posttoday
น้ำท่วม กทม. 2569 เปิดบทบาท “ข้อมูลเรียลไทม์” ช่วยคนเมืองเอาตัวรอด

น้ำท่วม กทม. 2569 เปิดบทบาท “ข้อมูลเรียลไทม์” ช่วยคนเมืองเอาตัวรอด

27 กันยายน 2569

น้ำท่วม กทม. ไม่ได้มีแค่เรื่องการระบายน้ำ แต่ข้อมูลเรียลไทม์กำลังเข้ามาช่วยคนเมืองเช็กระดับน้ำ เลี่ยงเส้นทางเสี่ยง รับแจ้งเตือน และวางแผนชีวิตได้ทันสถานการณ์

KEY

POINTS

  • การใช้ข้อมูลเรียลไทม์จากเทคโนโลยี เช่น เซนเซอร์วัดระดับน้ำและแผนที่ความเสี่ยง (BKK Risk Map) ช่วยให้ประชาชนสามารถตรวจสอบสภาพถนนและวางแผนการเดินทางเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่น้ำท่วมได้
  • การพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยแบบเจาะจงพื้นที่ (Cell Broadcast) เพื่อส่งข้อความเตือนภัยน้ำท่วมโดยตรงไปยังโทรศัพท์มือถือของประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ทำให้สามารถรับมือสถานการณ์ได้ทันท่วงที
  • การบูรณาการข้อมูลจากหลายแหล่ง ทั้งเซนเซอร์ภาคพื้นดิน ข้อมูลดาวเทียม และการแจ้งเหตุจากประชาชนผ่าน Traffy Fondue เพื่อสร้างภาพรวมสถานการณ์ที่ครอบคลุม ทำให้การบริหารจัดการน้ำและการตัดสินใจมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ วันที่ 27 กันยายน 2569 แม้ปริมาณฝนเริ่มลดลง แต่โจทย์สำคัญยังอยู่ที่การระบายน้ำ เพราะระดับน้ำในคลองสายหลักยังสูง และบางพื้นที่ยังมีน้ำท่วมขัง

 

โดยกรุงเทพมหานครระบุว่า ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน ทำให้หลายพื้นที่มีฝนสะสมมากกว่า 300 มิลลิเมตร ขณะที่การประเมินของ กทม.ระบุว่าหลังฝนลดลง สถานการณ์จะค่อย ๆ คลี่คลายตามการระบาย

 

แต่ในมุมของเมืองอัจฉริยะ สิ่งที่น่าสนใจไม่ได้มีเพียงเครื่องสูบน้ำหรือการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำ หากเป็น “ข้อมูล” ที่ทำให้ประชาชนรู้ว่าน้ำอยู่ตรงไหน ระดับน้ำเท่าไร และควรตัดสินใจอย่างไร

 

เพราะในสถานการณ์น้ำท่วม ความเสียหายส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากการที่ประชาชนไม่รู้ข้อมูล ณ จุดที่ตัวเองกำลังจะเดินทางไป ขณะที่เมืองมีข้อมูลจำนวนมากอยู่แล้ว เพียงแต่โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้ข้อมูลเหล่านั้นถูกส่งไปถึงคนที่ต้องใช้ในเวลาที่เหมาะสม

 

แฟลตคลองจั่นยังวิกฤตจากน้ำท่วม

 

1. เซนเซอร์วัดน้ำท่วม ช่วยตอบคำถามว่า “ถนนเส้นนี้ไปได้ไหม”

หนึ่งในเทคโนโลยีที่ กทม.มีใช้งานจริงคือ ระบบตรวจวัดน้ำท่วมถนนอัตโนมัติ ของสำนักการระบายน้ำ โดยข้อมูลบนระบบออนไลน์สามารถแสดงตำแหน่งสถานีวัดระดับน้ำ รวมถึงเชื่อมโยงกับข้อมูลกล้อง CCTV เพื่อให้ติดตามสถานการณ์บนถนนได้แบบเรียลไทม์

 

ข้อมูลที่ระบบเผยแพร่ล่าสุดแสดงสถานีวัดน้ำท่วมถนน 244 จุด และสถานีวัดน้ำท่วมอุโมงค์ 14 จุด โดยประชาชนสามารถดูสถานะของจุดตรวจวัดบนแผนที่ได้ (Flood Bangkok)

 

ที่สำคัญ กทม.ไม่ได้หยุดอยู่เพียงจำนวนสถานีเดิม เพราะสำนักการระบายน้ำมีการเดินหน้าเพิ่มจุดติดตั้งระบบตรวจวัดน้ำท่วมถนนอัตโนมัติให้ครอบคลุมทั้งถนนสายหลักและสายรองที่เป็นจุดเสี่ยง

 

โดยระบุชัดว่าข้อมูลดังกล่าวจะนำไปใช้สนับสนุนการบริหารจัดการน้ำและการตัดสินใจของหน่วยงาน (Bangkok DDS)

 

สำหรับประชาชน ประโยชน์จึงไม่ได้อยู่แค่การดูตัวเลขระดับน้ำ แต่คือการเปลี่ยนข้อมูลจาก “ระบบหลังบ้านของเมือง” ให้กลายเป็นเครื่องมือวางแผนชีวิต

 

เช่น ก่อนออกจากบ้านสามารถตรวจสอบได้ว่าถนนที่ต้องผ่านมีน้ำท่วมหรือไม่ แทนที่จะต้องขับรถไปเจอสถานการณ์จริงแล้วค่อยหาทางกลับ

 

น้ำท่วม กทม. 2569 เปิดบทบาท “ข้อมูลเรียลไทม์” ช่วยคนเมืองเอาตัวรอด

 

2. แผนที่ความเสี่ยง ช่วยให้คนเมือง “เลือกเส้นทางก่อนออกจากบ้าน”

อีกเทคโนโลยีที่มีบทบาทคือ ระบบแผนที่ดิจิทัล ซึ่ง กทม.มีการพัฒนา BKK Risk Map เพื่อรวบรวมข้อมูลพื้นที่เสี่ยงและเปิดให้ประชาชนกับหน่วยงานนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจ โดยข้อมูลของ

 

กทม.ระบุว่าประชาชนสามารถใช้ข้อมูลเพื่อดูเส้นทางเสี่ยงน้ำท่วมและวางแผนการเดินทางได้ (Bangkok Open Policy)

 

แนวคิดนี้สำคัญกับเมืองขนาดใหญ่อย่างกรุงเทพฯ เพราะการจัดการน้ำไม่ได้จบลงเมื่อสูบน้ำออก แต่ต้องทำให้คนหลายล้านคนสามารถปรับพฤติกรรมได้ตามสถานการณ์

 

หากข้อมูลความเสี่ยงถูกนำมารวมกับข้อมูลระดับน้ำ กล้อง CCTV และข้อมูลการจราจรในอนาคต เมืองจะสามารถขยับจากการ “รายงานว่าน้ำท่วมตรงไหน” ไปสู่การ “บอกว่าควรหลีกเลี่ยงเส้นทางไหน” ได้มากขึ้น

 

น้ำท่วม กทม. 2569 เปิดบทบาท “ข้อมูลเรียลไทม์” ช่วยคนเมืองเอาตัวรอด

 

3. Cell Broadcast จาก “ประกาศทั่วไป” สู่การเตือนคนในพื้นที่เสี่ยงโดยตรง

อีกเทคโนโลยีที่กำลังมีความสำคัญมากขึ้นคือ Cell Broadcast Service หรือ CBS ซึ่งแตกต่างจากการโพสต์ประกาศบนโซเชียลมีเดีย เพราะสามารถส่งข้อความเตือนไปยังโทรศัพท์มือถือในพื้นที่ที่กำหนดได้

 

สำนักการระบายน้ำ กทม. ระบุว่าได้หารือเรื่องระบบเตือนภัยอุทกภัยและเกณฑ์การแจ้งเตือนผ่าน CBS สำหรับกรณีฝนตกหนัก น้ำท่วมผิวการจราจร น้ำเหนือหลาก หรือระดับน้ำทะเลหนุน

 

โดยระบบนี้เชื่อมโยงกับศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และมีเป้าหมายให้การแจ้งเตือนสามารถระบุพื้นที่เสี่ยงได้ตรงจุดมากขึ้น 

 

ข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยยังมีการจัดทำชุดข้อมูลสถิติการแจ้งเตือนภัยผ่าน Cell Broadcast แยกตามประเภทภัยและพื้นที่ โดยข้อมูลล่าสุดครอบคลุมปี 2569 (Disaster Catalog)

 

ในชีวิตประจำวัน เทคโนโลยีนี้จึงมีความหมายมากกว่าการ “รับข่าวน้ำท่วม” เพราะหากระบบทำงานตามพื้นที่เป้าหมาย ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงสามารถได้รับข้อความเตือนโดยตรงบนโทรศัพท์ ก่อนที่สถานการณ์จะกระทบต่อการเดินทางหรือความปลอดภัยมากขึ้น

 

4. ดาวเทียมและ GIS ทำให้เมืองมองเห็น “ภาพใหญ่” ที่เซนเซอร์ภาคพื้นดินมองไม่เห็น

ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีอวกาศกำลังเข้ามาเติมช่องว่างของข้อมูลภาคพื้นดิน โดย GISTDA มี Disaster Platform ซึ่งใช้ข้อมูลดาวเทียมเพื่อสนับสนุนการติดตามและประเมินสถานการณ์ภัยพิบัติ รวมถึงเปิดให้เข้าถึงข้อมูลน้ำท่วมผ่าน API และข้อมูลมาตรฐาน STAC เพื่อนำไปเชื่อมต่อกับระบบอื่นได้ (Disaster Platform)

 

สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมรอบนี้ GISTDA เผยข้อมูลจากดาวเทียม Radarsat-2 เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 พบพื้นที่น้ำท่วมขังประมาณ 822,464 ไร่ ในพื้นที่ภาคกลางบางส่วนของประเทศ

 

โดยข้อมูลดาวเทียมช่วยให้หน่วยงานเห็นขอบเขตพื้นที่ได้รับผลกระทบในภาพกว้าง ซึ่งเป็นข้อมูลอีกชั้นหนึ่งนอกเหนือจากสถานีวัดน้ำและรายงานจากพื้นที่ (GISTDA)

 

น้ำท่วม กทม. 2569 เปิดบทบาท “ข้อมูลเรียลไทม์” ช่วยคนเมืองเอาตัวรอด

 

จุดแข็งของดาวเทียมจึงอยู่ที่การทำให้เมืองและหน่วยงานรัฐสามารถมองเห็นพื้นที่ขนาดใหญ่ได้พร้อมกัน ขณะที่ข้อมูลจากเซนเซอร์ภาคพื้นดินให้รายละเอียดเฉพาะจุด เมื่อข้อมูลทั้งสองประเภทถูกนำมาประกอบกัน จะช่วยให้การวางแผนจัดการน้ำมีข้อมูลหลายระดับ ตั้งแต่ภาพรวมของพื้นที่ประสบภัยลงมาถึงระดับถนน

 

5. Traffy Fondue เปลี่ยนประชาชนจาก “ผู้รอความช่วยเหลือ” เป็นเซนเซอร์ของเมือง

อีกเทคโนโลยีที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ Traffy Fondue ซึ่งทำหน้าที่เป็นช่องทางให้ประชาชนแจ้งปัญหาที่พบในพื้นที่ให้หน่วยงานรับทราบ

 

โดยฐานข้อมูลของ กทม.มีรายการแจ้งปัญหาประเภทน้ำท่วมและแสดงสถานะการดำเนินงานของแต่ละเรื่อง เช่น พื้นที่ลาดกระบังมีรายการแจ้งน้ำท่วมพร้อมข้อมูลระดับน้ำและระยะเวลาที่เกิดปัญหา (Bangkok Policy System)

 

แนวคิดนี้มีความสำคัญในสถานการณ์น้ำท่วม เพราะเซนเซอร์ของเมืองไม่สามารถติดตั้งได้ทุกตรอกซอกซอย ขณะที่ประชาชนหลายล้านคนกระจายอยู่ทั่วเมือง

 

หากระบบรับข้อมูลจากประชาชนสามารถทำงานร่วมกับเซนเซอร์ กล้อง และแผนที่ความเสี่ยงได้ ก็จะทำให้เมืองมี “จุดสังเกต” จำนวนมากขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งอุปกรณ์ราคาแพงในทุกพื้นที่

 

น้ำท่วม กทม. 2569 เปิดบทบาท “ข้อมูลเรียลไทม์” ช่วยคนเมืองเอาตัวรอด

 

จุดเปลี่ยนของ Smart City ไม่ใช่ “มีเทคโนโลยีมากแค่ไหน” แต่คือข้อมูลต้องไปถึงคน

บทเรียนจากน้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งนี้จึงน่าสนใจตรงที่เทคโนโลยีหลายชั้นเริ่มมีอยู่แล้ว ทั้ง เซนเซอร์วัดระดับน้ำ ระบบ CCTV แผนที่ความเสี่ยง ระบบแจ้งเตือน Cell Broadcast ข้อมูลดาวเทียม

 

และแพลตฟอร์มรับแจ้งปัญหาจากประชาชน สิ่งที่สำคัญต่อชีวิตประจำวันจึงไม่จำเป็นต้องเป็นการสร้างเทคโนโลยีใหม่ทั้งหมด แต่คือการทำให้ข้อมูลจากแต่ละระบบเชื่อมต่อกันและแปลงเป็นข้อมูลที่ประชาชนเข้าใจได้ง่าย (Flood Bangkok)

 

หากมองจากมุม Smart City เมืองที่รับมือกับน้ำท่วมได้ดีจึงไม่ใช่เพียงเมืองที่มีเครื่องสูบน้ำจำนวนมาก แต่เป็นเมืองที่สามารถตอบคำถามของประชาชนได้อย่างรวดเร็วว่า “ตอนนี้ฝนจะตกตรงไหน น้ำอยู่ที่ไหน ถนนไหนเสี่ยง และฉันควรทำอะไรต่อ”

 

เพราะเมื่อข้อมูลเหล่านี้ถูกส่งถึงประชาชนแบบทันเวลา เทคโนโลยีก็ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือของเจ้าหน้าที่อีกต่อไป แต่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ช่วยให้คนเมืองตัดสินใจเรื่องเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น ตั้งแต่การเลือกเส้นทางไปทำงาน การหลีกเลี่ยงพื้นที่น้ำท่วม ไปจนถึงการเตรียมตัวรับมือก่อนสถานการณ์จะรุนแรงขึ้น

 

น้ำท่วม กทม. 2569 เปิดบทบาท “ข้อมูลเรียลไทม์” ช่วยคนเมืองเอาตัวรอด

 

หมายเหตุ: ตัวเลขสถานการณ์น้ำและสถานีตรวจวัดเป็นข้อมูล ณ วันที่แหล่งข้อมูลระบุ และสถานการณ์เปลี่ยนเร็ว จึงควรตรวจสอบระบบของ กทม. และหน่วยงานรัฐอีกครั้ง

 

ข่าวล่าสุด

น้ำท่วม กทม. 2569 เปิดบทบาท “ข้อมูลเรียลไทม์” ช่วยคนเมืองเอาตัวรอด

น้ำท่วม กทม. 2569 เปิดบทบาท “ข้อมูลเรียลไทม์” ช่วยคนเมืองเอาตัวรอด