
รัฐชูเกณฑ์ 4 มิติ คุมทุน Data Center 7.5 แสนล้าน ดัน SME-คุมค่าน้ำไฟ
รัฐบาลจ่อใช้เกณฑ์ 4 มิติ คุมลงทุน Data Center 7.5 แสนล้านบาท มุ่งสร้างงาน ดัน SME และแยกเก็บค่าน้ำ-ไฟตามต้นทุนจริง ป้องกันผลกระทบต่อประชาชน
KEY
POINTS
- บีโอไอเตรียมออกมาตรการคัดกรองการลงทุน Data Center ทั้งด้านเศรษฐกิจ, พลังงาน, ทรัพยากรน้ำ และสิ่งแวดล้อม
- ดันเม็ดเงินลงทุนกว่า 7.5 แสนล้านบาท ให้เกิดการจ้างงานทักษะสูง เชื่อมโยง SME ไทย และยกระดับระบบนิเวศ AI ของประเทศ
- จ่อแยกประเภทผู้ใช้ไฟฟ้า-น้ำประปาสำหรับ Data Center โดยเฉพาะ เพื่อให้อัตราค่าบริการสะท้อนต้นทุนจริง ป้องกันผลกระทบต่อประชาชน
รัฐบาลชูกรอบคัดกรองการลงทุน Data Center 4 มิติ ดันเม็ดเงิน 7.5 แสนล้านบาท สร้างงานทักษะสูง–เชื่อม SME ไทย พร้อมคุมเข้มต้นทุนน้ำ-ไฟ ไม่ผลักภาระให้ประชาชน
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้า (10 ส.ค. 2569) ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างระเบียบเพื่อจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) โดยระบุว่า รัฐบาลกำลังเร่งวางกลไกเพื่อให้การลงทุนด้านนี้ สร้างประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม
ทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เตรียมยกระดับเกณฑ์การคัดกรองโครงการผ่าน "กรอบพิจารณา 4 มิติ" ได้แก่ ประโยชน์ต่อประเทศ, ความพร้อมด้านพลังงาน, การบริหารจัดการน้ำ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเติบโตควบคู่ไปกับการใช้ทรัพยากรอย่างสมดุล
ดึงเม็ดเงิน 7.5 แสนล้าน ต่อยอดระบบนิเวศ AI
ในช่วงปี 2567–2569 มีโครงการ Data Center ที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอแล้วถึง 42 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 750,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อศักยภาพของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีเป้าหมายที่ไกลกว่าการเป็นเพียง "สถานที่ตั้ง" โครงสร้างพื้นฐาน
ในมิติแรก บีโอไอมุ่งเน้นไปที่ "ประโยชน์ต่อประเทศไทย" เม็ดเงินลงทุนมหาศาลเหล่านี้จะต้องทำให้เกิดการจ้างงานทักษะสูง มีการพัฒนาขีดความสามารถของวิศวกรและช่างเทคนิคชาวไทย รวมถึงต้องเชื่อมโยงผู้ประกอบการ SME ให้เข้ามามีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)
นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องการใช้ Data Center เป็นฐานรากสำคัญในการต่อยอด ระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเปิดทางให้ธุรกิจไทย สตาร์ตอัป และสถาบันการศึกษา สามารถเข้าถึงบริการคลาวด์และเครื่องมือ AI ได้กว้างขวางขึ้น
ควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้ใช้อุปกรณ์ที่ผลิตในประเทศ ซึ่งไทยมีศักยภาพและเป็นฐานการผลิตสำคัญอยู่แล้ว ทั้งกลุ่มฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และระบบทำความเย็น
คุมเข้ม 'น้ำ-ไฟ-สิ่งแวดล้อม' ป้องกันผลกระทบประชาชน
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่รัฐบาลเน้นย้ำคือ การลงทุนขนาดใหญ่จะต้องไม่สร้างภาระด้านทรัพยากรให้กับประชาชน โดยในมิติของพลังงาน คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้เห็นชอบให้ แยกประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าสำหรับ Data Center โดยเฉพาะ เพื่อให้อัตราค่าไฟสะท้อนต้นทุนการให้บริการที่แท้จริง พร้อมกำหนดให้วางหลักประกันก่อนขอใช้ไฟฟ้า เพื่อคัดกรองเฉพาะโครงการที่มีความพร้อม
ส่วนในด้านทรัพยากรน้ำ ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาโครงสร้างค่าน้ำสำหรับผู้ใช้รายใหญ่ การผลักดันให้ใช้ระบบหล่อเย็นแบบประหยัดน้ำ รวมถึงมาตรการรับมือและบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งอย่างรัดกุม
สำหรับมิติด้านสิ่งแวดล้อม การพิจารณาจะครอบคลุมตั้งแต่การใช้ประโยชน์ที่ดินตามผังเมือง มาตรการป้องกันอัคคีภัย การควบคุมมลพิษทางเสียงและความร้อน ไปจนถึงผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ
ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งบูรณาการข้อมูลเพื่อจัดทำแผนที่ศักยภาพระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Power Map) และแผนที่ระบบน้ำและชลประทาน (Water Map) เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการกำหนดพื้นที่จัดตั้ง Data Center ที่เหมาะสมที่สุดในอนาคต
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำในตอนท้ายว่า ขณะนี้เกณฑ์การคัดกรองของบีโอไอและแนวทางการกำหนดพื้นที่โซนนิ่ง (Zoning) ยังอยู่ในขั้นตอนการจัดทำ เพื่อให้สอดรับกับทิศทางการทำงานของคณะกรรมการนโยบายฯ ชุดใหม่
เป้าหมายสูงสุดของรัฐบาลคือการรักษาสมดุล 3 ด้าน ได้แก่ การดึงดูดเทคโนโลยีแห่งอนาคต การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศ และการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างยั่งยืน







