
กขค. รื้อกฎหมายแข่งขันการค้า ดันมาตรการป้องกัน SME ถูกเอาเปรียบ
กขค. ปฏิรูปใหญ่ เล็งแก้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า ช่วยธุรกิจไทยไม่ต้องเจ๊ง พร้อมคลอดกฎเหล็ก อุ้ม SME ทั่วประเทศ
คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เดินหน้าปรับโฉมการกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้า รับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนเร็ว โดยเฉพาะการขยายตัวของแพลตฟอร์มดิจิทัล และการแข่งขันที่ขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึมและ AI
ยุคปฏิวัติเศรษฐกิจดิจิทัล บัญชีผู้ใช้พุ่ง 60 ล้านราย
รองศาสตราจารย์สุธรรม อยู่ในธรรม รองประธานกรรมการรักษาการแทนประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า กล่าวในงาน TCCT Competition Day 2026 ภายใต้หัวข้อ “เปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจไทย: ปฏิรูปการแข่งขัน สร้างเศรษฐกิจแห่งอนาคต” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (สำนักงาน กขค.) ว่า จาก ข้อมูลการศึกษาของ กขค. สะท้อนการเปลี่ยนแปลงระดับก้าวกระโดดของตลาดแพลตฟอร์มดิจิทัลในประเทศไทย
จากเดิม ปี 2022 ปริมาณคนใช้งานแพลตฟอร์มดิจิทัลมีเพียง "ล้านกว่าคน" เม็ดเงินที่หมุนเวียนในระบบมีเพียง "ไม่กี่แสนบาท"
แต่มาถึงปี 2026 บริษัทแพลตฟอร์มดิจิทัลเหล่านี้สร้างรายได้สูงถึง 1.3 - 1.5 ล้านล้านบาท จากจำนวนบัญชีผู้ใช้งานเครือข่าย สูงถึง 55 -60 ล้านบัญชี และสร้างมูลค่าหมุนเวียนผ่านระบบสูงถึง 1.4-1.5 ล้านล้านบาท และอาจแตะถึงระดับ 2 ล้านล้านบาท
ตัวอย่างการเติบโตที่ชัดเจนที่สุดคือ แพลตฟอร์มอย่าง TikTok จากเดิมในช่วงที่ กขค. ทำการศึกษาตลาดยังอยู่ในอันดับที่ 5 แต่ปัจจุบันได้ก้าวขึ้นมาครองอันดับที่ 1 เรียบร้อยแล้ว ในแง่ของโซเชียลคอมเมิร์ซของไทย
เมื่อกฎเกณฑ์เดิมพ่ายแพ้ต่ออัลกอริทึม
อย่างไรก็ดี การเติบโตนี้มาพร้อมกับความท้าทายใหม่ที่สังคมไทยไม่เคยเผชิญหน้ามาก่อน รองศาสตราจารย์สุธรรม กล่าวว่า ในโลกการค้ายุคใหม่ ไม่ได้ต่อสู้เพียงแค่กับตัวบุคคลหรือผู้บริหารบริษัทอีกต่อไป แต่กำลังเผชิญหน้ากับ "ระบบที่มองไม่เห็น" และการแข่งขันที่ขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึมและ AI ซึ่งสร้างความท้าทายในรูปแบบใหม่ คือ "Digital Curse" (ภัยเงียบทางดิจิทัล) หากประชากรยังขาดทักษะความรู้เท่าทัน (Digital Literacy)
โดยตลาดได้เปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบนิเวศดิจิทัล (Digital Ecosystem) ที่เต็มไปด้วยกลไกซับซ้อน เช่น
- การตั้งราคาแบบยืดหยุ่นรายบุคคล (Dynamic Pricing)
- กลยุทธ์ราคาที่เปลี่ยนตามพฤติกรรมรายวินาที หรือการตั้งราคาศูนย์บาทเพื่อทำลายคู่แข่ง ซึ่งเป็นกลไกที่ระบบราคาแบบดั้งเดิมตรวจจับไม่ได้
- บริการที่เหมือนจะฟรีแต่ต้องแลกด้วยข้อมูลส่วนบุคคล (Zero Pricing),
- ปัญหาส่วนแบ่งค่าธรรมเนียม GP
- ตลอดจนการแข่งขันด้านข้อมูล (Data driven Competition)
- และการจ่ายเงินพรีเมียมเพื่อซื้อสิทธิ์ในการเปิดการมองเห็น ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ไม่สามารถใช้วิธีคิดหรือกฎเกณฑ์แบบเดิมในศตวรรษที่ 20 มารับมือได้อีกต่อไป
กติกาเดิมไม่ทัน ตลาดจะวาย
ทั้งนี้ รองศาสตราจารย์สุธรรม กล่าวต่อว่า ปัจจุบันกฎเกณฑ์กติกาการค้าระหว่างประเทศกำลังเผชิญหน้ากับการถูกกัดกร่อน ระบบระงับข้อพิพาทขององค์การการค้าโลก (WTO) หยุดชะงักลง
หลายประเทศหันมาใช้วิธีการกระทำฝ่ายเดียว และเน้นทำข้อตกลงการค้าเสรีระดับภูมิภาคมากขึ้น ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ประเทศไทยไม่สามารถใช้วิธีรับมือในลักษณะ “ซ้ายไปขวา” (Left to Right) หรือการคิดตามลำดับขั้นแบบศตวรรษที่ 20 ที่เน้นตั้งรับและรอให้เกิดพฤติกรรมเอาเปรียบจนตลาดพังพินาศแล้วจึงตามเข้าไปเยียวยาแก้ไขในภายหลัง เนื่องจากในตลาดยุคดิจิทัลมีความเร็วสูงมาก หากมัวแต่เดินตามขั้นตอนเดิม “ตลาดจะวายรวดเร็วมาก” จนรายย่อยไม่มีทางรอด
ทั่วโลกจึงปรับเปลี่ยนแนวคิดการทำงานเป็นแบบ “ขวาไปซ้าย” (Right to Left) คือการเริ่มทำความเข้าใจโครงสร้างตลาดที่แท้จริงและใช้ความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเป็นตัวตั้ง เพื่อกำหนดกติกาเชิงรุกไว้ล่วงหน้า เพื่อปกป้องกลไกตลาดไว้ให้ทันท่วงที
เช่นเดียวกับที่สหภาพยุโรปออกกฎหมาย DMA (Digital Markets Act) และ DSA (Digital Services Act) กฎระเบียบสำคัญที่สร้างขึ้นเพื่อควบคุมดูแลแพลตฟอร์ม ดิจิทัลและบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ให้มีความโปร่งใสเป็นธรรมและปลอดภัยต่อผู้ใช้งานมากขึ้น และญี่ปุ่นออกกฎหมาย MSCA (Mobile Software Competition Act)ในการดูแลระบบซอฟต์แวร์มือถือ
3 เรื่องสำคัญ ที่กำลังจะเปลี่ยนไปในวงการค้าไทย
1. กฎเหล็กเครดิตเทอมใหม่ แต่เดิมเรื่องเครดิตเทอมเคยมีการออกประกาศมานานแล้วในลักษณะของ "แนวปฏิบัติ" หรือ "ไกด์ไลน์" ทว่าในความเป็นจริงกลับไม่มีการนำไปปฏิบัติใช้
กขค. จึงได้ปฏิรูปโดยเปลี่ยนหลักเกณฑ์ภายใต้มาตรา 17 (มาตรา 17 วรรค 3) จากเดิมที่เป็นเพียงไกด์ไลน์ ให้กลายเป็นกฎเกณฑ์ทางปกครองที่มีสภาพบังคับทางกฎหมายอย่างชัดเจน ซึ่งกฎหมายใหม่กำลังรอประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเพื่อบังคับใช้เจาะจงบังคับใช้เฉพาะกลุ่มเพื่ออุ้มรายย่อย
โดยกฎเกณฑ์เครดิตเทอมนี้ไม่ได้บังคับใช้กับทุกคนทั่วไปในประเทศ แต่กำหนดเป้าหมายเพื่อบังคับใช้เฉพาะกับคู่ค้า 2 กลุ่มหลัก คือ "คนที่มีอำนาจตลาด" กับ "คนที่เป็น SME" เนื่องจากผู้ประกอบการรายย่อย เป็นกลุ่มที่มีอำนาจต่อรองต่ำมากในตลาด
ซึ่งจะมีหลักการ "Pay when Paid" ในทางกฎหมายระบุหลักเกณฑ์การจ่ายเงินที่เข้าใจง่ายร่วมกันว่า "Pay when Paid" (จ่ายเมื่อได้รับชำระ) นั่นคือ “คุณต้องจ่ายเมื่อคุณได้รับชำระ” เพื่อป้องกันไม่ให้ธุรกิจขนาดใหญ่ดึงเงินชำระจากรายย่อย
แต่เดิมเกณฑ์กำหนดให้ผู้ประกอบการ SME ต้องคอยแจ้งและพิสูจน์ตัวเองกับคู่ค้าฝั่งผู้ชำระเงินว่าเป็น SME ซึ่งคู่ค้ามักจะอ้างว่าไม่รู้ กฎเกณฑ์ใหม่จึงเปลี่ยนมาใช้ระบบ "สลับภาระการพิสูจน์" (Shifting burden of proof) โดยระบุว่า “คนที่เป็นคนจ่ายเงิน” จะต้องเป็นผู้มีหน้าที่รับทราบสถานะและเป็นฝ่ายพิสูจน์เอง
ต่อไปนี้ไม่ใช่หน้าที่ของ SME ที่ต้องไปพิสูจน์ตัวเอง แต่เป็นหน้าที่ของ "บริษัทใหญ่" ที่ต้องรู้ข้อมูลคู่ค้า และหากจ่ายเงินล่าช้า บริษัทใหญ่ต้องเป็นฝ่ายชี้แจงเหตุผลความจำเป็นเอง
2. แก้กฎหมายให้ยืดหยุ่น "ผิดแล้วคุยกันได้" ไม่ต้องสู้กันจนเจ๊งไปข้าง กฎหมายการแข่งขันทางการค้าของไทยในปัจจุบันค่อนข้างตึงตัว เช่น หากตรวจสอบพบว่าผู้ประกอบการรายใดทำความผิด กระบวนการทางกฎหมายจะบังคับให้ต้องดำเนินคดีไปจนสุดทาง (Go all the way) จนถึงขั้นฟ้องร้องหรือติดคุก โดยไม่มีกลไกการประนีประนอมหรือปรับปรุงตัวระหว่างทาง
ซึ่งโทษปรับตามกฎหมายปัจจุบันนั้นสูงมาก คือคิดเป็น 10% ของรายได้ในส่วนของปีที่กระทำความผิด ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นส่งผลให้ธุรกิจนั้นๆ ต้องล้มละลายไปทั้งหมด
ประเทศไทยกำลังอยู่ในกระบวนการร่างและแก้ไขกฎหมายเพื่อนำระบบ ยินยอมระงับคดี (Settlement) และการยอมรับข้อเสนอคำมั่นเพื่อปรับปรุงพฤติกรรม เข้ามาใช้ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการเจรจา ปรับปรุงพฤติกรรมทางการค้า และยุติคดีได้รวดเร็วขึ้นโดยที่ธุรกิจไม่ต้องล่มสลายไป ซึ่งทางองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ก็ได้มีการติดตามถามไถ่ความคืบหน้าของเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา
มาตรการด่วน "สั่งหยุดพฤติกรรมเอาเปรียบทันที" ในโลกยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างหมุนไวมาก หากรอให้เกิดความเสียหายแล้วค่อยมาฟ้องร้องกันทีหลัง ร้านค้าเล็กๆ คงล้มละลายไปก่อนที่คดีจะตัดสินเสร็จ
กขค. ปรับวิธีคิดเป็นแบบ "ขวาไปซ้าย" (Right to Left) คือมองภาพความเสียหายที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า แล้วใช้อำนาจออกคำสั่ง Cease and Desist Orde หรือ "คำสั่งสั่งหยุดพฤติกรรมเอาเปรียบเป็นการชั่วคราวทันที" แล้วหลังจากนั้นจึงค่อยดำเนินกระบวนการสอบสวนและสู้คดีกันต่อตามขั้นตอนปกติ วิธีนี้เป็นมาตรฐานสากล เช่น ในญี่ปุ่นมีการสั่งหยุดแบบนี้ไปแล้วเกือบ 500 ครั้งในรอบ 5 ปี
3. ยกเลิกระบบร้องเรียนสุดยาก ส่งทีมลงพื้นที่ "หาชาวบ้านถึงที่" ระบบการร้องเรียนแบบเดิมมีขั้นตอนที่เก่าและสร้างภาระให้คนธรรมดาอย่างมาก เพราะหากใครจะร้องเรียนเรื่องโดนเอาเปรียบ ต้องบอกทั้งชื่อ นามสกุล ที่อยู่ตามทะเบียนราษฎร์ เบอร์โทรศัพท์ ไปจนถึงเลขภาษี และต้องแนบหลักฐานให้ครบถ้วนตั้งแต่วันแรก ไม่อย่างนั้นเรื่องจะโดนปัดตกทันที ส่งผลให้ชาวบ้านทั่วไปเข้าไม่ถึงความช่วยเหลือ
ที่ผ่านมาประชาชนไม่รู้ช่องทางสำนักงานของ กขค. ตั้งอยู่ในจุดที่คนทั่วไปส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหน และไม่รู้ว่าจะเดินทางเข้าไปติดต่อร้องเรียนได้อย่างไร เมื่อระบบร้องเรียนแบบเดิมใช้การไม่ได้ กขค. เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ "ไม่นั่งรอให้ชาวบ้านมาหา แต่จะเดินไปหาชาวบ้านเอง" ผ่านโครงการ "โมบายคลินิก" (Mobile Clinic) ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ต่างจังหวัดเพื่อไปเปิดบูธรับฟังความเดือดร้อนและให้ความรู้เรื่องสิทธิการค้าที่เป็นธรรมถึงที่
มีการทดลองทำพื้นที่ทดสอบ "แซนด์บอกซ์ตลาดชุมชน" ในจังหวัดเล็กๆ เพื่อหาโมเดลช่วยหล่อเลี้ยง "ลมหายใจของเศรษฐกิจท้องถิ่น" ให้ยังคงเติบโตต่อไปได้ท่ามกลางการบุกของทุนใหญ่
จากการเดินทางไปในหลายจังหวัดพบว่า ผู้ประกอบการและประชาชนในท้องถิ่นส่วนใหญ่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามีกฎหมายการแข่งขันทางการค้าอยู่ และไม่ทราบว่าตนเองมีสิทธิในการต่อรองหรือมีสิทธิเข้าสู่ตลาดได้อย่างเป็นธรรม
มาตรการเชิงรุกนี้ทำให้เกิดกระแสบอกปากต่อปาก (Word of Mouth) ในกลุ่มผู้ประกอบการ มีผู้เดินทางเข้ามาแจ้งข้อมูลและสะท้อนปัญหาเกี่ยวกับการโดนเอาเปรียบทางการค้าเป็นจำนวนมาก
เปลี่ยนบทบาท จาก “ผู้ตามแก้” เป็น “ผู้อ่านเกมล่วงหน้า”
รองศาสตราจารย์สุธรรม กล่าวว่า ทิศทางของ กขค. ต่อจากนี้จะมุ่งสู่แนวคิดการประเมินแนวโน้มและโครงสร้างตลาดในอนาคต เพื่อออกแบบกติกาให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่เน้นเข้าไปแก้ไขเมื่อเกิดปัญหาแล้ว
เป้าหมายสำคัญคือทำให้การแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมเกิดขึ้นได้จริงในระบบเศรษฐกิจ โดยไม่จำกัดเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ แต่รวมถึง SME และผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องมีโอกาสเติบโตภายใต้กติกาที่เป็นธรรม
ทั้งนี้ กขค. ย้ำแนวคิด “สิทธิและโอกาสในการแข่งขันการค้าที่เสรีและเป็นธรรม” ในฐานะสิทธิพื้นฐานของผู้มีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจ หรือ “Common Good” ซึ่งจะเป็นหลักคิดสำคัญในการออกแบบกติกาการแข่งขันของไทยในยุคดิจิทัล







