
“เสรี” ชี้มวลน้ำเหนือกดดันเจ้าพระยา เตือนชัยนาท-กรุงเทพฯ–อยุธยา มีเวลารับมือ 7-10 วัน
“เสรี” ชี้มวลน้ำเหนือเพิ่มแรงกดดันเจ้าพระยา แม้ยังห่างปี 54 เตือนพื้นที่ริมน้ำชัยนาท–อยุธยา–ปริมณฑลเร่งรับมือ รอผลแบบจำลอง กทม.
KEY
POINTS
- รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ เตือนมวลน้ำเหนือปริมาณมากกำลังเคลื่อนตัวลงมาสร้างแรงกดดันต่อลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ภาคกลาง
- จังหวัดในภาคกลาง โดยเฉพาะตั้งแต่ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง ไปจนถึงพระนครศรีอยุธยา มีเวลาประมาณ 7-10 วันในการเตรียมรับมือกับมวลน้ำ
- พื้นที่เสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือบริเวณรอบเขื่อนเจ้าพระยา ทั้งเหนือเขื่อนและท้ายเขื่อน โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่นอกคันกั้นน้ำ
“เสรี” ประเมินมวลน้ำเหนือ เจ้าพระยารับศึกหนัก ชี้ภาคกลางมีเวลา 7-10 วันเตรียมรับมือ
รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เผยแพร่ข้อมูลสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569
โดยระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการวางแผนติดตั้งระบบเตือนภัย L-alert ให้เทศบาลนครหาดใหญ่ เพื่อให้สามารถใช้งานได้ก่อนช่วงฝนที่จะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน พร้อมประเมินสถานการณ์มวลน้ำเหนือที่กำลังเคลื่อนเข้าสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา
รศ.ดร.เสรี ระบุว่า สำหรับพื้นที่ภาคกลาง มีเวลาประมาณ 7-10 วันในการเตรียมรับมือมวลน้ำเหนือ ซึ่งจะเคลื่อนตัวลงมาตามลำดับตั้งแต่จังหวัดชัยนาทไปจนถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
โดยศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ติดตามทั้งสถานการณ์ฝนและปริมาณน้ำเหนืออย่างต่อเนื่อง
ข่าวดี ฝนภาคกลางยังไม่ใช่ปัจจัยซ้ำเติม
ในส่วนของแนวโน้มสภาพอากาศ รศ.ดร.เสรี ระบุว่า จากข้อมูลคาดการณ์ในขณะนั้น 10 วันข้างหน้า ยังไม่พบสัญญาณฝนตกหนักในภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล
ขณะที่ความเสี่ยงที่พายุจะเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยอยู่ในระดับต่ำตามการประเมินที่นำเสนอในโพสต์
นอกจากนี้ ปริมาณน้ำเหนือบริเวณจังหวัดกำแพงเพชรเริ่มมีแนวโน้มลดลง ทำให้พื้นที่ที่กำลังประสบปัญหาน้ำท่วมขังมีโอกาสทยอยลดระดับลงตามประสิทธิภาพการระบายน้ำของแต่ละพื้นที่
อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.เสรี ย้ำว่า การคาดการณ์ฝนมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะเมื่อมองล่วงหน้าเกินระยะสั้น จึงจำเป็นต้อง อัปเดตข้อมูลสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรใช้การคาดการณ์ครั้งเดียวเป็นข้อสรุปตลอดช่วงเวลา
ข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยา ณ วันที่ 1 ตุลาคม ระบุว่า ภาคกลางมีฝนฟ้าคะนองประมาณ 30% ของพื้นที่ โดยเฉพาะกาญจนบุรี ราชบุรี ลพบุรี และสระบุรี
ขณะที่คาดหมายอากาศเดือนตุลาคมระบุว่า ภาคกลางยังมีฝนฟ้าคะนอง 40-60% ของพื้นที่ และอาจมีฝนหนักบางแห่งในบางวัน จึงยังต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศเป็นระยะ
ข่าวไม่ดี “น้ำเหนือ” กำลังเพิ่มแรงกดดันลุ่มเจ้าพระยา
ประเด็นที่ รศ.ดร.เสรี ให้ความสำคัญคือ ปริมาณน้ำในแม่น้ำปิงบริเวณ อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 3 วันที่ผ่านมา
ข้อมูลที่นำเสนอระบุปริมาณน้ำไว้ที่ประมาณ 892, 1,927 และ 1,560 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตามลำดับ ขณะที่ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ จ.นครสวรรค์ เพิ่มขึ้นจากประมาณ 2,000 เป็น 2,326 และ 2,610 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
สำหรับสถานการณ์ที่แบบจำลองประเมินไว้ รศ.ดร.เสรี ระบุว่า ยอดน้ำสูงสุดอาจอยู่ที่ประมาณ 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และมีปริมาณน้ำหลากสะสมประมาณ 5,000 ล้านลูกบาศก์เมตร
แม้ตัวเลขดังกล่าวยังต่ำกว่าสถานการณ์มหาอุทกภัยปี 2554 ซึ่งมีการเปรียบเทียบไว้ที่ประมาณ 4,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และปริมาณน้ำหลากสะสม 15,000 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นยังหมายถึงแรงกดดันต่อระบบระบายน้ำและพื้นที่ริมแม่น้ำที่ต้องจับตา
“เขื่อนเจ้าพระยา” คือจุดที่ต้องเฝ้าระวัง
รศ.ดร.เสรี ระบุว่า ปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ เขื่อนเจ้าพระยาต้องรับภาระมากขึ้น ส่งผลให้ระดับน้ำทั้งบริเวณเหนือและท้ายเขื่อนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะนี้
สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังคือกรณีน้ำล้นคันกั้นน้ำ รวมถึงกรณีคันกั้นน้ำหรือโครงสร้างป้องกันน้ำในบางพื้นที่มีสภาพไม่แข็งแรงเพียงพอ
พื้นที่เหนือเขื่อนที่ต้องจับตา ได้แก่ ชุมชนนอกคันกั้นน้ำใน จ.ชัยนาท และ จ.อุทัยธานี
ส่วนพื้นที่ใต้เขื่อน ตั้งแต่ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ผ่านสิงห์บุรี อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงพื้นที่ตามแนวคันคลองมหาราชฝั่งตะวันออก และคันถนนดำฝั่งตะวันตก ถูกระบุว่าเป็นพื้นที่ที่ควรเตรียมพร้อมรับสถานการณ์
นอกจากนี้ยังรวมถึงชุมชนริม แม่น้ำน้อยและแม่น้ำท่าจีน ในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี และ จ.นครปฐม
คำแนะนำเบื้องต้นคือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรเตรียมความพร้อม เช่น ขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง และเคลื่อนย้ายยานพาหนะไปยังพื้นที่ปลอดภัย โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดน้ำท่วมก่อนจึงเริ่มดำเนินการ
กรุงเทพฯ ยังต้องรอผลแบบจำลอง
สำหรับกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รศ.ดร.เสรี ระบุว่า ผลการประเมินด้วย แบบจำลองคณิตศาสตร์ จะมีการเผยแพร่เพิ่มเติม และจะนำข้อมูลมาอัปเดตต่อสาธารณะ
ประเด็นสำคัญจึงยังไม่ใช่การสรุปว่า “กรุงเทพฯ จะท่วม” หรือ “กรุงเทพฯ จะไม่ท่วม” แต่คือการติดตามว่า มวลน้ำที่เพิ่มขึ้นจะเดินทางผ่านระบบลุ่มน้ำอย่างไร ระดับน้ำจะสัมพันธ์กับศักยภาพการระบายน้ำและแนวป้องกันในแต่ละจุดอย่างไร และมีปัจจัยฝนเข้ามาซ้ำเติมหรือไม่
รศ.ดร.เสรี ระบุด้วยว่า จะมีการพูดถึงสถานการณ์กรุงเทพฯ และปริมณฑลเพิ่มเติมในการนำเสนอที่มหาวิทยาลัยรังสิต วันที่ 2 ตุลาคม 2569 เวลา 13.00-14.00 น.
ภาพรวมที่ปรากฏจากข้อมูลชุดนี้จึงเป็นสถานการณ์ที่ ยังไม่ใช่ระดับเดียวกับมหาอุทกภัยปี 2554 แต่ปริมาณน้ำเหนือที่เพิ่มขึ้นกำลังสร้างแรงกดดันต่อระบบลุ่มน้ำเจ้าพระยา ขณะที่พื้นที่ปลายน้ำมีเวลาสำหรับเตรียมตัวและติดตามสถานการณ์เป็นระยะ
สิ่งสำคัญที่สุดในช่วงนี้คือการเปลี่ยนจากการรอ “ประกาศเตือนภัย” มาเป็นการใช้ข้อมูลน้ำ ฝน และแบบจำลองเพื่อเตรียมรับมือ ล่วงหน้า โดยเฉพาะชุมชนริมแม่น้ำและพื้นที่นอกแนวคันกั้นน้ำที่มีความเสี่ยงโดยตรง







