
เปิดพิมพ์เขียวไฟฟ้าไทย 25 ปี! PDP2026 รับ AI-Data Center
สนพ.เปิดรับฟังความเห็นร่าง PDP2026 วางกำลังผลิตใหม่กว่า 50,900 เมกะวัตต์ ดันพลังงานสะอาด ระบบกักเก็บไฟฟ้า และ SMR รับเศรษฐกิจยุค AI
KEY
POINTS
- แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (PDP2026) เป็นแผนระยะยาว 25 ปี (พ.ศ. 2569-2593) ที่จัดทำขึ้นเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะจากการขยายตัวของ AI และ Data Center รวมถึงยานยนต์ไฟฟ้า
- แผนฯ มุ่งสร้างสมดุล 3 ด้านหลัก คือ ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า (Security) ต้นทุนค่าไฟฟ้าที่เหมาะสม (Economy) และการดูแลสิ่งแวดล้อม (Ecology) โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) ภายในปี 2593
- กำหนดกรอบการผลิตไฟฟ้าใหม่โดยเน้นพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และลม ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและเสถียรภาพให้ระบบไฟฟ้าของประเทศ
สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569–2593 หรือ PDP2026 เปิดโอกาสทุกภาคส่วนร่วมกำหนดทิศทางระบบไฟฟ้าไทย
มุ่งสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงด้านพลังงาน ต้นทุนค่าไฟฟ้า และสิ่งแวดล้อม รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ในปี 2593
เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นต่อร่าง PDP2026 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ โดยมี นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานเปิดการสัมมนา
พร้อมเปิดช่องทางรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบออนไลน์และถ่ายทอดสดผ่าน Facebook EPPO Thailand เพื่อให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถเข้าร่วมกระบวนการจัดทำแผนได้อย่างกว้างขวาง
นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กล่าวว่า การจัดทำ PDP2026 เป็นการทบทวนทิศทางระบบไฟฟ้าของประเทศให้สอดคล้องกับบริบทพลังงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ทั้งความต้องการพลังงานสะอาดจากภาคอุตสาหกรรม การขยายตัวของ Data Center และ AI การผลิตไฟฟ้าใช้เอง การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงกติกาการค้าระหว่างประเทศและเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
“PDP เป็นแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่กำหนดทิศทางระบบไฟฟ้าของประเทศในระยะยาว การจัดทำ PDP2026 จึงต้องพิจารณาทั้งความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ต้นทุนที่เหมาะสม ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด
ขณะเดียวกันต้องเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อให้แผนมีความรอบด้าน” นายวัฒนพงษ์กล่าว
สำหรับร่าง PDP2026 วางหลักการสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ความมั่นคงด้านพลังงาน (Security) เศรษฐกิจ (Economy) และสิ่งแวดล้อม (Ecology)
โดยมุ่งสร้างระบบไฟฟ้าที่มีความเพียงพอและยืดหยุ่น ควบคู่กับการบริหารต้นทุนค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับเหมาะสมและเป็นธรรม พร้อมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2593
แผนฉบับใหม่ยังให้ความสำคัญกับการกระจายศูนย์ของระบบไฟฟ้า และการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม หรือ Just Energy Transition โดยส่งเสริมให้ภาคเอกชนและผู้ใช้ไฟฟ้ามีบทบาทมากขึ้น
ทั้งการผลิตไฟฟ้าใช้เอง การบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้า หรือ Demand Response (DR) ซึ่งตั้งเป้าหมายสะสมกว่า 2,800 เมกะวัตต์ภายในปี 2593 รวมถึงการพัฒนาพลังงานแบบกระจายศูนย์ หรือ Distributed Energy Resources (DER) เป้าหมายสะสมกว่า 9,100 เมกะวัตต์
ในช่วง 12 ปีแรกของแผน ระหว่างปี 2569–2580 กำหนดกรอบกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่รวมประมาณ 50,900 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติแบบพลังความร้อนร่วม 9,100 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR 300 เมกะวัตต์
พลังงานแสงอาทิตย์ 24,300 เมกะวัตต์ พลังงานลม 2,700 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ หรือ BESS 14,500 เมกะวัตต์
ขณะเดียวกัน แผนยังเตรียมรองรับเทคโนโลยีพลังงานคาร์บอนต่ำในอนาคต ทั้ง SMR เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน หรือ CCS ระบบกักเก็บพลังงานระยะยาว และไฮโดรเจน เพื่อเพิ่มทางเลือกและลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของเทคโนโลยีในระยะยาว
สำหรับช่วงหลังปี 2580 สนพ. ได้จัดทำทางเลือกหลายแนวทางเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้าสะอาด ทั้งการใช้ CCS การเพิ่มพลังงานหมุนเวียนควบคู่ระบบกักเก็บพลังงาน และการผสมผสานทั้งสองแนวทาง โดยทุกทางเลือกกำหนดเป้าหมายให้พลังงานสะอาดมีสัดส่วนไม่น้อยกว่า 65% ภายในปี 2593
ทั้งนี้ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานยังเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง PDP2026 ถึงวันที่ 15 กันยายน 2569 ก่อนรวบรวมข้อเสนอจากทุกภาคส่วนไปปรับปรุงร่างแผน และนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป โดยตั้งเป้าให้ PDP2026 เป็นกรอบการพัฒนาระบบไฟฟ้าที่สร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศไทยในระยะยาว







