
พัทยาเดินเกมใหญ่ ปั้น “เมืองหนัง” ดันสู่เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ยูเนสโก
พัทยาใช้ภาพยนตร์เป็นเครื่องมือสร้างเมือง เปิดพื้นที่คนรุ่นใหม่ผ่านเทศกาลและหนังสั้น เดินหน้าสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ก่อนผลักดันสู่ UNESCO City of Film
KEY
POINTS
- พัทยากำลังปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์จากเมืองท่องเที่ยวสู่การเป็น “เมืองภาพยนตร์” โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสมัครเข้าเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network) ในสาขาภาพยนตร์
- กลยุทธ์การขับเคลื่อนไม่ได้มุ่งเน้นแค่การจัดเทศกาลภาพยนตร์ แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศที่ครบวงจร ทั้งการพัฒนาบุคลากร, การสร้างพื้นที่, และจัดกิจกรรมส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง เช่น การประกวดภาพยนตร์สั้น เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
- พัทยามุ่งสร้างอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่ยั่งยืน โดยมีการศึกษาดูงานจากเมืองต้นแบบอย่างปูซาน (เกาหลีใต้) และสร้างความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อเชื่อมโยงวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกันตามแนวทางของยูเนสโก
อพท. จัดกิจกรรม “การประกวดภาพยนตร์สั้นเมืองพัทยา ครั้งที่ 4” เพื่อสร้างองค์ประกอบของเมืองพัทยาสู่เมืองสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์
พัทยากำลังพยายามเปลี่ยนภาพจำจากเมืองท่องเที่ยวชายทะเล สู่การเป็น “เมืองภาพยนตร์” ที่ใช้ทุนทางวัฒนธรรม พื้นที่เมือง และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเมือง โดยมีเป้าหมายระยะยาวในการสมัครเข้าเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network: UCCN) ในสาขาภาพยนตร์
ซึ่งองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หรือ อพท. ร่วมกับเมืองพัทยาและภาคีเครือข่ายเดินหน้าผลักดันอย่างต่อเนื่อง
แนวคิดดังกล่าวไม่ได้เริ่มจากการจัดเทศกาลภาพยนตร์เพียงอย่างเดียว แต่ อพท. วางให้ “ภาพยนตร์” เป็นเครื่องมือในการสร้างมูลค่าให้กับพื้นที่ ทั้งด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การพัฒนาคน และการสร้างโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม
โดยมองว่าพัทยามีต้นทุนที่เอื้อต่อการพัฒนาเป็นเมืองภาพยนตร์ ทั้งสถานที่ท่องเที่ยว ทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ตลอดจนศักยภาพในการรองรับกองถ่ายทำภาพยนตร์จากทั้งในประเทศและต่างประเทศ
เส้นทางของพัทยาสู่ City of Film เริ่มถูกผลักดันอย่างจริงจังมาหลายปี โดย อพท. เคยระบุถึงการจัดทำแผนขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์และแผนแม่บทการพัฒนาเมืองพัทยาสู่การเป็นเมืองภาพยนตร์ในช่วงปี 2565-2570
พร้อมทำงานร่วมกับภาคีทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นการผลิต การเรียนรู้ การสร้างบุคลากร และการใช้ภาพยนตร์เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของเมือง
หนึ่งในโจทย์สำคัญคือการสร้าง “คน” และ “พื้นที่” สำหรับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ให้เกิดขึ้นในเมืองอย่างต่อเนื่อง อพท. จึงไม่ได้จำกัดกิจกรรมอยู่เพียงเทศกาลภาพยนตร์ แต่ขยายไปสู่การประกวดภาพยนตร์สั้น การอบรมและกิจกรรมพัฒนาทักษะ รวมถึงการเปิดโอกาสให้เยาวชนและกลุ่มต่าง ๆ เข้าถึงองค์ความรู้ด้านภาพยนตร์
โดยในปี 2568 ยังมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการมีส่วนร่วมด้านภาพยนตร์สำหรับเยาวชนกลุ่มเปราะบาง ซึ่ง อพท. ระบุว่าสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์ของยูเนสโก
การพัฒนาเมืองภาพยนตร์ยังมองไปไกลกว่าพื้นที่ถ่ายทำ โดยในปี 2567 อพท. นำเมืองพัทยาและภาคีเครือข่ายไปศึกษาดูงานที่เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นสมาชิก UNESCO Creative City of Film เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์
ตั้งแต่การทำงานของ Film Commission ศูนย์อุตสาหกรรมภาพยนตร์ โรงถ่าย พิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ ไปจนถึงสถาบันพัฒนาบุคลากรด้านภาพยนตร์ ก่อนนำบทเรียนมาทบทวนแผนขับเคลื่อนพัทยาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ในภาพใหญ่ เป้าหมายของพัทยาจึงไม่ใช่เพียงการมีงานเทศกาลภาพยนตร์ประจำปี แต่คือการสร้างองค์ประกอบของ “เมืองภาพยนตร์” ให้เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ ตั้งแต่ผู้สร้างภาพยนตร์ คนทำงานสร้างสรรค์ เยาวชน สถานที่และกิจกรรมด้านภาพยนตร์
ไปจนถึงเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการของ UNESCO Creative Cities Network ที่กำหนดให้เมืองผู้สมัครต้องแสดงให้เห็นถึงทุนทางวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ของเมือง รวมถึงมีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนและความร่วมมือของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระยะยาว
ล่าสุด อพท.พัทยาใช้ “การประกวดภาพยนตร์สั้นเมืองพัทยา ครั้งที่ 4” หรือ Pattaya Short Film 2026 เป็นอีกหนึ่งเวทีขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าว ภายใต้แนวคิด “ความยั่งยืน” โดยปีนี้มีผลงานส่งเข้าประกวด 120 เรื่อง
แบ่งเป็นภาพยนตร์สั้นเสียงภาษาไทยมากกว่า 90 เรื่อง และภาษาต่างประเทศมากกว่า 30 เรื่อง ก่อนคัดเหลือ 20 เรื่องเข้าสู่รอบตัดสิน สะท้อนว่ากิจกรรมด้านภาพยนตร์ของพัทยาเริ่มขยายจากการจัดงานสู่การเปิดพื้นที่ให้ผู้สร้างสรรค์เข้ามามีส่วนร่วมโดยตรง
กิจกรรมดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับ Pattaya Film Festival ซึ่ง อพท. และเมืองพัทยาใช้เป็นกลไกในการสร้างการรับรู้และพัฒนาองค์ประกอบด้านภาพยนตร์ของเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้การประกวดภาพยนตร์สั้นของพัทยาเคยเปิดรับผลงานจำนวนมากจากนักเรียน นักศึกษา และผู้ผลิตทั่วไป และนำผลงานที่ผ่านเข้ารอบไปจัดฉายในชุมชนและช่องทางของ อพท. เพื่อขยายการเข้าถึงภาพยนตร์และสร้างวัฒนธรรมการชมภาพยนตร์ในพื้นที่
สำหรับการประกวดครั้งที่ 4 ผลงานที่ได้รับรางวัลสะท้อนการเปิดพื้นที่ทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค โดยประเภทภาษาไทย รางวัลชนะเลิศเป็นของทีม Bandon Film จากเรื่อง Same Day, Same Shore (วันนั้นของปี)
ส่วนประเภทภาษาต่างประเทศ รางวัลชนะเลิศเป็นของทีม Nipan Studio จากประเทศไทย จากเรื่อง The Last Spin ขณะที่ทีมจาก สปป.ลาว คว้ารางวัลรองชนะเลิศทั้งอันดับ 1 และ 2 ซึ่งช่วยขยายมิติของกิจกรรมจากเวทีระดับเมืองไปสู่การเชื่อมโยงเครือข่ายผู้สร้างภาพยนตร์ในระดับภูมิภาค
การเดินหน้าของพัทยาจึงน่าสนใจตรงที่ “เมืองภาพยนตร์” กำลังถูกวางให้เป็นมากกว่าภาพลักษณ์ใหม่เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่เป็นความพยายามสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงคน พื้นที่ วัฒนธรรม การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมภาพยนตร์เข้าด้วยกัน
ขณะที่ UNESCO เองกำหนดให้เมืองในเครือข่ายต้องใช้สินทรัพย์ด้านความคิดสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน และต้องมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับเมืองอื่นในเครือข่าย
ดังนั้น ภารกิจของพัทยาจากนี้จึงไม่ใช่เพียงการจัดงานให้มีภาพยนตร์เข้าฉายมากขึ้น แต่คือการพิสูจน์ว่าเมืองสามารถเปลี่ยน “เรื่องราวของพัทยา” ให้กลายเป็นทุนสร้างสรรค์ สร้างคน สร้างอุตสาหกรรม และสร้างเศรษฐกิจใหม่ได้มากเพียงใด ก่อนเดินหน้าไปสู่เป้าหมายการเป็นสมาชิก UNESCO Creative Cities Network สาขาภาพยนตร์ตามโรดแมปที่ อพท. วางไว้ในปี 2570







