posttoday
กขค. รื้อกฎหมายแข่งขันการค้า ดันมาตรการป้องกัน SME ถูกเอาเปรียบ

กขค. รื้อกฎหมายแข่งขันการค้า ดันมาตรการป้องกัน SME ถูกเอาเปรียบ

08 กันยายน 2569

กขค. ปฏิรูปใหญ่ เล็งแก้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า ช่วยธุรกิจไทยไม่ต้องเจ๊ง พร้อมคลอดกฎเหล็ก อุ้ม SME ทั่วประเทศ

คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เดินหน้าปรับโฉมการกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้า รับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนเร็ว โดยเฉพาะการขยายตัวของแพลตฟอร์มดิจิทัล และการแข่งขันที่ขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึมและ AI 

 

ยุคปฏิวัติเศรษฐกิจดิจิทัล บัญชีผู้ใช้พุ่ง 60 ล้านราย

 

รองศาสตราจารย์สุธรรม อยู่ในธรรม รองประธานกรรมการรักษาการแทนประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า กล่าวในงาน TCCT Competition Day 2026 ภายใต้หัวข้อ “เปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจไทย: ปฏิรูปการแข่งขัน สร้างเศรษฐกิจแห่งอนาคต” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (สำนักงาน กขค.) ว่า จาก ข้อมูลการศึกษาของ กขค. สะท้อนการเปลี่ยนแปลงระดับก้าวกระโดดของตลาดแพลตฟอร์มดิจิทัลในประเทศไทย

 

จากเดิม ปี 2022 ปริมาณคนใช้งานแพลตฟอร์มดิจิทัลมีเพียง "ล้านกว่าคน" เม็ดเงินที่หมุนเวียนในระบบมีเพียง "ไม่กี่แสนบาท"

 

แต่มาถึงปี 2026 บริษัทแพลตฟอร์มดิจิทัลเหล่านี้สร้างรายได้สูงถึง 1.3 - 1.5 ล้านล้านบาท จากจำนวนบัญชีผู้ใช้งานเครือข่าย สูงถึง 55 -60 ล้านบัญชี และสร้างมูลค่าหมุนเวียนผ่านระบบสูงถึง 1.4-1.5 ล้านล้านบาท และอาจแตะถึงระดับ 2 ล้านล้านบาท

 

กขค. รื้อกฎหมายแข่งขันการค้า ดันมาตรการป้องกัน SME ถูกเอาเปรียบ

 

ตัวอย่างการเติบโตที่ชัดเจนที่สุดคือ แพลตฟอร์มอย่าง TikTok จากเดิมในช่วงที่ กขค. ทำการศึกษาตลาดยังอยู่ในอันดับที่ 5 แต่ปัจจุบันได้ก้าวขึ้นมาครองอันดับที่ 1 เรียบร้อยแล้ว ในแง่ของโซเชียลคอมเมิร์ซของไทย

 

เมื่อกฎเกณฑ์เดิมพ่ายแพ้ต่ออัลกอริทึม

 

อย่างไรก็ดี การเติบโตนี้มาพร้อมกับความท้าทายใหม่ที่สังคมไทยไม่เคยเผชิญหน้ามาก่อน รองศาสตราจารย์สุธรรม กล่าวว่า ในโลกการค้ายุคใหม่ ไม่ได้ต่อสู้เพียงแค่กับตัวบุคคลหรือผู้บริหารบริษัทอีกต่อไป แต่กำลังเผชิญหน้ากับ "ระบบที่มองไม่เห็น" และการแข่งขันที่ขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึมและ AI ซึ่งสร้างความท้าทายในรูปแบบใหม่ คือ "Digital Curse" (ภัยเงียบทางดิจิทัล) หากประชากรยังขาดทักษะความรู้เท่าทัน (Digital Literacy) 

 

โดยตลาดได้เปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบนิเวศดิจิทัล (Digital Ecosystem) ที่เต็มไปด้วยกลไกซับซ้อน เช่น

  • การตั้งราคาแบบยืดหยุ่นรายบุคคล (Dynamic Pricing)
  • กลยุทธ์ราคาที่เปลี่ยนตามพฤติกรรมรายวินาที หรือการตั้งราคาศูนย์บาทเพื่อทำลายคู่แข่ง ซึ่งเป็นกลไกที่ระบบราคาแบบดั้งเดิมตรวจจับไม่ได้
  • บริการที่เหมือนจะฟรีแต่ต้องแลกด้วยข้อมูลส่วนบุคคล (Zero Pricing),
  • ปัญหาส่วนแบ่งค่าธรรมเนียม GP
  • ตลอดจนการแข่งขันด้านข้อมูล (Data driven Competition)
  • และการจ่ายเงินพรีเมียมเพื่อซื้อสิทธิ์ในการเปิดการมองเห็น ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ไม่สามารถใช้วิธีคิดหรือกฎเกณฑ์แบบเดิมในศตวรรษที่ 20 มารับมือได้อีกต่อไป

 

 

กติกาเดิมไม่ทัน ตลาดจะวาย 

 

ทั้งนี้ รองศาสตราจารย์สุธรรม กล่าวต่อว่า ปัจจุบันกฎเกณฑ์กติกาการค้าระหว่างประเทศกำลังเผชิญหน้ากับการถูกกัดกร่อน ระบบระงับข้อพิพาทขององค์การการค้าโลก (WTO) หยุดชะงักลง

 

หลายประเทศหันมาใช้วิธีการกระทำฝ่ายเดียว และเน้นทำข้อตกลงการค้าเสรีระดับภูมิภาคมากขึ้น ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ประเทศไทยไม่สามารถใช้วิธีรับมือในลักษณะ “ซ้ายไปขวา” (Left to Right) หรือการคิดตามลำดับขั้นแบบศตวรรษที่ 20 ที่เน้นตั้งรับและรอให้เกิดพฤติกรรมเอาเปรียบจนตลาดพังพินาศแล้วจึงตามเข้าไปเยียวยาแก้ไขในภายหลัง เนื่องจากในตลาดยุคดิจิทัลมีความเร็วสูงมาก หากมัวแต่เดินตามขั้นตอนเดิม “ตลาดจะวายรวดเร็วมาก” จนรายย่อยไม่มีทางรอด

 

ทั่วโลกจึงปรับเปลี่ยนแนวคิดการทำงานเป็นแบบ “ขวาไปซ้าย” (Right to Left) คือการเริ่มทำความเข้าใจโครงสร้างตลาดที่แท้จริงและใช้ความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเป็นตัวตั้ง เพื่อกำหนดกติกาเชิงรุกไว้ล่วงหน้า เพื่อปกป้องกลไกตลาดไว้ให้ทันท่วงที

 

เช่นเดียวกับที่สหภาพยุโรปออกกฎหมาย DMA (Digital Markets Act) และ DSA (Digital Services Act) กฎระเบียบสำคัญที่สร้างขึ้นเพื่อควบคุมดูแลแพลตฟอร์ม ดิจิทัลและบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ให้มีความโปร่งใสเป็นธรรมและปลอดภัยต่อผู้ใช้งานมากขึ้น และญี่ปุ่นออกกฎหมาย MSCA (Mobile Software Competition Act)ในการดูแลระบบซอฟต์แวร์มือถือ

 

3 เรื่องสำคัญ ที่กำลังจะเปลี่ยนไปในวงการค้าไทย

 

1. กฎเหล็กเครดิตเทอมใหม่ แต่เดิมเรื่องเครดิตเทอมเคยมีการออกประกาศมานานแล้วในลักษณะของ "แนวปฏิบัติ" หรือ "ไกด์ไลน์" ทว่าในความเป็นจริงกลับไม่มีการนำไปปฏิบัติใช้

 

กขค. จึงได้ปฏิรูปโดยเปลี่ยนหลักเกณฑ์ภายใต้มาตรา 17 (มาตรา 17 วรรค 3) จากเดิมที่เป็นเพียงไกด์ไลน์ ให้กลายเป็นกฎเกณฑ์ทางปกครองที่มีสภาพบังคับทางกฎหมายอย่างชัดเจน ซึ่งกฎหมายใหม่กำลังรอประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเพื่อบังคับใช้เจาะจงบังคับใช้เฉพาะกลุ่มเพื่ออุ้มรายย่อย

 

โดยกฎเกณฑ์เครดิตเทอมนี้ไม่ได้บังคับใช้กับทุกคนทั่วไปในประเทศ แต่กำหนดเป้าหมายเพื่อบังคับใช้เฉพาะกับคู่ค้า 2 กลุ่มหลัก คือ "คนที่มีอำนาจตลาด" กับ "คนที่เป็น SME" เนื่องจากผู้ประกอบการรายย่อย เป็นกลุ่มที่มีอำนาจต่อรองต่ำมากในตลาด

 

ซึ่งจะมีหลักการ "Pay when Paid" ในทางกฎหมายระบุหลักเกณฑ์การจ่ายเงินที่เข้าใจง่ายร่วมกันว่า "Pay when Paid" (จ่ายเมื่อได้รับชำระ) นั่นคือ “คุณต้องจ่ายเมื่อคุณได้รับชำระ” เพื่อป้องกันไม่ให้ธุรกิจขนาดใหญ่ดึงเงินชำระจากรายย่อย

 

แต่เดิมเกณฑ์กำหนดให้ผู้ประกอบการ SME ต้องคอยแจ้งและพิสูจน์ตัวเองกับคู่ค้าฝั่งผู้ชำระเงินว่าเป็น SME ซึ่งคู่ค้ามักจะอ้างว่าไม่รู้ กฎเกณฑ์ใหม่จึงเปลี่ยนมาใช้ระบบ "สลับภาระการพิสูจน์" (Shifting burden of proof) โดยระบุว่า “คนที่เป็นคนจ่ายเงิน” จะต้องเป็นผู้มีหน้าที่รับทราบสถานะและเป็นฝ่ายพิสูจน์เอง

 

ต่อไปนี้ไม่ใช่หน้าที่ของ SME ที่ต้องไปพิสูจน์ตัวเอง แต่เป็นหน้าที่ของ "บริษัทใหญ่" ที่ต้องรู้ข้อมูลคู่ค้า และหากจ่ายเงินล่าช้า บริษัทใหญ่ต้องเป็นฝ่ายชี้แจงเหตุผลความจำเป็นเอง

 

2. แก้กฎหมายให้ยืดหยุ่น "ผิดแล้วคุยกันได้" ไม่ต้องสู้กันจนเจ๊งไปข้าง กฎหมายการแข่งขันทางการค้าของไทยในปัจจุบันค่อนข้างตึงตัว เช่น หากตรวจสอบพบว่าผู้ประกอบการรายใดทำความผิด กระบวนการทางกฎหมายจะบังคับให้ต้องดำเนินคดีไปจนสุดทาง (Go all the way) จนถึงขั้นฟ้องร้องหรือติดคุก โดยไม่มีกลไกการประนีประนอมหรือปรับปรุงตัวระหว่างทาง

 

ซึ่งโทษปรับตามกฎหมายปัจจุบันนั้นสูงมาก คือคิดเป็น 10% ของรายได้ในส่วนของปีที่กระทำความผิด ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นส่งผลให้ธุรกิจนั้นๆ ต้องล้มละลายไปทั้งหมด

 

ประเทศไทยกำลังอยู่ในกระบวนการร่างและแก้ไขกฎหมายเพื่อนำระบบ ยินยอมระงับคดี (Settlement) และการยอมรับข้อเสนอคำมั่นเพื่อปรับปรุงพฤติกรรม เข้ามาใช้ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการเจรจา ปรับปรุงพฤติกรรมทางการค้า และยุติคดีได้รวดเร็วขึ้นโดยที่ธุรกิจไม่ต้องล่มสลายไป ซึ่งทางองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ก็ได้มีการติดตามถามไถ่ความคืบหน้าของเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา

 

มาตรการด่วน "สั่งหยุดพฤติกรรมเอาเปรียบทันที" ในโลกยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างหมุนไวมาก หากรอให้เกิดความเสียหายแล้วค่อยมาฟ้องร้องกันทีหลัง ร้านค้าเล็กๆ คงล้มละลายไปก่อนที่คดีจะตัดสินเสร็จ

 

กขค. ปรับวิธีคิดเป็นแบบ "ขวาไปซ้าย" (Right to Left) คือมองภาพความเสียหายที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า แล้วใช้อำนาจออกคำสั่ง Cease and Desist Orde หรือ "คำสั่งสั่งหยุดพฤติกรรมเอาเปรียบเป็นการชั่วคราวทันที" แล้วหลังจากนั้นจึงค่อยดำเนินกระบวนการสอบสวนและสู้คดีกันต่อตามขั้นตอนปกติ  วิธีนี้เป็นมาตรฐานสากล เช่น ในญี่ปุ่นมีการสั่งหยุดแบบนี้ไปแล้วเกือบ 500 ครั้งในรอบ 5 ปี 

 

3. ยกเลิกระบบร้องเรียนสุดยาก ส่งทีมลงพื้นที่ "หาชาวบ้านถึงที่" ระบบการร้องเรียนแบบเดิมมีขั้นตอนที่เก่าและสร้างภาระให้คนธรรมดาอย่างมาก เพราะหากใครจะร้องเรียนเรื่องโดนเอาเปรียบ ต้องบอกทั้งชื่อ นามสกุล ที่อยู่ตามทะเบียนราษฎร์ เบอร์โทรศัพท์ ไปจนถึงเลขภาษี และต้องแนบหลักฐานให้ครบถ้วนตั้งแต่วันแรก ไม่อย่างนั้นเรื่องจะโดนปัดตกทันที ส่งผลให้ชาวบ้านทั่วไปเข้าไม่ถึงความช่วยเหลือ

 

ที่ผ่านมาประชาชนไม่รู้ช่องทางสำนักงานของ กขค. ตั้งอยู่ในจุดที่คนทั่วไปส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหน และไม่รู้ว่าจะเดินทางเข้าไปติดต่อร้องเรียนได้อย่างไร เมื่อระบบร้องเรียนแบบเดิมใช้การไม่ได้ กขค. เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ "ไม่นั่งรอให้ชาวบ้านมาหา แต่จะเดินไปหาชาวบ้านเอง" ผ่านโครงการ "โมบายคลินิก" (Mobile Clinic) ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ต่างจังหวัดเพื่อไปเปิดบูธรับฟังความเดือดร้อนและให้ความรู้เรื่องสิทธิการค้าที่เป็นธรรมถึงที่

 

มีการทดลองทำพื้นที่ทดสอบ "แซนด์บอกซ์ตลาดชุมชน" ในจังหวัดเล็กๆ เพื่อหาโมเดลช่วยหล่อเลี้ยง "ลมหายใจของเศรษฐกิจท้องถิ่น" ให้ยังคงเติบโตต่อไปได้ท่ามกลางการบุกของทุนใหญ่

 

จากการเดินทางไปในหลายจังหวัดพบว่า ผู้ประกอบการและประชาชนในท้องถิ่นส่วนใหญ่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามีกฎหมายการแข่งขันทางการค้าอยู่ และไม่ทราบว่าตนเองมีสิทธิในการต่อรองหรือมีสิทธิเข้าสู่ตลาดได้อย่างเป็นธรรม

 

มาตรการเชิงรุกนี้ทำให้เกิดกระแสบอกปากต่อปาก (Word of Mouth) ในกลุ่มผู้ประกอบการ มีผู้เดินทางเข้ามาแจ้งข้อมูลและสะท้อนปัญหาเกี่ยวกับการโดนเอาเปรียบทางการค้าเป็นจำนวนมาก

 

เปลี่ยนบทบาท จาก “ผู้ตามแก้” เป็น “ผู้อ่านเกมล่วงหน้า”

 

รองศาสตราจารย์สุธรรม กล่าวว่า ทิศทางของ กขค. ต่อจากนี้จะมุ่งสู่แนวคิดการประเมินแนวโน้มและโครงสร้างตลาดในอนาคต เพื่อออกแบบกติกาให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่เน้นเข้าไปแก้ไขเมื่อเกิดปัญหาแล้ว

 

เป้าหมายสำคัญคือทำให้การแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมเกิดขึ้นได้จริงในระบบเศรษฐกิจ โดยไม่จำกัดเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ แต่รวมถึง SME และผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องมีโอกาสเติบโตภายใต้กติกาที่เป็นธรรม

 

ทั้งนี้ กขค. ย้ำแนวคิด “สิทธิและโอกาสในการแข่งขันการค้าที่เสรีและเป็นธรรม” ในฐานะสิทธิพื้นฐานของผู้มีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจ หรือ “Common Good” ซึ่งจะเป็นหลักคิดสำคัญในการออกแบบกติกาการแข่งขันของไทยในยุคดิจิทัล

 

ข่าวล่าสุด

เจาะลึก Lenovo ยุค Hybrid AI ชูเทคโนโลยี AI PC ใหม่ในงาน 2026

เจาะลึก Lenovo ยุค Hybrid AI ชูเทคโนโลยี AI PC ใหม่ในงาน 2026