
พลังอ้อยขับเคลื่อนโลก จาก “น้ำมันบนดิน” สู่ “เอทานอล” พลังงานแห่งอนาคต
จากไร่อ้อยสู่ถังน้ำมัน เอทานอลกำลังเปลี่ยนพืชเศรษฐกิจเป็นพลังงานทางเลือก ไทย–บราซิล–อินเดียเร่งใช้ ลดพึ่งพาฟอสซิล มุ่งสู่โลกคาร์บอนต่ำ
KEY
POINTS
- อ้อยเป็นพืชพลังงานสำคัญที่ไม่ได้มีคุณค่าแค่การผลิตน้ำตาล แต่สามารถแปรรูปเป็น "เอทานอล" เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ และส่วนเหลือใช้อย่างชานอ้อยยังนำไปผลิตไฟฟ้าชีวมวลได้
- เอทานอลที่ผลิตจากอ้อยและกากน้ำตาลถูกนำไปผสมกับน้ำมันเบนซินเป็น "แก๊สโซฮอล์" ซึ่งเป็นพลังงานทดแทนที่ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
- ศักยภาพของเอทานอลจากอ้อยสามารถต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้หลากหลาย เช่น เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) วัตถุดิบในอุตสาหกรรมยาและเครื่องสำอาง รวมถึงผลิตภัณฑ์ชีวภาพอื่นๆ เพื่อมุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
หาก “น้ำมัน” คือขุมพลังที่ทำให้โลกเดินทางมาไกลตลอดศตวรรษที่ผ่านมา วันนี้โลกกำลังมองหาคำตอบใหม่ว่า จะมีพลังงานจากธรรมชาติชนิดใดที่สามารถเข้ามาช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลได้
คำตอบหนึ่งอาจอยู่ใกล้กว่าที่คิด และเติบโตอยู่บนผืนดินของประเทศไทยมาโดยตลอด นั่นคือ “อ้อย”
เพราะอ้อยไม่ได้มีคุณค่าเพียงในฐานะวัตถุดิบผลิตน้ำตาล แต่ยังสามารถเดินทางต่อไปเป็นเอทานอล เชื้อเพลิงชีวภาพที่นำไปผสมกับน้ำมันเบนซินเพื่อใช้ในรถยนต์
ขณะที่ชานอ้อยและวัสดุเหลือใช้จากไร่สามารถถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า และผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตยังสามารถต่อยอดเป็นวัตถุดิบชีวภาพรูปแบบใหม่ได้อีกมาก
นี่คือแนวคิดที่สะท้อนผ่านวิสัยทัศน์ “Sugarcane Energizes the World” ของกลุ่มมิตรผล ที่ต้องการยกระดับคุณค่าของอ้อยจากพืชเศรษฐกิจ สู่การเป็นวัตถุดิบสำหรับอาหาร พลังงาน วัสดุชีวภาพ และผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์โลกยุคคาร์บอนต่ำ
และหนึ่งในเส้นทางที่น่าจับตามองที่สุด คือการเดินทางของอ้อยจากไร่สู่ “น้ำมันบนดิน”
จากกากน้ำตาล สู่เชื้อเพลิงในถังรถ
เบื้องหลังการผลิตน้ำตาลไม่ได้มีเพียงน้ำตาลที่เราบริโภค แต่ยังมีผลพลอยได้อีกหลายชนิดที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้
หนึ่งในนั้นคือ “กากน้ำตาล” หรือ Molasses ซึ่งเกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตน้ำตาล และสามารถนำมาเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตเอทานอล
กลุ่มมิตรผลนำแนวคิดนี้มาต่อยอด โดยมีธุรกิจเอทานอลที่ใช้ผลผลิตจากอุตสาหกรรมน้ำตาลเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่กากน้ำตาลไปจนถึงเอทานอลสำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิง ขณะเดียวกันยังพัฒนาเอทานอลเกรดความบริสุทธิ์สูงสำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรมอื่น ๆ
ในเชิงกระบวนการ เอทานอลเกิดจากการหมักน้ำตาลให้เปลี่ยนเป็นแอลกอฮอล์ ก่อนผ่านการกลั่นและทำให้บริสุทธิ์ โดยกระทรวงพลังงานของไทยระบุว่า เอทานอลสำหรับนำไปผสมในน้ำมันต้องมีความบริสุทธิ์อย่างน้อย 99.5% โดยปริมาตร
เมื่อเอทานอลถูกนำไปผสมกับน้ำมันเบนซิน จึงเกิดเป็น “แก๊สโซฮอล์” ที่ผู้บริโภคเติมเข้าสู่รถยนต์ในชีวิตประจำวัน
ข้อมูลของกลุ่มมิตรผลระบุว่า ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าชีวมวลในประเทศไทย 23 แห่ง กำลังการผลิตรวม 957 เมกะวัตต์ และสามารถจำหน่ายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาครวม 330 เมกะวัตต์
ประเทศไทยเองมีประสบการณ์กับเอทานอลมาอย่างต่อเนื่อง โดยวัตถุดิบสำคัญมาจากทั้งอ้อยและมันสำปะหลัง ขณะที่กากน้ำตาลจากอุตสาหกรรมน้ำตาลถือเป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิตเอทานอล
ข้อมูลของกระทรวงพลังงานระบุว่า โรงงานผลิตเอทานอลของไทยในข้อมูลที่เผยแพร่ปี 2565 มีทั้งหมด 27 โรง มีกำลังการผลิตรวมประมาณ 6.57 ล้านลิตรต่อวัน
โดยแบ่งเป็นโรงงานที่ใช้กากน้ำตาล/อ้อย 12 โรง กำลังการผลิต 3.43 ล้านลิตรต่อวัน โรงงานที่ใช้มันสำปะหลัง/แป้งมัน 10 โรง กำลังการผลิต 2.09 ล้านลิตรต่อวัน และโรงงานที่ใช้ทั้งกากน้ำตาล อ้อย และมันสำปะหลังอีก 5 โรง กำลังการผลิต 1.05 ล้านลิตรต่อวัน
ขณะเดียวกัน ภาครัฐกำหนดให้แก๊สโซฮอล์เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการใช้พลังงานทดแทนในภาคขนส่ง เพราะเอทานอลสามารถผลิตจากวัตถุดิบทางการเกษตรภายในประเทศ ช่วยเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในระบบเชื้อเพลิง และลดความต้องการใช้น้ำมันฟอสซิลบางส่วน
สิ่งสำคัญคือ เอทานอลไม่ได้เป็นเพียง “เชื้อเพลิงทางเลือก” ที่อยู่ในนโยบายบนกระดาษ แต่เป็นเชื้อเพลิงที่เดินทางมาถึงถังน้ำมันของผู้บริโภคจริงแล้ว
เปลี่ยนทุกส่วนของอ้อยให้มีคุณค่า
ปัจจุบัน กลุ่มมิตรผลคือผู้ผลิตเอทานอลรายใหญ่อันดับ 1 ในอาเซียน ด้วยกำลังการผลิต 500 ล้านลิตรต่อปี ช่วยลดการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปของประเทศได้ถึง 350 ล้านลิตรต่อปี และพร้อมต่อยอดสู่เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) รวมถึงวัตถุดิบในอุตสาหกรรมยาและเครื่องสำอางแห่งอนาคต
นอกจากนั้น โรงไฟฟ้าชีวมวลของกลุ่มมิตรผลทั้ง 22 แห่ง กำลังการผลิตรวมกว่า 700 เมกะวัตต์ต่อปีได้ส่งจ่ายกระแสไฟฟ้าสะอาดให้กับทั้งภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย
ช่วยลดการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลของประเทศได้กว่า 3,000 ล้านหน่วย หรือประมาณ 8% ของการนำเข้าทั้งหมดในปี 2024 พร้อมสร้างคาร์บอนเครดิต 1,000,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี
และใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC) อีก 1,000,000 RECs ต่อปี ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการนำประเทศไทยมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero 2050
นวัตกรรมจากอ้อยยังสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และการดูแลตัวเองของผู้คนในหลากหลายมิติ จากจุดเริ่มต้นของการผลิตน้ำตาลทรายบริสุทธิ์ น้ำเชื่อมเข้มข้นรสต่างๆ และน้ำตาลกลุ่มทางเลือกสุขภาพ เพื่อเป็นวัตถุดิบให้ผู้ประกอบการ เชฟ จนถึงผู้บริโภค นำไปรังสรรค์เมนูโปรด
จนขยายต่อยอดไปสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพและความงาม เช่นการสกัดอ้อยให้เป็นพรีไบโอติกไฟเบอร์ธรรมชาติที่ช่วยปรับสมดุลระบบทางเดินอาหาร
หรือการผสานสารสกัดจากอ้อยเข้ากับวัตถุดิบธรรมชาติจนได้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณที่อ่อนโยน ฟื้นฟูผิวให้แข็งแรง และปลอดภัยจากสารเคมี
ยิ่งไปกว่านั้น ในมิติของ Eco-Living เส้นใยอ้อยและมันสำปะหลังได้ถูกนำมาต่อยอดเป็นบรรจุภัณฑ์ชีวภาพในกลุ่ม Bio-Material ที่มีจุดเด่นคือความสามารถในการย่อยสลายทางชีวภาพได้เองตามธรรมชาติ 100% ภายในเวลาเพียง 6 เดือน เปลี่ยนขยะให้กลายเป็นสารอาหารคืนสู่ผืนดิน
อ้อยหนึ่งต้นจึงไม่ได้มีเพียง “น้ำตาล” แต่สามารถให้ทั้งอาหาร เชื้อเพลิง และพลังงานไฟฟ้า
"บราซิล" ต้นแบบโลกที่ใช้อ้อยเป็นเชื้อเพลิงจริง
หากประเทศไทยกำลังพัฒนาเส้นทางนี้ บราซิลคือประเทศที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอ้อยสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบพลังงานระดับประเทศได้จริง
บราซิลเริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมเอทานอลจากอ้อยอย่างจริงจังตั้งแต่ทศวรรษ 1970 และปัจจุบันมีระบบเชื้อเพลิงที่รองรับการใช้เอทานอลในระดับสูง
ข้อมูลจาก Energy Research Office หรือ EPE ของบราซิลระบุว่า ในปี 2025 บราซิลผลิตอ้อยประมาณ 659.4 ล้านตัน และผลิตเอทานอลจากอ้อยประมาณ 28.7 พันล้านลิตร
ที่สำคัญ เอทานอลของบราซิลไม่ได้ถูกใช้เพียงในฐานะส่วนผสมเล็ก ๆ ของน้ำมัน แต่มีทั้งเอทานอลไร้น้ำที่นำไปผสมในน้ำมันเบนซิน และเอทานอลไฮเดรตที่จำหน่ายเป็นเชื้อเพลิงโดยตรง
รถยนต์แบบ Flex-Fuel ของบราซิลยังสามารถรองรับการใช้เชื้อเพลิงที่มีเอทานอลในสัดส่วนสูง ทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกใช้เชื้อเพลิงตามสภาพตลาด
ยิ่งไปกว่านั้น บราซิลเพิ่งเพิ่มระดับการใช้เอทานอลในน้ำมันเบนซินขึ้นอีก โดยกำหนด E30 และในปี 2026 ได้ประกาศใช้น้ำมัน E32 ซึ่งมีเอทานอลไร้น้ำ 32% เป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2026
"อินเดีย" เอทานอลกำลังกลายเป็นยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางพลังงาน
อินเดียก็เป็นอีกประเทศที่กำลังเร่งเดินหน้าใช้เอทานอลในภาคขนส่ง รัฐบาลอินเดียระบุว่า การผสมเอทานอลในน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นจากเพียง 1.53% ในปี 2013-14 เป็น 19.24% ในปี 2024-25 และแตะระดับ 20% ในปี 2025-26
ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นภายในเวลาไม่ถึงสองทศวรรษ และสะท้อนว่าเอทานอลไม่ได้ถูกมองเพียงเป็นเชื้อเพลิงทางเลือก แต่ยังเป็นเครื่องมือในการลดการนำเข้าน้ำมันและเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน
รัฐบาลอินเดียประเมินว่า ระหว่างปี 2014-15 ถึงเดือนมิถุนายน 2025 การใช้นโยบายผสมเอทานอลช่วยทดแทนน้ำมันดิบประมาณ 24.5 ล้านตัน และช่วยประหยัดเงินตราต่างประเทศมากกว่า 1.44 ล้านล้านรูปี
จากรถยนต์ สู่ SAF และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
เส้นทางของเอทานอลไม่ได้จำเป็นต้องหยุดอยู่ที่รถยนต์
เมื่อโลกกำลังเร่งลดการปล่อยคาร์บอนในภาคการบิน ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้ยาก การนำเอทานอลไปต่อยอดเป็นวัตถุดิบสำหรับ Sustainable Aviation Fuel หรือ SAF จึงกลายเป็นอีกหนึ่งทิศทางที่อุตสาหกรรมกำลังจับตามอง
กลุ่มมิตรผลเองก็วางเป้าหมายในการต่อยอดเอทานอลไปสู่ SAF และการใช้งานในอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น อาหาร ยา เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ชีวภาพ
นั่นทำให้ “เอทานอล” ไม่ได้มีความหมายเพียงน้ำมันที่เติมเข้าไปในรถยนต์ แต่กำลังกลายเป็นแพลตฟอร์มวัตถุดิบชีวภาพที่สามารถต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมใหม่







