posttoday
อาเซียนเร่งเกมพลังงานสะอาด! เปิดโจทย์ใหญ่เพิ่มไฟฟ้าหมุนเวียนปีละ 31 GW

อาเซียนเร่งเกมพลังงานสะอาด! เปิดโจทย์ใหญ่เพิ่มไฟฟ้าหมุนเวียนปีละ 31 GW

12 ตุลาคม 2569

วิกฤตราคาพลังงานเขย่าอาเซียน เร่งลดพึ่งพาน้ำมัน-ก๊าซนำเข้า ชี้ต้องเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าหมุนเวียนปีละ 31 GW พร้อมเร่งเชื่อมโครงข่ายไฟฟ้าข้ามชาติ

KEY

POINTS

  • อาเซียนตั้งเป้าเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนปีละ 31 กิกะวัตต์ (GW) จนถึงปี 2030 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน 45% ของกำลังการผลิตทั้งหมด และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
  • การผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าของประเทศสมาชิก เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ใช้ทรัพยากรพลังงานร่วมกัน และลดต้นทุนในระดับภูมิภาค
  • นอกจากการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าแล้ว การเปลี่ยนผ่านพลังงานให้สำเร็จยังต้องอาศัยการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย การลงทุนในระบบกักเก็บพลังงาน และการส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าในภาคส่วนอื่นๆ เพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น

อาเซียนเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด ชี้ต้องเพิ่มไฟฟ้าหมุนเวียนปีละ 31 GW ก่อนปี 2030

 

อาเซียนเร่งเครื่องพลังงานสะอาด รับมือวิกฤตราคาพลังงานและความเสี่ยงจากการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล หลังรายงาน ASEAN Energy Outlook ฉบับที่ 9 ชี้ภูมิภาคต้องเพิ่มกำลังผลิตพลังงานหมุนเวียนปีละ 31 กิกะวัตต์

 

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายภายในปี 2030 พร้อมผลักดัน ASEAN Power Grid เชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าระดับภูมิภาค ลดต้นทุนพลังงาน และเสริมความมั่นคงให้ประชาชนกว่า 700 ล้านคน

 

อาเซียนกำลังเผชิญโจทย์สำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน เมื่อความผันผวนของตลาดโลกและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานเชื้อเพลิงเผยให้เห็นความเสี่ยงจากการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินำเข้า

 

ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าของภูมิภาคเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนและการใช้ไฟฟ้าทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลกลายเป็นวาระเร่งด่วน

 

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมาผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานระหว่างประเทศเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกอาเซียนเร่งขยายการใช้พลังงานหมุนเวียน พัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า และผลักดันการใช้ไฟฟ้าในภาคส่วนต่าง ๆ ควบคู่กับการลงทุนระบบกักเก็บพลังงาน

 

โดยข้อเสนอดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างเวทีหารือที่จัดโดย Global Renewables Alliance (GRA) และ Global Wind Energy Council (GWEC) ภายหลังการประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน ครั้งที่ 44 (AMEM) และการประชุม ASEAN Energy Business Forum (AEBF) ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์

 

อาเซียนต้องเพิ่มพลังงานหมุนเวียนปีละ 31 GW

รายงาน ASEAN Energy Outlook ฉบับที่ 9 ซึ่งเปิดตัวในช่วงสัปดาห์เดียวกัน สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการบรรลุเป้าหมายพลังงานสะอาดของภูมิภาค โดยอาเซียนจำเป็นต้องเพิ่มกำลังผลิตพลังงานหมุนเวียนประมาณ 31 กิกะวัตต์ต่อปี จนถึงปี 2030

 

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่ร้อยละ 45 ของกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งทั้งหมด
 

เป้าหมายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติการอาเซียนด้านความร่วมมือพลังงาน (ASEAN Plan of Action for Energy Cooperation: APAEC) ซึ่งกำหนดเป้าหมายให้พลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วนร้อยละ 30 ของอุปทานพลังงานขั้นต้นทั้งหมด และร้อยละ 45 ของกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งภายในปี 2030

 

นอกจากการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และพลังงานลมทั้งบนบกและนอกชายฝั่งแล้ว อาเซียนยังต้องเร่งพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานและโครงข่ายไฟฟ้าให้รองรับพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนขยายการใช้ไฟฟ้าในภาคขนส่ง อาคาร และภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ เพื่อช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล

 

ข้อมูลจากทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) ระบุว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าของอาเซียนในช่วงปี 2015-2025 เพิ่มขึ้นมากกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก โดยมีอัตราการเติบโตสะสมสูงกว่าร้อยละ 60

 

สะท้อนแรงกดดันต่อระบบพลังงานของภูมิภาค ขณะเดียวกัน อาเซียนตั้งเป้าหมายการเข้าถึงไฟฟ้าครอบคลุมร้อยละ 100 ภายในปี 2035

 

ภาพ caseforsea.org

 

ASEAN Power Grid จุดเปลี่ยนความมั่นคงพลังงานภูมิภาค

 

อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือ ASEAN Power Grid (APG) หรือโครงข่ายเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าอาเซียน ซึ่งมีเป้าหมายเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าของประเทศสมาชิก เพื่อเพิ่มทางเลือกในการซื้อขายไฟฟ้า ใช้ทรัพยากรพลังงานร่วมกัน และเสริมความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้าระดับภูมิภาค

 

รัฐมนตรีพลังงานอาเซียนเห็นพ้องที่จะเร่งผลักดันการพัฒนา APG โดยต่อยอดจากแผนดำเนินงานเชิงยุทธศาสตร์ของคณะทำงาน APG ข้อเสนอจากการศึกษา ASEAN Interconnection Masterplan Study III และกรอบการวางแผนระดับภูมิภาคฉบับใหม่ เพื่อประสานการวางแผนระบบไฟฟ้าของประเทศสมาชิกให้สอดคล้องกันมากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การกำหนดแผนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเปลี่ยนแผนให้เป็นโครงการที่สามารถจัดหาเงินทุน ก่อสร้าง และเปิดใช้งานได้จริง

 

ผลวิเคราะห์ของ Ember ระบุว่า หากการพัฒนา APG ล่าช้ากว่าเป้าหมายปี 2035 ความล่าช้าในแต่ละปีอาจทำให้ภูมิภาคสูญเสียผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจประมาณ 2,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

 

นาง Monalisa Dimalanta อดีตประธานคณะกรรมการกำกับดูแลพลังงานของฟิลิปปินส์ (Energy Regulatory Commission) และอดีตประธานคณะกรรมการพลังงานหมุนเวียนแห่งชาติของฟิลิปปินส์ กล่าวว่า

 

โครงข่ายไฟฟ้าอาเซียนต้องเปลี่ยนจากเส้นทางที่ปรากฏอยู่บนแผนที่ให้กลายเป็นโครงการที่สามารถระดมทุนและก่อสร้างได้จริง เพราะโครงข่ายที่มีอยู่เพียงบนกระดาษไม่สามารถรับประกันการจ่ายไฟฟ้าได้

 

และยังเน้นย้ำว่า การสำรองเชื้อเพลิงอาจช่วยประคองสถานการณ์ในระยะสั้น แต่ไม่สามารถขจัดความเสี่ยงจากราคาพลังงานผันผวนและการพึ่งพาแหล่งนำเข้าได้อย่างถาวร

 

ทางออกระยะยาวจึงต้องประกอบด้วยการเพิ่มพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศ การใช้ไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างประเทศ

 

อาเซียนเร่งเกมพลังงานสะอาด! เปิดโจทย์ใหญ่เพิ่มไฟฟ้าหมุนเวียนปีละ 31 GW

 

พลังงานลมนอกชายฝั่งสร้างโอกาสเศรษฐกิจใหม่

พลังงานลมนอกชายฝั่ง (Offshore Wind) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถเชื่อมโยงเป้าหมายความมั่นคงทางพลังงานเข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น เนื่องจากช่วยเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากทรัพยากรภายในประเทศ ลดความเสี่ยงจากราคานำเข้าเชื้อเพลิง และสร้างความต้องการแรงงานทักษะสูงในห่วงโซ่อุปทาน

 

นาง Ann Francisco ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Global Wind Energy Council กล่าวว่า ความร่วมมือด้านพลังงานของอาเซียนสามารถสร้างประโยชน์มากกว่าการเพิ่มปริมาณไฟฟ้า

 

โดยพลังงานลมนอกชายฝั่งยังเปิดโอกาสให้ท่าเรือ อู่ต่อเรือ ผู้ผลิตอุปกรณ์ และผู้ให้บริการในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมใหม่ ตลอดจนสร้างงานในระยะยาว

 

ด้านรายงาน Global Wind Report ของ GWEC คาดการณ์ว่าจะมีการเพิ่มกำลังผลิตพลังงานลมติดตั้งทั่วโลกอีกมากกว่า 900 กิกะวัตต์ภายในปี 2030

 

ขณะที่ IEA ประเมินว่า กำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนรวมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจเพิ่มขึ้นเป็น 5 เท่าของระดับปัจจุบันที่ 120 กิกะวัตต์ ภายในปี 2035 หากเป้าหมายที่ประกาศไว้ได้รับการดำเนินการตามแผน

 

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนโอกาสของอาเซียนในการใช้ประโยชน์จากต้นทุนพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และระบบกักเก็บพลังงานที่ลดลง อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนโอกาสให้เป็นการลงทุนจริงยังต้องอาศัยกฎระเบียบที่ชัดเจน กลไกทางการเงินที่เหมาะสม และความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคอุตสาหกรรม

 

เตือนรับมือวิกฤตระยะสั้น ต้องไม่ขวางเปลี่ยนผ่านพลังงาน

Robert Cooke ผู้รับผิดชอบด้านการผลักดันนโยบายโครงข่ายไฟฟ้าและการใช้ไฟฟ้าของ Global Renewables Alliance ระบุว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มคิดเป็นเกือบหนึ่งในห้าของการเติบโตของความต้องการพลังงานทั่วโลกจนถึงปี 2035 จึงจำเป็นต้องลดความเสี่ยงจากราคาพลังงานฟอสซิลอย่างเร่งด่วน

 

เขาระบุด้วยว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของวิกฤตพลังงานครั้งนี้ ประเทศผู้นำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลมีต้นทุนเพิ่มเติมรวมกันในระดับประมาณ 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน โดยผลกระทบส่งผ่านไปยังผู้บริโภคและภาคธุรกิจ

 

ขณะที่ Russell Marsh ผู้รับผิดชอบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศของ E3G มองว่า การสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาวต้องให้ความสำคัญกับการใช้ไฟฟ้าสะอาดและลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล

 

แม้การสำรองพลังงานจะเป็นมาตรการที่เข้าใจได้ในช่วงวิกฤต แต่ต้องไม่ทำให้การเปลี่ยนผ่านในระยะกลางและระยะยาวล่าช้าออกไป

 

Marsh ยังตั้งข้อสังเกตต่อแนวโน้มกำลังผลิตพลังงานสะอาดในรายงาน ASEAN Energy Outlook ว่า การคาดการณ์เบื้องต้นดูเหมือนสะท้อนการเพิ่มกำลังผลิตพลังงานสะอาดที่ลดลงในช่วงเวลาที่พิจารณา

 

ทั้งที่ราคาก๊าซธรรมชาติในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาเพิ่มแรงจูงใจให้หลายประเทศหันมาพิจารณาพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น โดยเขาเห็นว่าควรมีการตรวจสอบว่าปัจจัยใดทำให้แนวโน้มดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป

 

สำหรับประเทศไทยและประเทศสมาชิกอาเซียน ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าสะอาด แต่รวมถึงการปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าให้รองรับพลังงานหมุนเวียน

 

การพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน การเชื่อมโยงไฟฟ้าข้ามพรมแดน และการสร้างกติกาที่เอื้อต่อการลงทุน เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจเข้าถึงพลังงานที่มั่นคงและมีต้นทุนเหมาะสม

 

ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์มีกำหนดเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 49 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 16-18 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งคาดว่าจะเป็นอีกเวทีที่ประเทศสมาชิกหารือเรื่องความมั่นคงทางพลังงานและผลกระทบจากวิกฤตการณ์อิหร่าน

 

โดยโจทย์สำคัญคือการเปลี่ยนความร่วมมือและเป้าหมายระดับภูมิภาคให้เป็นการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐานที่เกิดขึ้นจริง ก่อนที่ความต้องการพลังงานจะขยายตัวเร็วกว่าความพร้อมของระบบไฟฟ้า..

ข่าวล่าสุด

Reuters เผย AirAsia ถกมาเลเซียขอสนับสนุน รับต้นทุนน้ำมันพุ่ง

Reuters เผย AirAsia ถกมาเลเซียขอสนับสนุน รับต้นทุนน้ำมันพุ่ง