
นักวิชาการ เสนอดัน "กรีนไฮโดรเจน" กลับมาเป็นแกนหลักในแผน PDP 2026
นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน เสนอดัน "กรีนไฮรเจน" กลับมาเป็นแกนหลักในแผนพลังงาน PDP 2026 แนะให้ปรับปรุงโครงสร้างค่าไฟฟ้าให้เป็นธรรม โดยยึดหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย
KEY
POINTS
- นักวิชาการเตือนว่าการประเมินต้นทุนเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เช่น SMR และ CCS ในแผน PDP 2026 อาจต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าในอนาคตสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้
- เสนอให้ผลักดัน "กรีนไฮโดรเจน" กลับมาเป็นพลังงานแกนหลักในแผนพลังงาน เนื่องจากต้นทุนมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องและสามารถแข่งขันกับก๊าซธรรมชาติได้ในอนาคต
- แนะให้ปรับปรุงโครงสร้างค่าไฟฟ้าให้เป็นธรรม โดยยึดหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย และใช้อัตราก้าวหน้าเพื่อช่วยเหลือผู้ใช้ไฟรายย่อย
ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐศาสตร์กล่าวในการสัมมนา BIG ISSUE : PDP 2026 ENERGY GREEN POWER “พลิกโฉมพลังงานไทย สู่ฐานการผลิตสีเขียว” จัดโดยฐานเศรษฐกิจ ร่วมกับ Posttoday ณ โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพ ราชประสงค์ ถึงข้อสังเกตต่อโครงสร้างราคาและต้นทุนเทคโนโลยี โดยระบุว่า แม้ตัวเลขราคาเฉลี่ยทั้ง 4 กรณีศึกษา
{เปิด 4 ฉากทัศน์ PDP 2026 ไทยยังพึ่งก๊าซ 12 ปี ก่อนถึงทางแยก Net Zero}
จะอยู่ที่ประมาณ 3 บาทกว่า ถึงเกือบ 4 บาทต่อหน่วย และมีอัตราการปรับขึ้นเฉลี่ยเพียงประมาณ 0.3 - 0.4% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อของประเทศ แต่ยังมีความน่ากังวลว่าสมมุติฐานต้นทุนที่ใช้คำนวณนั้นอาจต่ำกว่าความเป็นจริง
หวั่นประเมินต้นทุน SMR และ CCS ต่ำเกินจริง
ศ.ดร.พรายพล กล่าวว่า สมมุติฐานต้นทุนของหลายเทคโนโลยีถูกประเมินไว้ต่ำเกินไป เช่น เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ที่ประมาณการต้นทุนค่าไฟในอีก 10 ปีข้างหน้าไว้เพียงประมาณ 2.00 ถึงไม่ถึง 2.50 บาทต่อหน่วย รวมถึงเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ที่ประเมินไว้ที่ 135 ดอลลาร์ต่อตัน ซึ่งถือว่าอาจถูกกดไว้มากเกินไป
ทั้งนี้ ต้นทุนเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำเหล่านี้สุดท้ายจะถูกผลักเข้าไปในโครงสร้างราคาค่าไฟ ส่งผลให้ราคาค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่ายจริงในอนาคตมีแนวโน้มจะแพงกว่าที่คาดการณ์ไว้
เสนอผลักดัน "กรีนไฮโดรเจน" กลับมาเป็นแกนหลัก
ในประเด็นด้านเทคโนโลยี ศ.ดร.พรายพล กล่าวว่า บทบาทของไฮโดรเจนถูกลดลงไปซ่อนอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีใหม่ (New Technology) ทั้งที่ในแผน PDP ก่อนหน้านี้ ไฮโดรเจนเคยถูกวางไว้เป็นตัวเลือกหลักในการเผาทดแทนก๊าซธรรมชาติ
โดยมองว่า ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) มีการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศจนต้นทุนลดลงมาก และมีโอกาสสูงที่ในอีก 10 ปีข้างหน้าจะมีต้นทุนต่ำพอที่จะแข่งขันกับก๊าซธรรมชาติที่มีแนวโน้มแพงขึ้นจากภาวะสงครามในต่างประเทศ
นอกจากนี้ ไฮโดรเจนยังนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ไม่ใช่เพียงการผลิตไฟฟ้า แต่รวมถึงโรงงานอุตสาหกรรม ยานยนต์ และภาคบ้านเรือนด้วย
แนะปรับโครงสร้างค่าไฟให้เป็นธรรม
เมื่อเปรียบเทียบทางเลือกแผนพลังงาน ศ.ดร.พรายพล มองว่า กรณีศึกษาที่ 3 (Case 3) เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เนื่องจากมีมูลค่าปัจจุบัน ของราคาไฟฟ้าต่ำที่สุดที่ประมาณ 3.85 บาทต่อหน่วย และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากที่สุด
ส่วนด้านการแข่งขันในระดับภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทยยังมีคู่แข่งสำคัญอย่างมาเลเซีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย แต่ไทยยังพอสู้ได้หากมีการทำวิเคราะห์ความไว (Sensitivity Analysis) ต่อปัจจัยความเสี่ยงด้านต้นทุนอย่างรอบคอบ
นอกจากนี้ ศ.ดร.พรายพล ยังได้เสนอให้ปรับปรุงโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อรองรับระบบใหม่ๆ เช่น Demand Response และ Prosumer พร้อมเน้นย้ำเรื่องความเป็นธรรม 3 ด้าน ได้แก่:
1.ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays) ผลักดันให้ใช้กลไกภาษีคาร์บอนหรือตลาดคาร์บอนจากกฎหมายใหม่ เพื่อให้โครงการ CCS สามารถขายเครดิตคาร์บอนได้ และช่วยลดภาระที่ไม่จำเป็นของผู้ใช้ไฟฟ้า
2.คุ้มครองผู้ใช้ไฟรายเล็กใช้ระบบอัตราก้าวหน้าแบบขั้นบันไดเพื่อบรรเทาภาระของประชาชนผู้มีรายได้น้อย
"สำหรับความเป็นธรรมสำหรับผู้ที่เป็นรายเล็กรายน้อย คนยากคนจนหรือว่าตัวเล็กตัวน้อยเนี่ย คงจะรับภาระน้อยหน่อย เราก็จะมีอัตราก้าวหน้าเป็นขั้นบันได ซึ่งคนใช้มากๆ ก็ต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้น คนใช้น้อยก็จ่ายน้อย"
3.สร้างความเป็นธรรมระหว่างรุ่น กระจายภาระต้นทุนอย่างเหมาะสม ไม่ผลักภาระทั้งหมดไปให้ลูกหลานในอนาคต







