
รฟท.ลุยรถไฟทางคู่สายใต้ วงเงิน 1.06 แสนล้าน เชื่อมมาเลเซีย
ครม.ไฟเขียวรถไฟทางคู่สายใต้ระยะ 2 รวม 502 กม. วงเงิน 1.06 แสนล้าน รฟท.เตรียมเปิดประมูลปี 2570 หวังเพิ่มศักยภาพขนส่ง-ท่องเที่ยว
KEY
POINTS
- รฟท. ได้รับอนุมัติจาก ครม. ให้ดำเนินโครงการรถไฟทางคู่สายใต้ ระยะที่ 2 วงเงินกว่า 1.06 แสนล้านบาท ครอบคลุม 3 ช่วง ตั้งแต่ชุมพรถึงปาดังเบซาร์
- โครงการมีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจภาคใต้และขยายเส้นทางขนส่งสินค้าและการท่องเที่ยวไปยังประเทศมาเลเซียผ่านด่านปาดังเบซาร์
- คาดว่าจะเปิดประมูลได้ภายในปี 2570 และก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมเปิดใช้งานในปี 2576 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางและโลจิสติกส์
การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เดินหน้าขยายโครงข่ายรถไฟทางคู่สายใต้ หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มติอนุมัติโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่สายใต้
ระยะที่ 2 จำนวน 3 ช่วง ได้แก่ ชุมพร–สุราษฎร์ธานี สุราษฎร์ธานี–ชุมทางหาดใหญ่ และชุมทางหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ รวมระยะทางประมาณ 502.45 กิโลเมตร วงเงินลงทุนรวม 106,798.32 ล้านบาท
รฟท.ระบุว่า โครงการดังกล่าวเป็นการต่อยอดโครงข่ายรถไฟทางคู่สายใต้จากระยะที่ 1 โดยมีเป้าหมายเพิ่มความจุของเส้นทาง รองรับการเดินทางของประชาชน การท่องเที่ยว และการขนส่งสินค้า ตลอดจนยกระดับประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ของภาคใต้
ปัจจุบันเส้นทางบางช่วงยังเป็นระบบทางเดี่ยว ทำให้ขบวนรถที่เดินสวนทางกันต้องรอหลีกตามสถานี เมื่อพัฒนาเป็นทางคู่แล้ว
ขบวนรถจะสามารถเดินสวนทางกันได้โดยไม่ต้องรอสับหลีก ช่วยเพิ่มความจุของเส้นทาง ลดระยะเวลาการเดินทาง เพิ่มความคล่องตัว และช่วยให้การเดินรถตรงต่อเวลามากขึ้น
นอกจากงานก่อสร้างทางคู่แล้ว โครงการยังครอบคลุมการปรับปรุงระบบอาณัติสัญญาณ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัย รวมถึงรองรับการเพิ่มความถี่ของขบวนรถโดยสารและรถสินค้าในอนาคต
เปิดทางรถไฟเชื่อมเศรษฐกิจภาคใต้
สำหรับเส้นทางทั้ง 3 ช่วง จะช่วยเชื่อมพื้นที่เศรษฐกิจ เมืองสำคัญ แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่ผลิตตลอดแนวภาคใต้เข้าสู่โครงข่ายรถไฟสายหลักของประเทศ
โดยเฉพาะชุมพร สุราษฎร์ธานี และชุมทางหาดใหญ่ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมโยงการเดินทางและการขนส่งสำคัญของภาคใต้
ขณะที่ช่วง ชุมทางหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ มีบทบาทสำคัญในระดับภูมิภาค เนื่องจากเป็นเส้นทางเชื่อมต่อประเทศไทยกับมาเลเซียผ่านด่านปาดังเบซาร์
เพิ่มทางเลือกในการขนส่งสินค้าทางรางระหว่างประเทศ และสนับสนุนการค้า การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ
การพัฒนาเส้นทางดังกล่าวจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางภายในประเทศ แต่ยังเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการขยายตัวของระบบรางและการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนในอนาคต
ปรับทางรถไฟหาดใหญ่เป็นสะพานบก 3 กม.
อีกประเด็นที่ รฟท.ให้ความสำคัญ คือการออกแบบโครงสร้างทางรถไฟในพื้นที่หาดใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับการบริหารจัดการน้ำและลดผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม
โดยปรับรูปแบบจากคันทางเป็น สะพานบก (Viaduct) ในช่วงคลอง ร.1 ถึงคลองอู่ตะเภา ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร
การปรับรูปแบบดังกล่าวมีเป้าหมายลดการกีดขวางทางไหลของน้ำ และเปิดพื้นที่ใต้แนวทางรถไฟให้น้ำสามารถระบายผ่านได้มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดฝนตกหนักและมีน้ำหลากเข้าสู่พื้นที่หาดใหญ่
รฟท.ระบุว่า โครงสร้างสะพานบกยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการระบบระบายน้ำในอนาคต รวมถึงเพิ่มความมั่นคงของโครงสร้างทางรถไฟและช่วยให้การเดินรถมีความต่อเนื่องมากขึ้นในสถานการณ์น้ำท่วม
ส่วนเส้นทาง ชุมทางหาดใหญ่–สงขลา ระยะทางประมาณ 29.22 กิโลเมตร ซึ่งยังมีประเด็นผู้บุกรุกพื้นที่ จะนำไปพิจารณาดำเนินการในระยะต่อไป โดยโครงการที่ ครม.อนุมัติครั้งนี้จะมุ่งพัฒนาโครงข่ายหลักตั้งแต่ชุมพร ผ่านสุราษฎร์ธานีและชุมทางหาดใหญ่ ไปจนถึงปาดังเบซาร์
เตรียมประมูลปี 2570 เปิดใช้ปี 2576
หลังได้รับความเห็นชอบจาก ครม. รฟท.จะเดินหน้าจัดเตรียมเอกสารประกวดราคาและดำเนินกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ก่อนพิจารณาข้อเสนอและเสนอผลการจัดซื้อจัดจ้างตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
รฟท.คาดว่าจะสามารถประกวดราคาและลงนามสัญญาได้ภายในปี 2570 และตั้งเป้าดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จภายในปี 2576
โครงการรถไฟทางคู่สายใต้ ระยะที่ 2 จึงเป็นอีกหนึ่งโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่มีนัยสำคัญต่อการยกระดับระบบรางไทย
เพราะนอกจากเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางและขนส่งสินค้าแล้ว ยังช่วยเชื่อมโยงเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของภาคใต้ และต่อยอดโครงข่ายทางรางจากปาดังเบซาร์เข้าสู่มาเลเซีย รองรับการค้าและการขนส่งระหว่างประเทศในระยะยาว







