredients Asia Indonesia 2026 ว่า ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลให้ราคาพลังงานและเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงทำให้ห่วงโซ่อุปทานเกิดปัญหา  ขณะที่อุตสาหกรรมอาหารต้องเผชิญกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม มาตรฐานความปลอดภัย และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

 

คำพูดของเขาสะท้อนมุมมองนโยบายของรัฐบาลอินโดนิเซียว่า

 

การยกระดับมาตรฐานอาหารไม่ใช่เพียงแค่การทำตามกฎระเบียบ แต่เป็นรากฐานของการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารในอนาคต

 

เพราะฉะนั้นหากมองจากมุมนี้ สำหรับอินโดนีเซีย การพัฒนาระบบรับรองฮาลาลจึงเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนว่า มาตรฐานสินค้าอาจมีบทบาทต่อการแข่งขันทางเศรษฐกิจมากขึ้นนับจากนี้

 

แม้ก่อนหน้านี้ เรื่องข้อบังคับฮาลาลของอินโดนิเซีย เคยถูกหยิบยกขึ้นหารือในเวทีองค์การการค้าโลก หรือ WTO หลังคู่ค้าหลายประเทศให้ความสนใจผลกระทบจากการขยายข้อบังคับฮาลาล

 

แต่อินโดนีเซียชี้แจงว่า ระบบดังกล่าวเปิดให้มีการยอมรับใบรับรองจากหน่วยงานต่างประเทศภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด และไม่ได้ห้ามจำหน่ายสินค้าที่มีส่วนประกอบไม่ฮาลาล หากแสดงข้อมูลตามกฎหมายอย่างถูกต้อง!

 

 

เมื่ออินโดนีเซียตั้งกติกาใหม่ในเกม “เศรษฐกิจฮาลาล” SME ไทยจะไปต่ออย่างไร?

 

บทสรุป

สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีความแข็งแกร่งด้านอุตสาหกรรมอาหารและเทคโนโลยีการแปรรูป ความเปลี่ยนแปลงของอินโดนีเซียอาจเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย

 

ในวันที่โลกกำลังแบ่งขั้ว และแต่ละประเทศต่างพยายามรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตัวเอง การแข่งขันอาจไม่ได้ตัดสินกันเพียงว่าใครผลิตสินค้าได้มากกว่าหรือขายได้ถูกกว่า แต่รวมถึงว่าใครเข้าใจกติกาใหม่และปรับตัวได้เร็วกว่า

 

คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าจะส่งออกอาหารไปยังอินโดนีเซียได้มากขึ้นเท่าไร แต่ต้องเริ่มจากการตั้งโจทย์ว่า จะเข้าไปมีบทบาทอย่างไรในอุตสาหกรรมอาหารที่อินโดนีเซียกำลังสร้างขึ้น.

ข่าวล่าสุด

ยกระดับโลจิสติกส์ของท่าเรือแหลมฉบังด้วย AI สู่ท่าเรืออัจฉริยะ

ยกระดับโลจิสติกส์ของท่าเรือแหลมฉบังด้วย AI สู่ท่าเรืออัจฉริยะ