
จากรถไฟสู่ Smart Tourism “ยุงเฟรา” สวิส ใช้ AI เชื่อมคน–เมือง–ธรรมชาติ ออกแบบท่องเที่ยว
ยุงเฟราแห่งสวิตเซอร์แลนด์ปรับโฉมท่องเที่ยวภูเขาสู่ Smart Tourism ใช้ AI ออกแบบเส้นทางเฉพาะบุคคล ควบคู่พลังน้ำ–โซลาร์ ลดขยะ และเปิดพื้นที่ให้ชุมชนร่วมตัดสินใจ เดินหน้าพัฒนาโดยไม่ทำลายธรรมชาติ
KEY
POINTS
- การรถไฟยุงเฟรานำเทคโนโลยี AI มาใช้เปลี่ยนระบบบริการจากการจองตั๋วแบบเดิม ไปสู่การเป็นผู้ช่วยวางแผนการเดินทางที่สามารถออกแบบทริปให้เหมาะกับความสนใจของนักท่องเที่ยวแต่ละคน
- การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ เช่น กระเช้า Eiger Express ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยเน้นการลดผลกระทบต่อภูมิทัศน์และใช้พลังงานสะอาด 100% จากพลังน้ำและระบบนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่
- ทุกโครงการพัฒนาต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็นและได้รับความเห็นชอบจากชุมชนในพื้นที่ เพื่อให้การท่องเที่ยวเติบโตไปพร้อมกับวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
การเดินทางขึ้นสู่ยอดเขาสูงกว่า 3,400 เมตร อาจฟังดูเป็นเรื่องของรถไฟและกระเช้า แต่สำหรับ การรถไฟยุงเฟรา (Jungfrau Railways) ยักษ์การท่องเที่ยวแห่งสวิตเซอร์แลนด์การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวในวันนี้กำลังขยับไปไกลกว่านั้น..
เมื่อเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ถูกนำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยว ขณะเดียวกันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานยังต้องเดินไปพร้อมกับการรักษาธรรมชาติและการมีส่วนร่วมของชุมชน
นายโอลิเวอร์ ฮัมเมล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร การรถไฟยุงเฟรา ในโอกาสที่ได้เดินทางตรงมาประเทศไทยเพื่อพบปะสื่อมวลชนและร่วมจิบชายามบ่ายในบรรยากาศเป็นกันเอง พร้อมอัปเดตข้อมูลการท่องเที่ยวในภูมิภาคเทือกเขาแอลป์ของสวิตเซอร์แลนด์ ที่โรงแรม Fairmont Bangkok Sukhumvit (สุขุมวิท 20) กล่าวว่า
ตลอดระยะเวลากว่า 100 ปี การรถไฟยุงเฟราเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ด้านการบุกเบิกและนวัตกรรมของสวิตเซอร์แลนด์ โดยในปี 1912 รถไฟสามารถเดินทางขึ้นสู่ ยุงเฟรายอค – ท็อป ออฟ ยุโรป (Jungfraujoch – Top of Europe) ซึ่งตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 3,454 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และกลายเป็นหนึ่งในเส้นทางท่องเที่ยวภูเขาที่มีชื่อเสียงของประเทศ
“จากยุคบุกเบิกนักท่องเที่ยวจะมาเริ่มต้นเส้นทางสู่ยุงเฟราที่อินเตอร์ลาเคน จากเรือมาสู่รถไฟสายหลักของสวิตเซอร์แลนด์ ในช่วงแรกเส้นทางที่จะขึ้นสู่ยอดเขายุงเฟราทั้งกระเช้าและรถไฟจะแยกกันบริหารจัดการ ต่อมาการรถไฟยุงเฟราได้รวมเส้นทางทั้งหมดไว้ด้วยกัน
พร้อมกับการพัฒนาเส้นทางเชื่อมโยงแต่ละจุดเพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว โดยเส้นทางล่าสุดก็คือ ไอเกอร์ เอ็กซเพรส ส่วนหนึ่งของโครงการระบบกระเช้า V-Cableway
อันเป็นนวัตกรรมล้ำสมัยของยุงเฟราที่เกิดขึ้นระหว่างการแพร่ระบาดของโควิด 19 ช่วยย่นระยะเวลาเดินทางไปยังยุงเฟรายอคได้เร็วขึ้น จากสถานีต้นทางกรินเดิลวาลด์ เทอร์มินอลไปยังสถานีปลายทางไอเกอร์เกล็ตเชอร์ในเวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น”
เส้นทางดังกล่าวพาดผ่านอุโมงค์ใต้เทือกเขาไอเกอร์และเมินช์ โดยระหว่างทางนักท่องเที่ยวยังสามารถชมวิวภูเขาผ่านจุดชมวิวแบบพาโนรามาที่สถานีไอซ์เมียร์ ทำให้การเดินทางไม่ได้เป็นเพียงการ “ขึ้นไปถึงจุดหมาย” แต่เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ท่องเที่ยวตั้งแต่ต้นทาง
จากรถไฟและกระเช้า สู่ระบบเดินทางที่เชื่อมทั้งพื้นที่
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญคือการพัฒนาระบบขนส่งเชื่อมโยงพื้นที่ท่องเที่ยวให้เป็นเครือข่ายเดียวกัน จากเดิมที่เส้นทางรถไฟและกระเช้าแยกกันบริหาร การรถไฟยุงเฟราค่อย ๆ เชื่อมระบบการเดินทางเข้าด้วยกัน เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางระหว่างจุดต่าง ๆ ได้สะดวกขึ้น
หนึ่งในโครงการสำคัญคือ ไอเกอร์ เอ็กซ์เพรส (Eiger Express) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ V-Cableway เชื่อมจากกรินเดิลวาลด์ เทอร์มินอล ไปยังไอเกอร์เกล็ตเชอร์ ใช้เวลาเดินทางเพียงประมาณ 15 นาที
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวไม่ได้วัดเพียงความเร็วในการเดินทาง หากยังผูกเข้ากับแนวคิดการลดผลกระทบต่อภูมิทัศน์ โดยไอเกอร์ เอ็กซ์เพรสใช้เสารองรับเพียง 7 ต้นตลอดเส้นทางกว่า 6,483 เมตร และใช้ระบบเคเบิล 3 เส้น เพื่อเพิ่มเสถียรภาพของกระเช้าและรองรับสภาพลมแรง
ขณะเดียวกัน การพัฒนาพื้นที่ไม่ได้ดำเนินการโดยมองข้ามคนในพื้นที่ เพราะพื้นที่ที่การรถไฟยุงเฟราดูแลครอบคลุม 9 ตำบลใน 2 จังหวัด การพัฒนาโครงการใหม่จึงต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของชุมชน
ฮัมเมลระบุว่า หากชุมชนไม่เห็นด้วย การรถไฟจะไม่เดินหน้าโครงการพัฒนาเพิ่มเติม โดยปัจจุบันมีแผนย้ายจุดขึ้นกระเช้าสู่กรินเดิลวาลด์ เฟียสต์ให้มาอยู่ใกล้สถานีรถไฟกรินเดิลวาลด์มากขึ้น เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางให้สะดวกขึ้น และอยู่ระหว่างการวางแผนร่วมกับชุมชนโดยรอบ
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนว่า สำหรับเมืองท่องเที่ยวบนภูเขา “ความสะดวก” ไม่ได้หมายถึงการสร้างสิ่งใหม่ให้มากที่สุด แต่คือการออกแบบระบบให้คนเดินทางได้ง่ายขึ้น โดยยังรักษาสมดุลกับพื้นที่เดิม
พลังน้ำ 100 ปี ก่อนคำว่า Net Zero จะเป็นกระแส
อีกด้านหนึ่งที่น่าสนใจคือแนวคิดด้านพลังงาน เพราะการรถไฟยุงเฟราใช้ไฟฟ้ากับขบวนรถไฟทั้งหมด และมีโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่เริ่มผลิตไฟฟ้ามาตั้งแต่ช่วงปี 1912
ในช่วงฤดูร้อน เมื่อหิมะบนภูเขาละลาย น้ำจะไหลผ่านระบบผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ ซึ่งมีเครื่องผลิตไฟฟ้า 2 เครื่องอยู่ใต้น้ำ ไฟฟ้าที่ผลิตได้ถูกนำมาใช้กับระบบรถไฟและกระเช้า ขณะเดียวกันยังสามารถส่งไฟฟ้ากลับเข้าสู่ระบบและนำไปใช้กับสาธารณูปโภคในชุมชน
เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว การรถไฟจะซื้อไฟฟ้าจากภาครัฐเพิ่มเติม ขณะเดียวกันยังเดินหน้าขยายการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ โดยมีโครงการที่ดำเนินการแล้ว 1 แห่ง และอีก 1 แห่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง พร้อมแผนติดตั้งแบตเตอรี่เพื่อเก็บพลังงานไว้ใช้ในช่วงกลางคืน
ระบบพลังงานยังถูกเสริมด้วย Braking Power Recuperation หรือระบบนำพลังงานจากการเบรกกลับมาใช้ใหม่ เมื่อรถไฟวิ่งลงเขา พลังงานจลน์จากการเบรกจะถูกเปลี่ยนกลับเป็นพลังงานไฟฟ้าและส่งคืนเข้าสู่ระบบกริด
ข้อมูลของการรถไฟยุงเฟราระบุว่า ไฟฟ้าที่ได้จากรถไฟที่วิ่งลงจากยุงเฟรายอค 3 เที่ยว สามารถนำกลับมาใช้กับรถไฟขาขึ้นได้ประมาณ 1 เที่ยว
นี่คือการออกแบบระบบที่ไม่ได้มอง “การเดินทางขึ้นเขา” และ “การเดินทางลงเขา” เป็นคนละส่วน แต่พยายามนำพลังงานจากการเดินทางกลับเข้าสู่ระบบให้ได้มากที่สุด
ขยะอาหารก็ถูกจัดการด้วยข้อมูล
สิ่งที่น่าสนใจในความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของชาวสวิสในเรื่องความยั่งยืนที่อยู่ในสายเลือด เพราะยุงเฟราไม่ได้หยุดแค่เรื่องพลังงาน แต่ลงลึกไปถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในร้านอาหารด้วย มีการคัดแยกขยะเพื่อนำทั้งหมดไปรีไซเคิลแล้วนำกลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง
ในส่วนของร้านอาหารที่มีอยู่ทุกจุดจะมีระบบการตรวจสอบเพื่อควบคุมไม่ให้เกิดขยะประเภทเศษอาหารเพิ่มขึ้น
หากพบว่าปริมาณอาหารที่เสิร์ฟให้กับนักท่องเที่ยวเหลือ อาหารชนิดนั้นจะถูกนำมาคำนวนปริมาณต่อหนึ่งเสิร์ฟใหม่ เพื่อให้ปริมาณอาหารพอดีกับความต้องการและไม่เหลือทิ้งเป็นขยะ
แนวคิดนี้สะท้อนอีกมิติของ Smart Tourism ที่ไม่ได้หมายถึงการใช้ AI หรือแอปพลิเคชันเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการใช้ ข้อมูลจากพฤติกรรมจริง มาปรับระบบบริการและลดการใช้ทรัพยากรที่ไม่จำเป็น
AI เปลี่ยนจาก “จองตั๋ว” เป็น “ออกแบบทริปเฉพาะคน”
ยิ่งกว่านั้นการเปลี่ยนแปลงสำคัญกำลังเกิดขึ้นในระบบบริการนักท่องเที่ยว เมื่อการรถไฟยุงเฟรากำลังทยอยพัฒนาระบบเข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น ตั้งแต่การจองบริการ ไปจนถึงการนำ AI เข้ามาช่วยวางแผนการเดินทาง
เป้าหมายไม่ใช่เพียงตอบคำถามว่า “จะไปอย่างไร” แต่ต้องการให้ระบบสามารถช่วยออกแบบเส้นทางให้เหมาะกับความสนใจของนักท่องเที่ยวแต่ละคนได้ด้วย
เช่น คนที่ต้องการกิจกรรมและความตื่นเต้นสามารถเลือก ยุงเฟราเฟียสต์ – ท็อป ออฟ แอดเวนเจอร์ ขณะที่ผู้ที่ชื่นชอบการเดินเขาสามารถเลือกพื้นที่ ไอเกอร์เกล็ตเชอร์ และ ไคลเนอ ไชเดกก์ – ท็อป ออฟ ไฮกิ้ง
การใช้ AI ในลักษณะนี้จึงเป็นการขยับจากระบบจองแบบเดิม ไปสู่การเป็น “ผู้ช่วยวางแผนการเดินทาง” ที่เชื่อมข้อมูลสถานที่ กิจกรรม และความสนใจของนักท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน
โดยในปี 2025 การรถไฟยุงเฟราระบุว่า มีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางมายังพื้นที่ราว 80,000 คน สะท้อนถึงตลาดนักท่องเที่ยวไทยที่ยังมีความสำคัญต่อเส้นทางดังกล่าว
พัฒนาเพิ่ม แต่ไม่สร้างจนทำลายสิ่งที่มีอยู่
แผนพัฒนาในระยะต่อไปยังมีทั้งการปรับปรุงพื้นที่ชมวิว 360 องศา การเพิ่มร้านอาหารที่สถานีไอเกอร์เกล็ตเชอร์ ซึ่งคาดว่าจะรองรับได้ประมาณ 400 ที่นั่ง เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยวและช่วยลดความแออัดบริเวณยุงเฟรายอค รวมถึงแผนพัฒนาโรงแรมขนาดประมาณ 200 ห้อง หรือ 400 เตียง ที่อินเตอร์ลาเคนโอสต์ในปี 2028
แต่หัวใจสำคัญของการพัฒนาไม่ได้อยู่ที่จำนวนโครงการ หากอยู่ที่คำถามว่า “จะเพิ่มสิ่งใหม่อย่างไรโดยไม่ทำลายสิ่งที่มีอยู่เดิม”
ฮัมเมลกล่าวว่า การรถไฟยุงเฟราพยายามพัฒนาพื้นที่เพิ่มเติม แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของการไม่ทำร้ายสิ่งที่มีอยู่ และยังมุ่งดูแลพื้นที่โดยรอบยุงเฟราและกรินเดิลวาลด์ให้คงความงดงามของธรรมชาติไว้
“เราพยายามพัฒนาพื้นที่เพิ่มขึ้น แต่อยู่บนพื้นฐานการไม่ทำร้ายในสิ่งที่มีอยู่เดิม ไม่ใช่แค่เพราะบริเวณนี้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่มรดกโลก เพราะนับตั้งแต่วันแรกที่เราพบสาวน้อยคนนี้ (คำว่า "ยุงเฟรา" หมายถึงสาวน้อย) ร้อยปีผ่านไปก็ยังคงเดิม
แม้ว่าโลกร้อนจะทำให้น้ำแข็งละลายลดลงหนึ่งเซ็นติเมตรทุกปี แต่เรายังคงมุ่งมั่นที่จะดูแลพื้นที่ที่อยู่โดยรอบของยุงเฟราและกรินเดิลวาลด์ เพื่อให้ธรรมชาติอันงดงามคงอยู่ตลอดไป”
กรินเดิลวาลด์ เมืองที่การท่องเที่ยวต้องเดินไปพร้อมกับวิถีชุมชน
ด้าน บรูโน เฮาสเวิร์ธ ผู้อำนวยการรีสอร์ต Grindelwald Tourismus กล่าวว่า กรินเดิลวาลด์เป็นหมู่บ้านบนภูเขาที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาไอเกอร์ และเป็นหนึ่งใน 23 เขตเทศบาลที่อยู่ในพื้นที่มรดกโลกยูเนสโก “ยุงเฟรา-อเล็ตช์”
จุดเด่นของพื้นที่คือการผสมผสานระหว่างภูมิประเทศภูเขา ระบบรถไฟและกระเช้า กิจกรรมกลางแจ้ง รวมถึงวิถีชีวิตที่เติบโตมากับเกษตรกรรมและการท่องเที่ยว
กรินเดิลวาลด์เปิดรับนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี โดยข้อมูลปี 2025 ระบุว่า นักท่องเที่ยวเดินทางมาในช่วงฤดูร้อนประมาณ 60% และฤดูหนาว 40%
กิจกรรมจึงเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ตั้งแต่การเดินเล่นและเส้นทางธรรมชาติในฤดูใบไม้ผลิ การเดินป่า วิ่งเทรล และปั่นจักรยานเสือภูเขาในฤดูร้อน ไปจนถึงการเดินป่าในฤดูใบไม้ร่วง และสกี สโนว์บอร์ด รวมถึงกิจกรรมบนภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะในฤดูหนาว
ทั้งหมดนี้ทำให้กรินเดิลวาลด์ไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นเพียง “จุดหมายปลายทาง” แต่เป็นระบบเมืองท่องเที่ยวที่รถไฟ กระเช้า ธรรมชาติ ธุรกิจ และชุมชนต้องทำงานร่วมกัน
บทเรียนจากยุงเฟราจึงไม่ได้อยู่ที่การมีรถไฟขึ้นสู่ยอดเขาที่สูงที่สุดในยุโรปเท่านั้น แต่อยู่ที่การออกแบบเมืองท่องเที่ยวให้เทคโนโลยีช่วยให้คนเดินทางง่ายขึ้น ขณะที่ข้อมูลช่วยใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนาต้องเดินไปพร้อมกับธรรมชาติและเสียงของคนในพื้นที่







