
สงครามพลังงานรอบใหม่ "ฮอร์มุซ" เดือด โลกต้องจ่ายแพงกว่าที่คิด?
ความขัดแย้งสหรัฐ–อิหร่านจุดชนวนความกังวลตลาดพลังงานโลก จับตาช่องแคบฮอร์มุซ เส้นเลือดน้ำมัน–LNG เมื่อสงครามอาจกลายเป็นต้นทุนที่ทุกประเทศต้องจ่าย
KEY
POINTS
- ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ "ช่องแคบฮอร์มุซ" ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก (ประมาณ 25% ของน้ำมัน และ 19% ของ LNG ทางทะเล) มีความเสี่ยงที่จะถูกปิดกั้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปทานพลังงานโลก
- ความกังวลต่อการขนส่งได้เพิ่ม "ค่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์" เข้าไปในราคาน้ำมันดิบให้สูงขึ้น และยังคุกคามตลาดก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) อย่างรุนแรง โดยเฉพาะอุปทานจากกาตาร์ซึ่งต้องผ่านเส้นทางนี้
- ผลกระทบจากวิกฤตไม่ได้จำกัดแค่ราคาน้ำมัน แต่จะลุกลามไปสู่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่สูงขึ้นจากราคา LNG ที่แพงขึ้น และกระตุ้นให้เกิดภาวะเงินเฟ้อที่กระทบเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง
โลกพลังงานกำลังกลับเข้าสู่ช่วงเวลาที่ต้องจับตาอีกครั้ง เมื่อความตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับมาเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และเศรษฐกิจโลก หลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านยกระดับขึ้นจนสร้างความกังวลต่อเส้นทางขนส่งพลังงานสายสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอย่าง “ช่องแคบฮอร์มุซ” (Strait of Hormuz)
เพราะช่องแคบแคบ ๆ ที่อยู่ระหว่างอิหร่านกับคาบสมุทรอาหรับแห่งนี้ คือเส้นเลือดใหญ่ของระบบพลังงานโลก โดยมีน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันจำนวนมหาศาลเดินทางผ่านทุกวัน หากเส้นทางนี้ได้รับผลกระทบ แม้เพียงบางส่วน ตลาดโลกก็สามารถตอบสนองด้วยราคาที่สูงขึ้นทันที
ข้อมูลจากสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก โดยในปี 2025 มีน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันเฉลี่ยเกือบ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน ผ่านเส้นทางนี้ คิดเป็นประมาณ 25% ของการค้าน้ำมันทางทะเลทั่วโลก และน้ำมันส่วนใหญ่มีปลายทางอยู่ในเอเชีย โดยเฉพาะจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ราคาน้ำมันจะขึ้นหรือไม่” แต่คือ “โลกจะต้องจ่ายแพงขึ้นมากแค่ไหน หากวิกฤตยืดเยื้อ”
สถานการณ์ล่าสุดจึงทำให้ตลาดกลับมาใช้คำว่า “geopolitical risk premium” หรือ “ค่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์” อีกครั้ง
นั่นหมายความว่า แม้ปริมาณน้ำมันจริงในตลาดอาจยังไม่ได้หายไปทั้งหมด แต่เพียงความกังวลว่าอุปทานอาจสะดุด ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้ค้า นักลงทุน และบริษัทพลังงานปรับราคาสินค้าเพื่อสะท้อนความเสี่ยง
รอยเตอร์รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับขึ้นเหนือระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังความขัดแย้งรุนแรงขึ้นและตลาดกังวลต่อการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดย Brent Futures ปรับขึ้นแตะประมาณ 90.79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ WTI อยู่เหนือ 84 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
น้ำมันจะแพงขึ้นอีกหรือไม่? คำตอบอยู่ที่ “ฮอร์มุซ”
ราคาน้ำมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงปริมาณการผลิต แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการ “ส่งมอบ” ด้วย ตะวันออกกลางอาจยังมีน้ำมันจำนวนมากใต้พื้นดิน แต่หากไม่สามารถขนส่งออกสู่ตลาดโลกได้ น้ำมันเหล่านั้นก็ไม่สามารถช่วยลดแรงกดดันด้านราคาได้
ช่องแคบฮอร์มุซจึงมีบทบาทเหมือน “ประตูส่งออก” ของผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น ซาอุดีอาระเบีย อิรัก คูเวต กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอิหร่าน
IEA ระบุว่า แม้บางประเทศ เช่น ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จะมีท่อส่งน้ำมันทางเลือกที่สามารถหลีกเลี่ยงฮอร์มุซได้บางส่วน แต่ความสามารถดังกล่าวยังไม่สามารถทดแทนปริมาณทั้งหมดที่ผ่านช่องแคบได้
EIA ของสหรัฐประเมินว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 น้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซอยู่ที่ประมาณ 20.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณหนึ่งในห้าของการบริโภคน้ำมันโลก และเส้นทางอื่นสามารถรองรับได้เพียงบางส่วนเท่านั้น
ไม่ใช่แค่น้ำมัน แต่ “LNG” อาจเป็นระเบิดลูกต่อไป
หลายคนมองว่าวิกฤตตะวันออกกลางกระทบเพียงราคาน้ำมัน แต่ในความเป็นจริง ตลาดที่อาจได้รับแรงกระแทกอย่างหนักคือ ก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG
เหตุผลคือ กาตาร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ส่งออก LNG รายใหญ่ที่สุดของโลก ต้องใช้เส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซในการส่งออก
ข้อมูลจาก IEA ระบุว่า LNG จากกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 19% ของการค้า LNG โลก และหากเส้นทางนี้หยุดชะงัก ตลาดก๊าซโลกจะได้รับผลกระทบอย่างมาก เพราะไม่สามารถหาปริมาณทดแทนได้ทันที
ผลกระทบจะรุนแรงโดยเฉพาะในเอเชีย เพราะหลายประเทศพึ่งพา LNG เพื่อผลิตไฟฟ้า เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน อินเดีย และประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย ต่างแข่งขันกันซื้อ LNG ในตลาดโลก หากปริมาณจากตะวันออกกลางลดลง ราคาสปอต LNG มีโอกาสปรับขึ้นทันที และเมื่อ LNG แพงขึ้น สิ่งที่จะตามมาคือ…ต้นทุนผลิตไฟฟ้าแพงขึ้น
จากราคาน้ำมันสู่ค่าไฟทั่วโลก
ในหลายประเทศ ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า เมื่อราคาก๊าซเพิ่มขึ้น โรงไฟฟ้าก๊าซต้องแบกรับต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ซึ่งสุดท้ายอาจสะท้อนกลับไปยังค่าไฟของประชาชนและภาคธุรกิจ
สำหรับประเทศไทย ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะระบบไฟฟ้าไทยยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า
หากราคานำเข้า LNG ปรับสูงขึ้น ต้นทุนเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น และอาจสร้างแรงกดดันต่อค่าไฟฟ้าในอนาคต แม้ว่าการปรับค่าไฟจริงจะขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ปริมาณก๊าซในประเทศ การบริหารต้นทุนของ กฟผ. นโยบายภาครัฐ และโครงสร้างค่าไฟ
ผลกระทบไม่ได้หยุดที่ค่าไฟบ้าน แต่จะส่งต่อไปยัง โรงงานอุตสาหกรรม ต้นทุนสินค้า ภาคขนส่ง อาหาร โลจิสติกส์ และเงินเฟ้อ...
บทเรียนจากอดีต เมื่อพลังงานแพง เศรษฐกิจโลกชะลอ
วิกฤตพลังงานไม่เคยเป็นเพียงเรื่องของน้ำมัน แต่เป็นเรื่องของเศรษฐกิจมหภาค ราคาพลังงานสูงขึ้นจะเพิ่มต้นทุนของทุกภาคส่วน เพราะน้ำมันและก๊าซเป็นวัตถุดิบพื้นฐานของเศรษฐกิจ ตั้งแต่การเดินทาง การผลิตสินค้า ไปจนถึงการผลิตไฟฟ้า
IMF เคยเตือนว่า ราคาพลังงานที่สูงขึ้นสามารถสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อ และทำให้ธนาคารกลางต้องระมัดระวังในการลดดอกเบี้ย เพราะต้นทุนพลังงานเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาสินค้า
ดังนั้น หากราคาน้ำมันกลับเข้าสู่ระดับสูงเป็นเวลานาน โลกอาจต้องเผชิญสถานการณ์ที่เรียกว่า “เงินเฟ้อจากพลังงาน” (Energy-driven Inflation) ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่เหมือนที่โลกเคยเจอหลังสงครามรัสเซีย–ยูเครน
สื่อชั้นนำของโลกมองอย่างไร? ทำไมตลาดยังไม่ตื่นตระหนก แต่จับตา "ฮอร์มุซ" ทุกนาที
แม้ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ การวิเคราะห์ของสื่อเศรษฐกิจและสำนักข่าวชั้นนำของโลกไม่ได้มองเพียง "สงคราม" หากแต่กำลังจับตาว่า ความขัดแย้งครั้งนี้จะลุกลามจนกระทบ "อุปทานพลังงานโลก" หรือไม่ เพราะนั่นคือปัจจัยที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป
รอยเตอร์รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับตัวขึ้นเหนือ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังความขัดแย้งยกระดับ และการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด โดยข้อมูลการเดินเรือระบุว่า จำนวนเรือที่ผ่านช่องแคบในบางช่วงลดลงจาก 8 ลำเหลือเพียง 4 ลำต่อวัน สะท้อนว่าผู้ประกอบการเดินเรือเริ่มหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงมากขึ้น
และรอยเตอร์ยังอ้างความเห็นของนักวิเคราะห์ในตลาดน้ำมันที่เตือนว่า นักลงทุนอาจกำลัง "ประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป" (underestimating the risk) เพราะแม้การส่งออกน้ำมันจะยังไม่หยุดชะงักทั้งหมด แต่ระดับสต็อกน้ำมันโลกอยู่ในภาวะตึงตัวที่สุดในรอบหลายปี หากความขัดแย้งยืดเยื้อหรือกระทบการขนส่งมากขึ้น ราคาน้ำมันอาจปรับตัวสูงขึ้นได้อีก
ฝั่ง Bloomberg ให้ความสำคัญกับประเด็นที่แตกต่างออกไป โดยมองว่า ตลาดน้ำมันโลกในวันนี้มี "กันชน" (shock absorber) เหลือน้อยกว่าหลายวิกฤตก่อนหน้า เนื่องจากสต็อกน้ำมันเชิงพาณิชย์ในหลายประเทศลดลง และกำลังการผลิตสำรอง (Spare Capacity) ที่สามารถนำออกมาใช้ได้ทันทีมีข้อจำกัดมากขึ้น
Bloomberg ยังอ้างบทวิเคราะห์ของ Goldman Sachs ว่า แม้ผู้ผลิตในตะวันออกกลางพยายามเพิ่มกำลังการผลิตกลับเข้าสู่ตลาด แต่หากการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก การฟื้นตัวของอุปทานน้ำมันก็จะล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ และความผันผวนของราคาจะยังอยู่ในระดับสูง
สำนักข่าว Associated Press (AP) วิเคราะห์ว่า สิ่งที่ตลาดกังวลไม่ใช่จำนวนการโจมตีในแต่ละวัน แต่คือ ความเสี่ยงที่สงครามจะขยายวงไปยังประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายอื่นในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ท่าเรือส่งออก และเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศ
AP ชี้ว่า ประวัติศาสตร์หลายทศวรรษที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า ความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซียสามารถเปลี่ยนจากปัญหาระดับภูมิภาคไปสู่แรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกได้อย่างรวดเร็ว หากกระทบต่อการไหลเวียนของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
สิ่งที่นักวิเคราะห์เห็นตรงกัน คือ "ฮอร์มุซ" ยังเป็นหัวใจของตลาดพลังงานโลก
แม้แต่ละสำนักจะมีมุมมองแตกต่างกันในรายละเอียด แต่มีข้อสรุปร่วมกันอยู่ 3 ประเด็น คือ
ตลาดกำลังให้ "ค่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์" (Geopolitical Risk Premium) กับราคาน้ำมันมากขึ้น แม้อุปทานจะยังไม่หยุดชะงักทั้งหมด
ช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ไม่มีเส้นทางใดทดแทนได้ทั้งหมด แม้หลายประเทศจะเร่งพัฒนาท่อส่งและเส้นทางขนส่งทางเลือก แต่ยังมีน้ำมันหลายล้านบาร์เรลต่อวันที่ต้องพึ่งพาเส้นทางนี้
ความผันผวนอาจอยู่กับตลาดอีกระยะหนึ่ง เพราะแม้การสู้รบจะไม่ลุกลามทันที แต่เพียงความไม่แน่นอนก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้ค้า บริษัทเดินเรือ และบริษัทประกันภัยปรับพฤติกรรม ส่งผลต่อต้นทุนพลังงานทั่วโลก







