
กทม.ผ่านบททดสอบฝนหนัก เพจดุลยชลชี้ต้องรับมือ4ปัจจัยน้ำรอบกรุง
ฝนหนักระลอกใหญ่เริ่มซา! เพจ "ดุลยชล" ชี้ฝนสะสมทะลุ 300 มม. คือบททดสอบระบบระบายน้ำภายใน กทม. เตือนอย่าประมาท ต้องจับตา 4 ปัจจัยน้ำรอบนอกที่จ่อเข้ามาซ้อนทับ
KEY
POINTS
- ฝนที่ตกหนักในพื้นที่กรุงเทพฯ ช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ถือเป็นการทดสอบประสิทธิภาพระบบระบายน้ำของ กทม. ซึ่งรับมือได้โดยที่ยังไม่มีปัจจัยน้ำจากภายนอกเข้ามาซ้อนทับ
- เพจ "ดุลยชล" ชี้ว่า กทม. ต้องเฝ้าระวังและเตรียมรับมือกับปัจจัยน้ำรอบทิศ 4 ด้าน ที่จะทำให้การระบายน้ำยากขึ้นหากเกิดขึ้นพร้อมกัน
- ปัจจัยน้ำ 4 ด้านที่ต้องจับตา ได้แก่ น้ำเหนือจากแม่น้ำเจ้าพระยา, น้ำหลากฝั่งตะวันตกและตะวันออก, และระดับน้ำในอ่าวไทยซึ่งเป็นปลายทางระบายน้ำ
อ่านระบบน้ำรอบ กทม. รับมือฝนหนักและปัจจัยรอบทิศ
สถานการณ์ฝนตกหนักระลอกใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลเริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลายลง โดยเพจเฟซบุ๊ก “ดุลยชล” ได้โพสต์วิเคราะห์สถานการณ์น้ำประจำวันที่ 28 กันยายน 2569 ระบุว่า
เหตุการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งบางพื้นที่มีปริมาณฝนสะสมสูงเกินกว่า 300 มิลลิเมตร
และเขตคลองสามวามีฝนสะสมคืนเดียวสูงถึงประมาณ 154 มิลลิเมตร จนเกิดน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่นั้น ถือเป็น “การทดสอบระบบระบายน้ำของ กทม. ด้วยฝนจริง” ครั้งสำคัญของปลายเดือนกันยายน
เพจดุลยชล อธิบายการอ่านระบบน้ำรอบ กทม. ไว้ว่า แรงกดดันหลักของน้ำท่วมรอบนี้มาจาก "ฝนที่ตกลงในพื้นที่เมืองและรอบเมืองเอง" เป็นหลัก
ทำให้เห็นศักยภาพที่แท้จริงของระบบคลอง ประตูน้ำ สถานีสูบน้ำ และทางระบายน้ำของกรุงเทพฯ ว่าจุดใดระบายได้เร็ว จุดใดเกิดคอขวด หรือพื้นที่ใดกลายเป็นจุดน้ำรอการระบาย โดยที่อิทธิพลจากปัจจัยภายนอกยังไม่ได้เข้ามาซ้อนทับเต็มที่
กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า วันที่ 28 กันยายน ปริมาณฝนใน กทม. และปริมณฑลเริ่มลดลง แต่ยังคงมีโอกาสเกิดฝนตกหนักได้บางพื้นที่ จึงยังไม่ควรถือว่าสถานการณ์จบลงอย่างสมบูรณ์
นอกจากนี้ เพจดุลยชลได้เน้นย้ำว่า ตั้งแต่วันนี้ไปจนจบฤดูฝนปี 2569 ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ควรมองแค่ปริมาณฝนใน กทม. เพียงอย่างเดียว
เนื่องจาก “กรุงเทพฯ ตั้งอยู่ ณ ปลายระบบน้ำขนาดใหญ่ และไม่ได้รับอิทธิพลจากน้ำเพียงทิศเดียว” หากระบบภายนอกเริ่มมีบทบาทเข้ามาพร้อมกัน การระบายน้ำจะยากลำบากยิ่งขึ้น จึงต้องติดตามกรอบ
"ระบบน้ำรอบ กทม." ใน 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่
- น้ำเหนือ: ปริมาณน้ำหลากที่เคลื่อนตัวลงมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา
- Side flow ฝั่งตะวันตก: น้ำหลากจากพื้นที่ราบลุ่มฝั่งตะวันตก
- Side flow ฝั่งตะวันออก: น้ำหลากเชื่อมโยงพื้นที่ลุ่มและแม่น้ำบางปะกง
- ระดับน้ำปลายทาง: ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและอ่าวไทย ซึ่งเป็นตัวกำหนดความเร็วในการระบายน้ำออกจากเมือง
บทเรียนต่อจากนี้จึงไม่ใช่แค่การรับมือฝนในเมือง แต่คือการเรียนรู้และเฝ้าระวังว่า เมื่อปัจจัยน้ำรอบนอกเข้ามาประกบ กทม. จะสามารถบริหารจัดการและระบายน้ำออกสู่ทะเลได้ดีเพียงใด







