
ไทยจะไปถึง Net Zero ได้จริงหรือ? เมื่อก๊าซธรรมชาติยังครองระบบไฟฟ้า
ไทยเร่งเป้า Net Zero ปี 2050 แต่ยังปล่อยคาร์บอนจากก๊าซในภาคไฟฟ้ากว่า 51.8 ล้านตันต่อปี รายงาน CASE เตือนความเสี่ยงพึ่งพา LNG และเสนอ 5 ทางออกก่อนสายเกินไป
KEY
POINTS
- การพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูงเพื่อผลิตไฟฟ้าเป็นอุปสรรคสำคัญต่อเป้าหมาย Net Zero ของไทย เนื่องจากก๊าซยังคงเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกขนาดใหญ่ของประเทศ
- การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติต่อไปจะสร้างความเสี่ยงระยะยาว ทั้งภาวะ "คาร์บอนล็อคอิน" ที่ทำให้ประเทศผูกติดกับเชื้อเพลิงฟอสซิล การพึ่งพาเทคโนโลยีลดคาร์บอนที่ยังไม่แน่นอนและมีราคาสูง และอาจชะลอการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน
- ทางออกที่สำคัญคือการลดการสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซแห่งใหม่ และเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจัง โดยต้องมีการวางแผนระบบไฟฟ้าแบบบูรณาการและคำนึงถึงการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน
ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ในขณะที่รัฐบาลประกาศเป้าหมายเร่งรัดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เร็วขึ้น แต่ระบบผลิตไฟฟ้าของประเทศกลับยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในสัดส่วนที่สูงมาก
คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าไทยจะไปถึง Net Zero เมื่อใด แต่คือไทยจะไปถึงเป้าหมายนั้นได้จริงหรือไม่ หากโครงสร้างพลังงานยังยึดโยงกับก๊าซธรรมชาติและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) อย่างลึกซึ้งเช่นในปัจจุบัน
ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการ Climate Connector และผู้ร่วมก่อตั้งกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อ้างอิงรายงานของ CASE for Southeast Asia ว่า ปัจจุบันประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ก๊าซธรรมชาติในภาคการผลิตไฟฟ้าถึง 51.8 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี
ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าแม้ก๊าซธรรมชาติจะถูกมองว่าเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สะอาดกว่าถ่านหิน แต่ก็ยังคงเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกขนาดใหญ่ของประเทศ และมีนัยสำคัญต่อเส้นทางการลดการปล่อยคาร์บอนของไทยในระยะยาว
ประเด็นนี้ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นหลังการประชุม COP28 ที่นครดูไบในปี 2023 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ประชาคมโลกบรรลุฉันทามติร่วมกันในการ “ถอยห่างจากเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างเป็นธรรม เป็นระเบียบ และเสมอภาค”
เพื่อให้โลกสามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 หลายประเทศเริ่มปรับแผนพลังงานของตนให้สอดคล้องกับทิศทางดังกล่าว และประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น
ในเดือนกันยายน 2568 รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศเลื่อนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทยให้เร็วขึ้นจากเดิมอีก 15 ปี มาอยู่ที่ปี 2050 ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงนโยบายที่สำคัญต่อทั้งนักลงทุน ภาคอุตสาหกรรม และเวทีระหว่างประเทศ
แต่การเร่งเป้าหมายเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากโครงสร้างพลังงานของประเทศยังไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
รายงานของ CASE for Southeast Asia ชี้ว่า การที่ไทยยังคงพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในระดับสูงอาจเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว หลายงานวิจัยประเมินว่าสัดส่วนการใช้ก๊าซในระบบผลิตไฟฟ้าควรลดลงมาอยู่ต่ำกว่า 20%
ภายในช่วงก่อนปี 2050 จึงจะสอดคล้องกับเส้นทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เพียงพอสำหรับ Net Zero แต่ปัจจุบันสัดส่วนการใช้ก๊าซของไทยยังอยู่ในระดับที่สูงกว่านั้นมาก
แม้เช่นนั้น รายงานเดียวกันก็สะท้อนว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียบางส่วนยังเชื่อว่า การใช้ก๊าซธรรมชาติในระดับสูงต่อไปไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกับเป้าหมายโลกร้อน หากเงื่อนไขหลายประการเกิดขึ้นพร้อมกัน
ได้แก่ ราคาก๊าซยังคงอยู่ในระดับต่ำ เทคโนโลยีไฮโดรเจนและการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) สามารถใช้งานได้จริงในเชิงพาณิชย์และมีต้นทุนที่คุ้มค่า รวมถึงปริมาณก๊าซธรรมชาติในประเทศเพิ่มขึ้นจากการคลี่คลายข้อพิพาทพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลกับกัมพูชา
อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญคือ เงื่อนไขทั้งสามข้อนี้ยังไม่มีข้อใดที่แน่นอนเลย ราคาก๊าซโลกยังคงผันผวนอย่างมากจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี CCS ยังมีต้นทุนสูงและประสิทธิภาพไม่สมบูรณ์
ขณะที่ข้อพิพาททางทะเลก็ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะคลี่คลายเมื่อใด การวางยุทธศาสตร์พลังงานบนสมมติฐานที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจึงมีความเสี่ยงอย่างยิ่ง
หากประเทศไทยยังคงพึ่งพา LNG ในระดับสูงเพื่อผลิตไฟฟ้าต่อไป รายงานของ CASE ประเมินว่าจะเกิดความเสี่ยงหลัก สามประการ ในระยะกลางและระยะยาว
ประการแรกคือ คาร์บอนล็อคอิน (Carbon Lock-in) ซึ่งหมายถึงภาวะที่ระบบเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานถูกผูกติดกับการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นเวลานาน โรงไฟฟ้าก๊าซ ท่อส่งก๊าซ สถานีรับ LNG และสัญญาซื้อขายก๊าซหรือไฟฟ้าระยะยาว ล้วนมีอายุใช้งานหลายสิบปี
การลงทุนใหม่ในโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จะทำให้ประเทศต้องใช้ก๊าซต่อไปเพื่อให้การลงทุนคุ้มทุน แม้ในวันที่พลังงานหมุนเวียนจะมีราคาถูกกว่าแล้วก็ตาม สัญญาระยะยาวอาจช่วยลดความเสี่ยงให้ผู้ผลิตพลังงาน
แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับผลักภาระต้นทุนไปยังผู้ใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะเมื่อราคา LNG ในตลาดโลกพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจากสงคราม ความขัดแย้ง หรือวิกฤตพลังงาน
ประการที่สองคือ การพึ่งพาเทคโนโลยีลดคาร์บอนที่มีราคาแพงและยังไม่แน่นอน ยิ่งประเทศไทยยังใช้ก๊าซในปริมาณมากใกล้เส้นตายปี 2050 ก็ยิ่งจำเป็นต้องลงทุนในเทคโนโลยี CCS หรือไฮโดรเจนเพื่อชดเชยการปล่อยคาร์บอน
แต่เทคโนโลยีเหล่านี้ยังมีต้นทุนสูง ต้องใช้พลังงานจำนวนมาก และยังไม่สามารถดักจับคาร์บอนได้ 100% การฝากอนาคตของประเทศไว้กับเทคโนโลยีที่ยังไม่พิสูจน์ความคุ้มค่าจึงเป็นการเดิมพันที่มีความเสี่ยงไม่น้อย
ประการที่สามคือ การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนอาจช้าลง เมื่อระบบไฟฟ้ายังคงให้ความสำคัญกับโรงไฟฟ้าก๊าซและโครงสร้างพื้นฐานก๊าซเป็นหลัก การลงทุนในโซลาร์ วินด์ พลังงานกักเก็บ ระบบสายส่งอัจฉริยะ และการบริหารจัดการอุปสงค์ไฟฟ้า อาจถูกชะลอออกไป ส่งผลให้ไทยสูญเสียโอกาสในการสร้างอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดแห่งอนาคต รวมถึงความสามารถในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
คำถามสำคัญจึงกลายเป็นว่า หากไทยต้องการลดความเสี่ยงเหล่านี้ ประเทศควรเดินไปในทิศทางใด รายงานของ CASE for Southeast Asia เสนอแนวทางหลัก ห้าประการ
ข้อเสนอแรกคือ การกระจายความหลากหลายของแหล่งก๊าซในระยะสั้นและระยะกลาง พร้อมสร้างพอร์ตสัญญาที่มีทั้งสัญญาระยะยาว ระยะสั้น และการซื้อขายแบบ Spot เพื่อบรรเทาความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาและลดการผูกพันระยะยาวที่อาจนำไปสู่คาร์บอนล็อคอิน
ข้อเสนอที่สองคือ ลดการสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซแห่งใหม่ และหันไปเพิ่มขีดความสามารถของพลังงานหมุนเวียนแทน โดยเฉพาะโซลาร์และพลังงานลม ซึ่งมีต้นทุนลดลงอย่างต่อเนื่องและสามารถเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบผลิตไฟฟ้าได้มากขึ้นเมื่อทำงานร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน
ข้อเสนอที่สามคือ การสร้างกรอบความมั่นคงพลังงานรูปแบบใหม่บนฐานของพลังงานหมุนเวียน ไม่ใช่เพียงการเพิ่มกำลังผลิต แต่รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเดิม การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ การสร้างแรงจูงใจด้านการลงทุน การส่งเสริมเทคโนโลยีดิจิทัล และการปฏิรูปตลาดไฟฟ้าให้รองรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหม่และการซื้อขายไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ข้อเสนอที่สี่คือ การวางแผนระบบไฟฟ้าแบบบูรณาการทั้งระบบ โดยเชื่อมโยงการผลิตไฟฟ้า ระบบสายส่ง การกักเก็บพลังงาน การจัดการอุปสงค์ และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าด้วยกัน แทนการวางแผนแบบแยกส่วนเช่นที่ผ่านมา
และข้อเสนอสุดท้ายคือ การจัดทำแผนเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม (Just Energy Transition) ร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย
คำว่า “เป็นธรรม” อาจดูเป็นนามธรรมในทางนโยบาย แต่เมื่อมองจากชีวิตของผู้คน ความหมายของมันกลับชัดเจนมาก ตั้งแต่ชุมชนที่ตั้งอยู่ใกล้โรงไฟฟ้าก๊าซหรือสถานีรับก๊าซ ซึ่งต้องเผชิญความกังวลด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และผลกระทบต่อการทำมาหากิน ไปจนถึงแรงงานในอุตสาหกรรมพลังงานที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่าน
และระบบนิเวศที่อาจถูกกระทบจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ไม่ว่าไทยจะเลือกเดินหน้าพึ่งพาก๊าซต่อไปหรือเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน เสียงของผู้ได้รับผลกระทบเหล่านี้ควรเป็นส่วนหนึ่งของสมการในการวางแผนพลังงานระดับชาติ
ในอดีต โครงการก่อสร้างท่อส่งก๊าซ สถานีรับ LNG โรงไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในหลายพื้นที่ของประเทศ มักก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐ นักลงทุน และชุมชนท้องถิ่นอยู่เสมอ ความกังวลเรื่องคุณภาพอากาศ ความปลอดภัย การใช้ที่ดิน การประมง การเกษตร และวิถีชีวิต ไม่เคยเป็นเพียงประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่เป็นประเด็นความเป็นธรรมทางสังคมด้วย
ด้วยเหตุนี้ แผนเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ครอบคลุมจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการกำหนดตัวเลขกำลังผลิตไฟฟ้าหรือสัดส่วนเชื้อเพลิง แต่ควรกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในการ ลดการใช้ก๊าซทั้งในภาคการผลิตไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรม
พร้อมวางกลยุทธ์รองรับผลกระทบทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน การพัฒนาทักษะแรงงานใหม่ และการปรับโครงสร้างราคาก๊าซและค่าไฟฟ้าให้เป็นธรรมต่อผู้บริโภคที่ยังต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากก๊าซในช่วงเปลี่ยนผ่าน
ท้ายที่สุด ประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่ว่าก๊าซธรรมชาติควรถูกยกเลิกทันทีหรือไม่ แต่คือประเทศไทยจะจัดการ “การพึ่งพาก๊าซ” อย่างไรไม่ให้กลายเป็นภาระของคนรุ่นต่อไป หากการลงทุนในวันนี้ทำให้ประเทศติดอยู่กับเชื้อเพลิงฟอสซิลไปอีกหลายทศวรรษ
ต้นทุนที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่เพียงในบิลค่าไฟหรือราคาก๊าซ แต่รวมถึงต้นทุนจากการสูญเสียโอกาสในการแข่งขัน การเผชิญความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงานโลก และการไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย Net Zero ที่ประเทศไทยประกาศต่อประชาคมโลกไว้ด้วย
อ้างอิง: ธารา บัวคำศรี เรียบเรียงจากรายงาน CASE for Southeast Asia เรื่องความเสี่ยงของการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติและ LNG ต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศไทย







