
ผ่าแผนญี่ปุ่นเตรียมปั้น "เมืองหลวงแห่งที่สอง" กระจายความเสี่ยงเศรษฐกิจ-ภัยพิบัติ
ญี่ปุ่นเดินหน้าเฟ้นหา "เมืองหลวงแห่งที่สอง" อย่างเป็นทางการแล้ว หลังรัฐสภาไฟเขียวร่างกฎหมายประวัติศาสตร์ วางกรอบกระจายความเสี่ยงเตรียมรับมือมหาภัยพิบัติที่อาจถล่มกรุงโตเกียว
สัญญาณเตือนภัยแผ่นดินไหวในญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่ตัวเลขความเสี่ยงสูงถึง 70% ที่จะเกิด "บิ๊กวัน" หรือแผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 7 แมกนิจูด ถล่มใจกลางกรุงโตเกียวภายใน 30 ปีข้างหน้า คือโจทย์ใหญ่ที่บีบให้รัฐบาลแดนอาทิตย์อุทัยอยู่นิ่งไม่ได้อีกต่อไป
เพราะหากมหานครโตเกียวที่เป็นทั้งศูนย์กลางบริหาร ทำเนียบนายกรัฐมนตรี รัฐสภา และสถาบันการเงินของประเทศต้องพังทลายลง ย่อมทำให้ระบบทั้งหมดของญี่ปุ่นกลายเป็นอัมพาตทันที ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่รัฐสภาญี่ปุ่นยอมดันร่างกฎหมายครั้งประวัติศาสตร์ เพื่อเตรียมปักหมุด "เมืองหลวงสำรอง" (Backup Capital) อย่างเป็นทางการ
ทว่าเบื้องหลังแผนเตรียมรับมือภัยพิบัติระดับชาติ ทั้งฝ่ายค้านและนักวิเคราะห์เศรษฐกิจต่างพากันตั้งคำถามอย่างหนักว่า โครงการนี้คือความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อความปลอดภัยจริง หรือเป็นเพียง "ดีลการเมือง" ที่ใช้ผลประโยชน์ของชาติมาค้ำเก้าอี้รัฐบาลกันแน่
ข้อครหาล็อกสเปก "โอซาก้า" ดีลใหญ่ค้ำเก้าอี้รัฐบาล
ทันทีที่สภาดันร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่าน สปอตไลต์ทางการเมืองก็จับจ้องไปที่ "โอซาก้า" ทันที โดยฝ่ายค้านออกมาถล่มหนักว่า แผนตั้งเมืองหลวงแห่งที่สองอาจเป็นแค่การประเคนงบประมาณและผลประโยชน์มหาศาลให้กับฐานเสียงหลักของ พรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น (Japan Innovation Party หรือ พรรคอิชิน) ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลรายสำคัญของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ
หากย้อนดูเส้นทาง จะพบว่าแนวคิดเรื่องเมืองหลวงสำรองไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นนโยบายชูโรงที่พรรคอิชินผลักดันมานานนับทศวรรษ ตั้งแต่สมัยที่ โทรุ ฮาชิโมโตะ ผู้ก่อตั้งพรรคและอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดโอซาก้า จุดประกายไว้เมื่อปี 2010
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2025 เมื่อพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ของนายกฯ ทาคาอิจิ ตัดสินใจแยกทางกับพันธมิตรเดิมอย่างพรรคโคเมอิโตะ ทางรอดเดียวในการรักษาเสถียรภาพรัฐบาลจึงเป็นการดึงพรรคอิชินเข้ามาร่วมหอลงโรง และ "เข็นกฎหมายเมืองหลวงสำรองให้ผ่าน" ก็คือข้อแลกเปลี่ยนชิ้นโตที่ใช้มัดใจพรรคอิชินนั่นเอง
นอกจากนี้ หลายฝ่ายยังมองลึกไปถึงเกมการเมืองท้องถิ่น โดยชี้ว่านี่คือกลยุทธ์ชุบชีวิต "แผนมหานครโอซาก้า" (Osaka Metropolis Plan) ของพรรคอิชิน ที่พยายามยกระดับการบริหารโอซาก้าให้กลายเป็นซูเปอร์ซิตี้เทียบชั้นโตเกียว
แม้ชาวเมืองจะเคยลงมติคว่ำแผนนี้ไปแล้วถึง 2 ครั้ง แต่นักการเมืองฝ่ายอิชินก็เตรียมเดินหน้าจัดทำประชามติรอบที่ 3 ในช่วงฤดูใบไม้ผลินี้ ซึ่งประจวบจังหวะกับการผ่านกฎหมายฉบับนี้พอดี
ภาคเศรษฐกิจและตลาดทุนต่างแสดงความกังวลกับโครงการนี้ไม่น้อย เพราะรัฐบาลยังไม่เคยเปิดเผยตัวเลขประเมินงบประมาณที่ชัดเจน หรือแสดงให้เห็นผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (ROI) ที่คุ้มค่าแต่อย่างใด
นักวิเคราะห์ชี้ว่า หากเมืองใดได้รับสิทธิ์นี้ รัฐบาลจะต้องอัดฉีดงบประมาณอุดหนุนมหาศาล ทั้งการลดหย่อนภาษีเพื่อดึงดูดภาคเอกชน และงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระดับมหากาพย์ ซึ่งเงินทั้งหมดก็มาจากภาษีประชาชน และเสี่ยงที่จะกลายเป็นการ "สูบความมั่งคั่ง" จากภูมิภาคอื่นมาดึงไว้ที่เมืองหลวงสำรองเพียงแห่งเดียว
ประเด็น "วินัยทางการคลัง" จึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ถูกหยิบยกมาวิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะในยามที่นักลงทุนกำลังจับตาการใช้เงินของรัฐบาลนายกฯ ทาคาอิจิ อย่างใกล้ชิด หลังจากที่ทุ่มงบมหาศาลไปกับนโยบายแจกเงินและประชานิยมจนเสถียรภาพการเงินของประเทศเริ่มสั่นคลอน
เปิดสเปกเมืองหลวงแห่งใหม่ ศึกชิงดำที่ไม่มีใครยอมใคร
เพื่อแก้ข้อกล่าวหาเรื่องการ "ล็อกสเปก" ให้โอซาก้า รัฐบาลญี่ปุ่นจึงออกแบบกฎหมายให้เปิดกว้าง ไม่ระบุชื่อเมืองใดเจาะจง และเปิดช่องให้มีเมืองหลวงสำรองได้ "มากกว่าหนึ่งแห่ง" โดยมอบอำนาจเด็ดขาดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ชี้ขาดในขั้นตอนสุดท้าย
แต่เงื่อนไขการคัดเลือกถือว่าเคี่ยวพอสมควร เมืองที่จะเสนอตัวต้องมีความเสี่ยงต่ำที่จะเกิดภัยพิบัติพร้อมกับโตเกียว มีระบบโครงสร้างพื้นฐานพร้อม มีขนาดเศรษฐกิจและจำนวนประชากรมากพอ และที่สำคัญต้องมีศักยภาพในการบริหารสูง เพื่อรองรับการทำงานแทนโตเกียวได้ทันทีโดยไม่สะดุด
เวลานี้ เมืองใหญ่ต่างเตรียมพร้อมลงศึก ทั้งฟุกุโอกะ ฮอกไกโด และมิยากิ แต่ที่ขยับตัวแรงที่สุดคือ นายฮิเดอากิ โอมูระ ผู้ว่าราชการจังหวัดไอจิ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของยักษ์ใหญ่อย่าง โตโยต้า มอเตอร์ โดยเขาออกมาประกาศต่อสื่อทันทีหลังจากสภาผ่านกฎหมายว่า ไอจิมีความพร้อมทุกด้าน และต้องได้เป็น "เมืองหลวงสำรองแห่งแรก" ของประเทศ
อนาคตโตเกียว และ เก้าอี้ที่เริ่มสั่นคลอนของ "ทาคาอิจิ"
แม้ในระยะสั้นเหตุการณ์นี้จะยังไม่ส่งผลกระทบต่อโตเกียว แต่ยูริโกะ โคอิเกะ ผู้ว่าราชการกรุงโตเกียว ก็ได้ออกมาแตะเบรกแนวคิดดังกล่าวอย่างนิ่มนวล โดยระบุว่า แม้เธอจะสนับสนุนการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ
แต่ไม่เห็นด้วยหากจะมองว่า "การกระจุกตัวของโตเกียวคือปัญหา" พร้อมทั้งชูความสำเร็จในการจัดตั้งศูนย์รับมือภัยพิบัติที่เมืองทาจิกาวะ เพื่อยืนยันว่าโตเกียวยังมีศักยภาพและสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ด้วยตัวเองอย่างแน่นอน
ทว่าในระยะยาว เมืองหลวงแห่งใหม่ย่อมดึงดูดทั้งเม็ดเงินลงทุนและอำนาจการบริหารบางส่วนไปจากโตเกียวอย่างเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายใหญ่ที่สุดในเวลานี้อาจไม่ใช่เรื่องการเลือกเมือง แต่เป็นเสถียรภาพของรัฐบาลเอง แม้ร่างกฎหมายฉบับนี้จะผ่านสภาผู้แทนราษฎรมาได้ แต่ก็ผ่านวุฒิสภาซึ่งฝ่ายค้านครองเสียงข้างมากมาอย่างฉิวเฉียดด้วยคะแนนที่ห่างกันเพียง 2 เสียง ชัยชนะแบบหืดขึ้นคอเช่นนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า การผลักดันกฎหมายฉบับอื่น ๆ ของรัฐบาลญี่ปุ่นหลังจากนี้จะต้องเผชิญกับศึกหนักอย่างแน่นอน
ในขณะเดียวกัน คะแนนนิยมของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิก็ลดต่ำลงเรื่อย ๆ ประชาชนเริ่มหมดความอดทนกับรัฐบาลที่มัวแต่เล่นเกมการเมือง เอาแต่ผลักดันกฎหมายหมิ่นธงชาติหรือมุ่งถกเถียงเรื่องกฎหมายมณเฑียรบาล แต่กลับล้มเหลวในการแก้ปัญหาค่าครองชีพ ปล่อยให้ข้าวของราคาแพง ทั้งยังผิดคำสัญญาเรื่องการลดภาษีการบริโภคสำหรับสินค้าในหมวดอาหารอีกด้วย
ทั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นมีเวลา 1 ปีในการเคาะชื่อ "เมืองหลวงแห่งที่สอง" โดยมีนายกฯ ทาคาอิจิ นั่งประธานคณะกรรมการคัดเลือกด้วยตัวเอง พร้อมเตรียมตั้งตำแหน่ง "รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี" ขึ้นมาดูแลโครงการนี้โดยเฉพาะ ซึ่งพรรคอิชินก็หวังคว้าเก้าอี้รัฐมนตรีตำแหน่งนี้มาครองในการปรับ ครม. ครั้งหน้าให้ได้







