
เลิกพูดเอาอยู่ เตือนภัยต้องชัด ศศินเสนอรัฐบอกขั้นตอนรับมือน้ำท่วม
ศศินเสนอรัฐเลิกใช้คำว่า “เอาอยู่” และเตือน “เฝ้าระวัง” โดยไม่บอกวิธีปฏิบัติ ชี้ต้องอธิบายความเสี่ยงและขั้นตอนรับมือให้ตรงกับแต่ละพื้นที่
KEY
POINTS
- ศศินตั้งข้อสังเกตว่า ชื่อเรียกกลุ่มฝนมีผลต่อความตื่นตัวของประชาชน รัฐต้องสื่อสารให้เห็นความรุนแรงและผลกระทบ
- เสนอเปลี่ยนจากคำว่า “เอาอยู่” และ “เฝ้าระวัง” เป็น “เตรียมรับมือ” พร้อมบอกขั้นตอนที่ประชาชนทำตามได้
- ชี้น้ำท่วมแต่ละพื้นที่มีสาเหตุต่างกัน ส่วนคำว่า “มหาอุทกภัย” ไม่ใช่ศัพท์บัญญัติทางวิชาการตามคำอธิบายของเขา
เมื่อวันที่ 28 กันยานยน 2569 นายศศิน เฉลิมลาภ นักวิชาการด้านธรณีวิทยาและการจัดการภัยพิบัติ เสนอให้ภาครัฐปรับวิธีสื่อสารสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วม โดยเลิกใช้คำว่า “เอาอยู่” และไม่จบคำเตือนเพียง “เฝ้าระวัง” แต่ต้องบอกให้ประชาชนเตรียมรับมืออย่างไร เพื่อให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงตัดสินใจและปฏิบัติตามได้ชัดเจน
นายศศินมองว่า คำว่า “เฝ้าระวัง” ไม่ได้ให้คำตอบเพียงพอแก่ประชาชน เพราะผู้รับสารยังไม่รู้ว่าต้องระวังสิ่งใด หรือเตรียมตัวอย่างไร รัฐจึงควรเปลี่ยนมาใช้คำว่า “เตรียมรับมือ” ควบคู่กับขั้นตอนปฏิบัติที่สอดคล้องกับสถานการณ์ในพื้นที่
สำหรับคนที่ต้องออกไปทำงาน ดูแลครอบครัว หรือรักษาทรัพย์สิน คำเตือนที่ชัดเจนช่วยให้ตัดสินใจเรื่องชีวิตประจำวันได้ ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ประชาชนได้รับข้อมูลเพียงพอสำหรับเตรียมตัวหรือไม่
ชื่อเรียกกลุ่มฝนกับความตื่นตัวของประชาชน
นายศศินอธิบายว่า ฝนตกหนักต่อเนื่องครั้งนี้เกี่ยวข้องกับกลุ่มฝนที่หมุนวนและค้างอยู่ในภาคกลางและภาคตะวันออก ซึ่งเขาระบุว่าเป็นลักษณะของพายุดีเปรสชัน
นายศศิน ตั้งข้อสังเกตว่า กรมอุตุนิยมวิทยาใช้คำว่า “หย่อมความกดอากาศต่ำ” ในช่วงแรก ก่อนที่หน่วยงานของญี่ปุ่นจะยกระดับเป็นพายุดีเปรสชันตามข้อมูลที่เขากล่าวถึง พร้อมให้ความเห็นว่า หากรัฐสื่อสารว่าเป็นพายุดีเปรสชันตั้งแต่ต้น ประชาชนจะตื่นตัวและเตรียมรับมือได้ดีกว่า
ข้อสังเกตดังกล่าวสะท้อนข้อเสนอของศศินที่ต้องการให้รัฐอธิบายผลกระทบของสภาพอากาศด้วยภาษาที่ประชาชนเข้าใจ เพื่อให้ชื่อเรียกทางอุตุนิยมวิทยาเชื่อมโยงกับสิ่งที่คนในพื้นที่ต้องเผชิญ
เตือนให้ตรงสาเหตุ น้ำท่วมแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน
นายศศินย้ำว่า รัฐต้องแยกอธิบายสาเหตุน้ำท่วมให้ตรงกับแต่ละพื้นที่ โดยภาคตะวันออกเผชิญฝนตกสะสมและน้ำหลากจากภูเขา เมื่อดินอิ่มน้ำหรือรับน้ำเพิ่มได้น้อยลง น้ำฝนจึงไหลลงสู่พื้นที่ด้านล่าง
ส่วนพื้นที่ภาคกลาง เช่น พระนครศรีอยุธยา เขาระบุว่าน้ำท่วมเกี่ยวข้องกับน้ำที่ระบายผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จึงต้องอธิบายสถานการณ์ให้ต่างจากพื้นที่ที่เผชิญฝนหนักและน้ำหลากจากภูเขา
มองระดับภัยผ่านผลกระทบที่ประชาชนเผชิญ
สำหรับคำว่า “มหาอุทกภัย” นายศศินมองว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นภัยพิบัติจากฝนและยังไม่ถึงขั้นที่เขาจะเรียกว่ามหาอุทกภัย พร้อมอธิบายว่าคำดังกล่าวไม่ใช่ศัพท์บัญญัติทางวิชาการ
อย่างไรก็ตาม นายเห็นว่าประชาชนสามารถเรียกเหตุการณ์ตามระดับความเดือดร้อนและความเสียหายที่ตนเผชิญได้ ข้อเสนอหลักของเขาจึงมุ่งให้ภาครัฐสื่อสารความเสี่ยงอย่างชัดเจน ระบุสิ่งที่ประชาชนต้องทำ และปรับคำเตือนให้ตรงกับสาเหตุน้ำท่วมในแต่ละพื้นที่
ที่มา: รายการเนชั่นวิเคราะห์







