
ดร.สามารถ พับแลนด์บริดจ์! รัฐเบนเข็มลงทุน Missing Link คุ้มกว่า
เจาะลึกเหตุผลรัฐบาลชะลอแลนด์บริดจ์ หันลงทุน Missing Link และท่าเรือฝั่งอันดามัน ชี้การพัฒนาคมนาคมไทยต้องเน้นความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจสูงสุด
ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอแนวคิด สัญญาณล่าสุดจากรัฐบาลค่อนข้างชัดเจนว่า โครงการ "แลนด์บริดจ์" เชื่อมสองฝั่งทะเลอาจต้องถูกชะลอออกไปก่อน เนื่องจากผลการศึกษาเบื้องต้นชี้ให้เห็นถึงความไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ รวมถึงมีความท้าทายด้านความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมที่ต้องนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบ
แม้จะยังไม่มีการประกาศยกเลิกโครงการอย่างเป็นทางการ แต่ทิศทางของรัฐบาลในขณะนี้มุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการลงทุนในสิ่งที่สามารถทำได้ทันที อย่างการสร้างโครงข่ายรถไฟที่ยังขาดหาย (Missing Link) และการพัฒนาศักยภาพท่าเรือเดิมที่มีอยู่ให้ดีขึ้น
หากทำความเข้าใจให้ลึกซึ้ง แลนด์บริดจ์ ไม่ใช่แค่การขนส่งสินค้าในประเทศ แต่คือการสร้าง สะพานทางบก เพื่อยกตู้คอนเทนเนอร์จากเรือฝั่งอันดามัน ถ่ายโอนขึ้นระบบรางหรือถนน แล้วไปลงเรืออีกฝั่งที่อ่าวไทย เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินเรืออ้อมช่องแคบมะละกา
อย่างไรก็ตาม ในโลกความเป็นจริง โครงการนี้ต้องเผชิญกับโจทย์หินทางเศรษฐศาสตร์ ด้วยมูลค่าการลงทุนที่สูงถึงราว 1 ล้านล้านบาท ในขณะที่ช่องแคบมะละกามีปริมาณเรือบรรทุกสินค้าผ่านถึงกว่า 80,000 - 90,000 ลำต่อปี การจะดึงดูดสายการเดินเรือระดับโลกให้ยอมเสียเวลาขนถ่ายสินค้าขึ้นลงจึงไม่ใช่เรื่องง่าย
ประกอบกับสายการเดินเรือส่วนใหญ่ต่างมีเครือข่ายและสัญญาระยะยาวกับท่าเรือหลักในภูมิภาคอยู่แล้ว เมื่อรัฐบาลยอมรับว่าโครงการมีความเสี่ยงที่จะไม่คุ้มทุน การจะจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาลจึงยิ่งเป็นไปได้ยาก
ดังนั้น การหันกลับมาโฟกัสที่การสร้าง Missing Link เช่น รถไฟทางคู่ หรือมอเตอร์เวย์ จึงเป็นทางออกที่ตอบโจทย์กว่า เพราะนอกจากจะใช้เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างสองฝั่งทะเลได้แล้ว ยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์สำหรับการค้าภายในประเทศและเพื่อนบ้านอีกด้วย
สิ่งสำคัญที่น่าจับตามองต่อจากนี้ ไม่ใช่การผลักดันเมกะโปรเจกต์ให้สำเร็จ แต่อยู่ที่การศึกษาทำเลที่ตั้งท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามันอย่างเป็นกลาง ไม่ว่าจะเป็นที่ระนองหรือปากบารา ในสตูล โดยชั่งน้ำหนักระหว่โดยชั่งน้ำหนักระหว่างข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม
หน้าที่ของภาครัฐไม่ใช่การพิสูจน์ว่าประเทศไทยต้องมีโครงการระดับโลกที่ใหญ่ที่สุด แต่คือการใช้เงินภาษีทุกบาทไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มอบผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมที่คุ้มค่าที่สุดให้กับประชาชนอย่างแท้จริง







