
ท่องเที่ยวยั่งยืน “ขายได้ ขายดี ขายนาน” เปลี่ยนโลกใหม่เป็นโอกาสธุรกิจ
กูรูการตลาด นักวิชาการ รัฐ-เอกชน ชี้ความยั่งยืนไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ แต่คือจุดขายใหม่ วัดผลได้ สร้างความต่าง ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ และโตได้ระยะยาว
KEY
POINTS
- การท่องเที่ยวยั่งยืนได้เปลี่ยนจากเรื่องภาพลักษณ์มาเป็น "จุดขาย" ใหม่ที่สำคัญ เนื่องจากนักท่องเที่ยวปัจจุบันให้คุณค่ากับการเดินทางที่สร้างผลกระทบเชิงบวกและมองหาประสบการณ์ที่มีความหมาย
- ผู้ประกอบการต้องปรับตัวตามระเบียบโลกใหม่ 4 ด้าน (4 New Lenses) ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), ความยั่งยืนที่วัดผลได้ และพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน
- ความยั่งยืนในยุคใหม่ต้องสามารถ "วัดผลได้" เป็นรูปธรรม เช่น การลดการใช้พลังงาน หรือการสร้างรายได้ให้ชุมชน เพื่อเปลี่ยนจากการทำดีให้กลายเป็นคุณค่าที่จับต้องได้และสื่อสารไปยังลูกค้า
- การลงทุนในความยั่งยืนคือการรักษาสินค้า (แหล่งท่องเที่ยว ทรัพยากร วัฒนธรรม) ให้มีคุณภาพ เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว และสร้างสมดุลระหว่างความสุขของนักท่องเที่ยวและชุมชนเจ้าบ้าน
ท่องเที่ยวยั่งยืน “ขายได้ ขายดี ขายนาน” เมื่อความยั่งยืนไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ แต่คือสินค้าใหม่ของการท่องเที่ยวไทย
โลกของการท่องเที่ยวในวันนี้ไม่ได้แข่งขันกันเพียงว่า “ที่ไหนสวยกว่า” หรือ “ที่ไหนราคาถูกกว่า” คำถามสำคัญกำลังเปลี่ยนไปเป็นว่า การเดินทางครั้งนี้ให้อะไรกลับคืนมาบ้าง
ได้พัก ได้สัมผัสธรรมชาติ ได้รู้จักผู้คน ได้เรียนรู้วัฒนธรรม และในเวลาเดียวกัน การเดินทางนั้นได้สร้างอะไรให้กับพื้นที่ที่ไปเยือนหรือไม่
นี่คือโจทย์ใหม่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย เมื่อคำว่า “ความยั่งยืน” กำลังขยับจากเรื่องของภาพลักษณ์และความรับผิดชอบต่อสังคม มาเป็นหนึ่งในเหตุผลที่นักท่องเที่ยวใช้ตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการ
ธุรกิจท่องเที่ยวจึงอาจต้องเปลี่ยนวิธีคิดครั้งใหญ่ จากเดิมที่มอง “ความยั่งยืน” เป็นต้นทุนที่ต้องจ่าย กลายเป็นการลงทุนเพื่อสร้างความแตกต่าง และหากทำอย่างถูกวิธี ความยั่งยืนสามารถกลายเป็นทั้ง จุดขาย ลดต้นทุน เพิ่มคุณค่า และสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ด้วยเหตุนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับโครงการ STAR (Sustainable Tourism Acceleration Rating) และคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีเสวนา “ท่องเที่ยวยั่งยืนที่ขายได้ ขายดี ขายนาน”
ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน เพื่อชวนภาครัฐ นักวิชาการ นักการตลาด และผู้ประกอบการ มาร่วมถอดรหัสว่า เมื่อโลกเปลี่ยน ธุรกิจท่องเที่ยวไทยต้องเปลี่ยนอย่างไร
เมื่อกติกาโลกเปลี่ยน การท่องเที่ยวก็ต้องเปลี่ยนเลนส์
ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล หัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย มองว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ การใช้ตรรกะหรือข้อมูลในอดีตมาอธิบายพฤติกรรมตลาดเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป
สำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยว สิ่งสำคัญคือการมองโลกผ่าน “4 เลนส์ระเบียบโลกใหม่” ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ ปัญญาประดิษฐ์ใหม่ ความยั่งยืนใหม่ และคนรุ่นใหม่
1. New Geopolitics เมื่อ “ลูกค้า” อาจไม่ได้ชอบกัน
ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์กำลังส่งผลต่อการเดินทางมากขึ้น ทั้งเส้นทางบิน ความปลอดภัย ราคาพลังงาน เศรษฐกิจ และพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว
ผู้ประกอบการจึงไม่สามารถมองนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นเพียง “ลูกค้า” แต่ต้องเข้าใจบริบทของแต่ละตลาด รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่อาจส่งผลต่อความรู้สึกและการตัดสินใจเดินทาง
ตลาดที่เคยเติบโตอาจชะลอตัว ตลาดใหม่อาจเกิดขึ้น ขณะที่พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวแต่ละประเทศอาจเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว
การตลาดยุคใหม่จึงไม่ใช่เพียงการถามว่า “ใครมีกำลังซื้อ” แต่ต้องถามต่อว่า “เขาเป็นใคร เขามาจากบริบทแบบไหน และโลกกำลังเปลี่ยนพฤติกรรมของเขาอย่างไร”
2. New AI เมื่อ AI เริ่มเข้ามาช่วย “ตัดสินใจซื้อ”
อีกแรงสั่นสะเทือนสำคัญคือ AI ซึ่งกำลังเปลี่ยนตั้งแต่การค้นหาข้อมูล วางแผนทริป เปรียบเทียบราคา ไปจนถึงการตัดสินใจซื้อ
ในอนาคต นักท่องเที่ยวอาจไม่ได้เป็นผู้ค้นหาโรงแรม ร้านอาหาร หรือสถานที่ท่องเที่ยวด้วยตัวเองทั้งหมด แต่มี AI เป็นผู้ช่วยคัดเลือกและตัดสินใจแทน
นั่นหมายความว่า หากคู่แข่งสามารถใช้ AI สร้างคอนเทนต์ วิเคราะห์ลูกค้า สื่อสารหลายภาษา และออกแบบข้อเสนอเฉพาะบุคคลได้ ขณะที่ธุรกิจของเรายังทำการตลาดด้วยวิธีเดิม ความสามารถในการแข่งขันก็อาจลดลงอย่างรวดเร็ว
โจทย์จึงไม่ใช่ “จะใช้ AI หรือไม่” แต่เป็น “จะใช้ AI อย่างไรให้ธุรกิจเข้าใจลูกค้ามากขึ้นและขายได้ตรงใจขึ้น”
3. New Sustainability จาก “ทำดี” สู่ “วัดได้”
ความยั่งยืนในยุคใหม่ไม่ได้จบที่การบอกว่าองค์กร “รักษ์โลก” แต่ต้องตอบให้ได้ว่า ทำอะไร ลดผลกระทบได้เท่าไร และเกิดผลลัพธ์จริงอย่างไร
ตั้งแต่การลดการใช้พลังงาน ลดขยะ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่น ไปจนถึงการสร้างรายได้ให้ชุมชน ทุกอย่างสามารถกลายเป็นข้อมูลที่สะท้อนคุณค่าของธุรกิจได้
ผศ.ดร.เอกก์ มองว่า การเดินทางของธุรกิจสู่ความยั่งยืนควรเริ่มตั้งแต่การปฏิบัติตามกฎหมาย การเก็บและวัดผลข้อมูล การรับรองในระดับประเทศ การยกระดับสู่มาตรฐานสากล และท้ายที่สุดคือการค้นหา “จุดขาย” ที่สามารถเปลี่ยนความยั่งยืนให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ
เพราะในวันที่ลูกค้าให้ความสำคัญกับผลกระทบของการเดินทาง การมีข้อมูลที่พิสูจน์ได้จึงมีน้ำหนักมากกว่าคำโฆษณาเพียงอย่างเดียว
4. New Generation เข้าใจคนรุ่นใหม่ก่อนขายให้คนรุ่นใหม่
พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวแต่ละเจเนอเรชันแตกต่างกันมากขึ้น ทั้งช่องทางการรับข้อมูล ความสนใจ และวิธีตัดสินใจซื้อ
สิ่งที่ได้รับความนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่อาจไม่ได้อยู่ในสายตาของคนรุ่นอื่นเลย ไม่ว่าจะเป็นคอนเทนต์ออนไลน์ เกม แพลตฟอร์มใหม่ หรือชุมชนเฉพาะทาง
ดังนั้น ธุรกิจที่ต้องการจับตลาดคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะตลาดครอบครัวหรือตลาดเฉพาะกลุ่ม จำเป็นต้องเข้าใจ “โลกของลูกค้า” ให้มากพอ ก่อนจะออกแบบสินค้าและการสื่อสาร
4 กติกาใหม่ เปลี่ยนความยั่งยืนให้ “ขายได้”
จาก 4 เลนส์ดังกล่าว ผศ.ดร.เอกก์ เสนอ 4 กติกาสำคัญสำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยว ได้แก่ เจาะกลุ่มเป้าหมาย จับอารมณ์ลูกค้า ใช้ AI และจุนเจือสังคม
กติกาแรกคือ อย่าพยายามขายให้ทุกคน
ในโลกที่การแข่งขันสูงขึ้น การค้นหาตลาดเฉพาะกลุ่มอาจสร้างโอกาสมากกว่าการพยายามจับตลาดแมส เช่น นักท่องเที่ยวที่มีความต้องการเฉพาะ กลุ่มครอบครัว กลุ่มที่สนใจสุขภาพ หรือกลุ่มที่ต้องการประสบการณ์เฉพาะทาง
เมื่อกลุ่มเป้าหมายชัด สินค้าและประสบการณ์ก็สามารถออกแบบให้ตอบโจทย์ได้ลึกขึ้นกติกาที่สองคือ อย่าขายแค่สถานที่ แต่ต้องขายความรู้สึก
นักท่องเที่ยวไม่ได้ซื้อเพียงห้องพัก วิว หรือกิจกรรม แต่ซื้อความรู้สึกที่จะได้รับจากการเดินทาง บางคนต้องการความสงบ บางคนต้องการการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ บางคนต้องการเรียนรู้วัฒนธรรม และบางคนต้องการกลับบ้านพร้อมเรื่องราวที่มีความหมาย
ดังนั้น การขาย “ประสบการณ์” จึงสำคัญไม่แพ้การขายสินค้า
กติกาที่สามคือ ใช้ AI เป็นเครื่องมือเพิ่มพลังทางการตลาด ตั้งแต่การคิดคอนเทนต์ เขียนสคริปต์ สร้างภาพ แปลภาษา ไปจนถึงการวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า
และกติกาสุดท้ายคือ ธุรกิจต้องเติบโตไปพร้อมกับสังคม
เพราะในยุคที่นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับคุณค่าของพื้นที่ ธุรกิจที่สร้างประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชนย่อมมีเรื่องราวที่แตกต่างและมีความหมายมากกว่า
แหล่งท่องเที่ยวคือ “สินค้า” และความยั่งยืนคือความแตกต่าง
นางสาวเอิบลาภ ศรีภิรมย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสินค้าการท่องเที่ยว ททท. ชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญว่า หากมองในมุมธุรกิจ แหล่งท่องเที่ยวก็คือสินค้าหลัก
เมื่อสินค้าเสื่อมคุณภาพ ธุรกิจก็ไม่สามารถเติบโตได้ในระยะยาว
ธรรมชาติ วัฒนธรรม ภูมิปัญญา และวิถีชีวิตของชุมชน จึงไม่ใช่เพียงฉากหลังของการท่องเที่ยว แต่คือทรัพยากรที่สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจโดยตรง
การดูแลทรัพยากรเหล่านี้จึงไม่ใช่เพียงการ “ทำเพื่อโลก” แต่เป็นการรักษาสินค้าของตัวเองให้ยังขายได้ในอนาคต และที่สำคัญ การลงทุนเพื่อความยั่งยืนไม่ได้หมายความว่าทุกธุรกิจต้องลงทุนด้วยเงินจำนวนมหาศาล
บางเรื่องเริ่มต้นจากการเปลี่ยนวิธีคิดและกระบวนการทำงาน เช่น ลดการใช้ไฟฟ้า เปลี่ยนหลอดไฟประหยัดพลังงาน ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ หรือเลือกใช้วัตถุดิบจากชุมชน
สิ่งที่เกิดขึ้นจึงมีทั้งการลดต้นทุน สร้างรายได้ให้ท้องถิ่น ลดการขนส่ง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
เมื่อธุรกิจสามารถนำสิ่งเหล่านี้มาเล่าเป็นเรื่องราวพร้อมตัวเลขที่พิสูจน์ได้ ความยั่งยืนก็จะไม่ใช่ “ต้นทุน” ที่มองไม่เห็นอีกต่อไป แต่กลายเป็น คุณค่าที่ลูกค้ารับรู้ได้
STAR เปลี่ยนความตั้งใจให้กลายเป็น “ระบบวัดผล”
หนึ่งในโจทย์ใหญ่ของธุรกิจเอสเอ็มอีคือ ความพร้อมในการลงทุนและจัดการเรื่องความยั่งยืนอาจแตกต่างจากธุรกิจขนาดใหญ่
ททท. จึงสนับสนุนผู้ประกอบการผ่าน STAR (Sustainable Tourism Acceleration Rating) หรือระบบการให้ดาวแห่งความยั่งยืน เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการประเมินตนเองตามเกณฑ์เป้าหมายการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หรือ STGs (Sustainable Tourism Goals) ในระดับ 3–5 ดาว
หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนดาวเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำให้ผู้ประกอบการเห็นว่า วันนี้ตัวเองอยู่ตรงไหน และจะเดินต่อไปอย่างไร
ตั้งแต่การลดผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศ การจัดการของเสีย ไปจนถึงการสร้างเครือข่ายด้านความยั่งยืน ล้วนสามารถพัฒนาเป็นกระบวนการที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจได้
ความยั่งยืนไม่ได้มีแค่ “สีเขียว”
รศ.ดร.ณัฐพล อัสระรัตน์ ประธานหลักสูตร MBA คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขยายภาพความยั่งยืนให้กว้างออกไปว่า การท่องเที่ยวยั่งยืนไม่ได้หมายถึงเพียงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
แต่ยังรวมถึง ชุมชน วัฒนธรรม และทรัพยากรในพื้นที่ เพราะนักท่องเที่ยวไม่ได้เดินทางเข้ามาเพียงเพื่อใช้สถานที่ แต่เข้ามา “ใช้ชีวิตชั่วคราว” ในพื้นที่หนึ่ง ๆ และสัมผัสกับผู้คน วิถีชีวิต และวัฒนธรรมของเจ้าบ้าน
คำถามจึงอยู่ที่ว่า เมื่อพวกเขากลับไปแล้ว พื้นที่นั้นเหลืออะไรไว้บ้าง
หากธรรมชาติได้รับการดูแล ชุมชนมีรายได้ วัฒนธรรมยังคงได้รับการสืบทอด และนักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์ที่มีคุณค่า นั่นคือการสร้างสมดุลที่ทำให้แหล่งท่องเที่ยวสามารถ ขายได้ดีในวันนี้ และขายได้นานในวันข้างหน้า
“ความสุขยกกำลังสอง” เมื่อเจ้าบ้านและผู้มาเยือนต้องมีความสุขร่วมกัน
นายจักรพงษ์ ชินกระโทก Founder and CEO, Find Folk บริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เสนอภาพที่น่าสนใจว่า ธุรกิจท่องเที่ยวไม่มีโรงงานหรือเครื่องจักรขนาดใหญ่เป็นหัวใจสำคัญเหมือนอุตสาหกรรมอื่น
แต่สิ่งที่นำมาใช้สร้างมูลค่าคือ ทรัพยากรของโลกและประเทศ ธรรมชาติ ชุมชน วัฒนธรรม และวิถีชีวิตจึงเป็นทั้งต้นทุนและทุนทางธุรกิจ
การท่องเที่ยวที่ดีจึงควรสร้าง “ความสุขยกกำลังสอง” คือ นักท่องเที่ยวมีความสุข และเจ้าของพื้นที่หรือเจ้าบ้านก็มีความสุขไปพร้อมกัน
ในมุมธุรกิจ ความยั่งยืนยังสามารถสะท้อนกลับมาเป็นตัวเลขได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการลดรายจ่าย เพิ่มประสิทธิภาพ หรือเพิ่มรายได้จากการสร้างคุณค่าใหม่
โรงแรมที่ออกแบบให้รับแสงธรรมชาติได้มากขึ้น อาจลดการใช้ไฟฟ้า ขณะเดียวกันก็กลายเป็นองค์ประกอบด้านการออกแบบที่สร้างประสบการณ์ให้กับผู้เข้าพัก
นี่คือจุดที่ “ความยั่งยืน” กับ “การตลาด” มาบรรจบกัน
การทำให้ความยั่งยืนเป็นกิจวัตร ไม่ใช่แคมเปญ อีกโจทย์ที่สำคัญคือ การทำความยั่งยืนไม่ควรเกิดขึ้นเฉพาะช่วงที่ต้องการประชาสัมพันธ์
นายจักรพงษ์มองว่า โดยเฉพาะเอสเอ็มอี การบอกว่า “เราทำแล้ว” อาจไม่เพียงพออีกต่อไป สิ่งที่จำเป็นคือการวัดผล รายงานผล และทำอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ หรือ Green Routine Operation
ลดขยะวันนี้ พรุ่งนี้ก็ยังต้องลด
วัดการใช้พลังงานวันนี้ เดือนหน้าก็ต้องวัดต่อ สร้างรายได้ให้ชุมชนแล้ว ก็ต้องติดตามว่ารายได้และประโยชน์นั้นเกิดขึ้นจริงอย่างไร
เมื่อข้อมูลถูกเก็บอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจก็จะสามารถมองเห็นทั้งต้นทุน ประสิทธิภาพ และผลกระทบของตัวเองได้ชัดขึ้น ขณะเดียวกันยังสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการรับรองมาตรฐานและสื่อสารกับตลาดต่างประเทศได้อีกด้วย
จาก “ทำดี” สู่ “ขายคุณค่า”
ท้ายที่สุดแล้ว บทเรียนจากเวที “ท่องเที่ยวยั่งยืนที่ขายได้ ขายดี ขายนาน” อาจไม่ได้บอกให้ธุรกิจท่องเที่ยวทุกแห่งต้องลงทุนครั้งใหญ่ หรือเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นธุรกิจสีเขียวในชั่วข้ามคืน
แต่กำลังชวนให้เปลี่ยนวิธีคิดว่า ความยั่งยืนไม่ใช่สิ่งที่ทำเพิ่มจากธุรกิจ หากแต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ
เริ่มจากรู้ว่าลูกค้าคือใคร รู้ว่าพื้นที่มีคุณค่าอะไร รู้ว่าธุรกิจสร้างผลกระทบอะไร จากนั้นเลือกลงทุนในสิ่งที่ตอบโจทย์ลูกค้าและพื้นที่ วัดผลอย่างจริงจัง และสื่อสารคุณค่านั้นออกไปอย่างต่อเนื่อง
เพราะนักท่องเที่ยวในวันนี้ไม่ได้ต้องการเพียง “สถานที่ไปเที่ยว” แต่กำลังมองหา เหตุผลที่ทำให้การเดินทางครั้งนั้นมีความหมาย
เมื่อแหล่งท่องเที่ยวถูกมองเป็นสินค้า ธรรมชาติและวัฒนธรรมได้รับการดูแล ชุมชนได้รับประโยชน์ และผลลัพธ์ถูกวัดได้ ความยั่งยืนก็จะกลายเป็นมากกว่าคำสวย ๆ ในโบรชัวร์
มันจะกลายเป็น จุดขายที่สร้างความแตกต่าง
และเมื่อธุรกิจอยู่ได้ นักท่องเที่ยวมีความสุข ชุมชนมีรายได้ และทรัพยากรยังคงอยู่ให้คนรุ่นต่อไปได้สัมผัส นั่นอาจเป็นคำตอบที่ชัดที่สุดว่าเหตุใดการท่องเที่ยวยั่งยืนจึงสามารถ “ขายได้ ขายดี และขายนาน”
สรุป 4 เลนส์ระเบียบโลกใหม่ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวต้องรู้
- เลนส์แรก ภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ (New Geopolitics) หรือผลกระทบทางภู
มิศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อการเมื องและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยให้มุมมองว่า ปัญหาความขัดแย้งระหว่ างประเทศของประเทศมหาอำนาจโลก (สหรัฐอเมริกา - ยุโรป - ยุโรปตะวันออก-จีน -อาหรับ) แม้สงครามโลกครั้งที่ 3 จะยั งไม่เกิดขึ้น แต่สงครามเย็นครั้งที่ 2 ได้เกิ ดขึ้นแล้ว จึงเป็นเรื่องที่ผู้อยู่ในธุรกิ จท่องเที่ยวต้องโฟกัส ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวชาติต่ างๆเข้ามาในไทย “ลูกค้า (นักท่องเที่ยวต่างชาติ) จากนี้ไม่ใช่ลูกค้าเฉยๆ แต่ต้องระวังลูกค้าที่ไม่ชอบกั นด้วย” ผศ.ดร.เอกก์ ยกตัวอย่าง
- เลนส์ที่สอง เอไอใหม่ (New AI) โดยเห็นว่าความก้าวหน้
าของปัญญาประดิษฐ์ ในอนาคตจะทำให้แทบแยกไม่ออกว่า กำลังสนทนากับคนหรือ AI “ถ้ าคู่แข่งใช้ AI แล้วเราไมใช้ ก็จะตามไม่ทัน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัว เพราะธุรกิจท่องเที่ยวใช้คนเยอะ ความเหมือนคนที่แยกไม่ออกของ AI จะทำให้ต่อไป AI จะขายของได้ อาทิ AI อัจฉริยะสั่งงานด้วยเสี ยง ที่กำลังตัดสินใจซื้อแทนลูกค้า ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ ยนผ่านการตลาดอย่างรุนแรงที่เกิ ดขึ้นแล้วในต่างประเทศ”
- เลนส์ที่สาม ความยั่
งยืนใหม่ (New Sustainability) ต่างจากความยั่ งยืนเดิมตรงที่ต้อง “วัดผลได้”มี มาตรฐานรองรับ ซึ่งในไทยมีมาตรฐานรับรองระดั บประเทศด้านการท่องเที่ยวยั่งยื น (มาตรฐาน STAR -Sustainable Tourism Acceleration Rating) ถือเป็น 1 ใน 5 ของบันไดในการสร้างความสำเร็ จในธุรกิจท่องเที่ยว ได้แก่ การปฏิบัติตามกฎหมาย, การวัดผลข้อมูล, การรับรองระดับประเทศ, การรับรองระดับสากล และการหาจุดขายและโอกาสทางธุรกิ จ “การทำความยั่งยืนใหม่ เพื่อตอบโจทย์การตลาด ลูกค้าตอนนี้ถ้าไม่ยั่งยืน เขาไม่ซื้อ โดยเฉพาะลูกค้ายุโรป และต้องวัดผลได้ เช่น ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เท่ าไหร่ ขยะน้อยลงเท่าไหร่ เป็นต้น”
- เลนส์ที่สี่ เจเนอเรชั่
นใหม่ (New Generation) ผู้ประกอบการท่ องเที่ยวจำเป็นต้องรู้พฤติ กรรมของคนเจนใหม่ โดยเฉพาะหากต้องการจั บตลาดครอบครัว “การใช้สื่อที่ต่ างกันของคนแต่ละเจน ทำให้สิ่งที่เจนใหม่สนใจ อาทิ การ์ตูนออนไลน์ แพลตฟอร์มเกมออนไลน์ ดังแค่ไหน แต่คนเจนอื่นก็ไม่ได้ยิน กลายเป็นเรื่องยากที่ผู้ ประกอบการต้องรู้ ถ้าไม่รู้ ก็จะจับตลาดนิวเจนไม่ได้”







