
Oura จ่อ IPO 5 แสนล้าน สร้างโมเดล “แหวนสุขภาพ” ที่มนุษย์อาจขาดไม่ได้
Oura เตรียมเข้าตลาด Nasdaq สัปดาห์หน้า ตั้งเป้ามูลค่าบริษัทเกือบ 5 แสนล้านบาท จากธุรกิจ "แหวนสุขภาพ"! คำถาม คือ บริษัทจะสามารถเปลี่ยนสิ่งที่ครั้งหนึ่ง มนุษย์ไม่เคยคิดว่าจำเป็น ให้กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้หรือไม่?
KEY
POINTS
- Oura ผู้ผลิตแหวนสุขภาพอัจฉริยะ เตรียมเสนอขายหุ้น IPO ในตลาด Nasdaq โดยคาดว่าจะมีมูลค่าบริษัทสูงเกือบ 5 แสนล้านบาท
- ผลิตภัณฑ์หลักคือ “แหวนสุขภาพ” ที่ใช้เซนเซอร์ตรวจวัดข้อมูลทางสรีรวิทยาของผู้ใช้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อวิเคราะห์และสรุปผลเป็นคะแนนด้านสุขภาพที่เข้าใจง่าย
- โมเดลธุรกิจใช้ระบบสมาชิกรายเดือน ซึ่งอาจทำให้ “ข้อมูลสุขภาพประจำวัน” กลายเป็นบริการที่ผู้ใช้ผูกพันและรู้สึกว่าขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวัน
สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 ว่า Oura ผู้ผลิต "แหวนสุขภาพอัจฉริยะ" เตรียมนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาด Nasdaq ภายใต้ชื่อย่อ “OURA” ในสัปดาห์หน้า โดยกำหนดช่วงราคาเสนอขายเบื้องต้นที่ 40–44 ดอลลาร์ต่อหุ้น
Oura และผู้ถือหุ้นเดิมจะเสนอขายหุ้นรวม 50 ล้านหุ้น คาดระดมทุนได้สูงสุด 2,200 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6.9 หมื่นล้านบาท แต่หากขายหุ้นได้ที่ราคาสูงสุด บริษัทจะมีมูลค่าประมาณ 15,620 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากมูลค่าราว 11,000 ล้านดอลลาร์ในการระดมทุนเมื่อปีที่ผ่านมา
การเสนอขายหุ้นครั้งนี้ยังได้รับความสนใจจาก Eli Lilly บริษัทยารายใหญ่ของโลก ซึ่งแสดงความสนใจซื้อหุ้น IPO สูงสุด 100 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ Dragoneer บริษัทด้านการลงทุนอาจเข้าซื้อสูงสุด 300 ล้านดอลลาร์
การตื่นตัวของตลาดหุ้นเมื่อคืนที่ผ่านมา จึงไม่ใช่แค่เพียงว่านักลงทุนพร้อมจ่ายให้บริษัทมากเพียงใด แต่ที่ต้องตอบให้ได้คือ Oura มีนวัตกรรมและโมเดลธุรกิจอะไร จึงสามารถเปลี่ยน gadget ที่ผู้บริโภคไม่เคยคิดว่าจำเป็น ให้กลายเป็นบริษัทที่ตลาดตีมูลค่าเกือบ 5 แสนล้านบาทได้กันแน่!
Oura คืออะไร แหวนสุขภาพทำอะไรได้บ้าง?
Oura ก่อตั้งขึ้นในฟินแลนด์ราว 10 ปีมาแล้ว ผลิตภัณฑ์หลักคือ Oura Ring หรือ แหวนอัจฉริยะ ที่ทุกวันนี้คนอาจจะคุ้นเคยระบบการทำงานแบบนี้จากอุปกรณ์รูปแบบอื่นเช่น "นาฬิกา" มาก่อน
โดยใช้เซนเซอร์ตรวจวัดสัญญาณทางสรีรวิทยาจากนิ้ว เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ ความแปรปรวนของอัตราการเต้นหัวใจ หรือ HRV อุณหภูมิผิว การเคลื่อนไหว และระดับออกซิเจนในเลือด
ระบบนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์เป็นตัวชี้วัดมากกว่า 50 รายการ ครอบคลุมการนอน การฟื้นตัวของร่างกาย ความเครียด สุขภาพหัวใจ กิจกรรมทางกาย ระบบเผาผลาญ และสุขภาพผู้หญิง
แทนที่จะให้ผู้ใช้ตีความข้อมูลดิบเอง Oura สรุปข้อมูลออกมาเป็นคะแนน เช่น Sleep Score ซึ่งสะท้อนคุณภาพการนอน และ Readiness Score ซึ่งประเมินว่าร่างกายในวันนั้นพร้อมออกแรงหรือควรพักฟื้นกันแน่
Oura Ring 5 รุ่นล่าสุด เปิดตัวเมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 มีขนาดเล็กลงจากรุ่นก่อนประมาณ 40% ใช้ตัวเรือนไทเทเนียม พร้อมไฟ LED สีแดง สีเขียว และอินฟราเรด ตัวรับแสง เซนเซอร์อุณหภูมิ และอุปกรณ์ตรวจจับการเคลื่อนไหว สามารถใช้งานได้นานสูงสุดประมาณ 9 วันต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
นวัตกรรมของ Oura จึงไม่ใช่การทำให้แหวนวัดชีพจรได้เพียงอย่างเดียว จุดเด่นของมัน คือ การทำให้อุปกรณ์มีขนาดเล็กและสวมใส่สบายพอที่ผู้ใช้จะยอมใส่ขณะทำงาน ออกกำลังกาย และแม้กระทั่งเวลานอนหลับ
เอกสารเสนอขายหุ้นของบริษัทระบุว่า ในไตรมาส 3 ของปีงบประมาณ 2569 สมาชิกสวม Oura Ring เฉลี่ยประมาณ 23 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งทำให้เกิดข้อดีคือ ระบบสามารถเก็บข้อมูลได้อย่างต่อเนื่องให้แก่ผู้ใช้แต่ละรายได้มากขึ้น!
โดยเฉพาะ ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่อุณหภูมิ ชีพจร การหายใจ หรือคุณภาพการนอนของผู้ใช้เปลี่ยนไปจากค่าปกติของตนเอง ระบบสามารถแจ้งให้สังเกตความเปลี่ยนแปลงได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ตัวเลขออกนอกค่าเฉลี่ยของประชากรทั้งหมด
หมายความว่า ระบบจะเปรียบเทียบข้อมูลผิดปกติจากข้อมูลของผู้ใช้งาน
อย่างไรก็ตาม Oura ยังจัดวางผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ในฐานะอุปกรณ์เพื่อสุขภาวะ ไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัยโรค แม้บริษัทกำลังขยายฟังก์ชันเข้าใกล้พื้นที่ทางการแพทย์มากขึ้นก็ตาม
ความได้เปรียบอาจไม่ใช่แหวน แต่อยู่ที่ข้อมูล
หากมองเฉพาะฮาร์ดแวร์ Oura ไม่ได้มีเซนเซอร์ที่คู่แข่งไม่สามารถพัฒนาให้เทียบเท่าได้ ในตลาดทุกวันนี้ หลายบริษัทออกผลิตภัณฑ์ "แหวนสุขภาพ" เช่น แหวนจาก Samsung, RingConn และ Ultrahuman สามารถติดตามข้อมูลพื้นฐานอย่างการนอน ชีพจร HRV อุณหภูมิ และกิจกรรมได้เช่นกัน
สิ่งที่ Oura พยายามสร้างเป็นความได้เปรียบ คือ ข้อมูลสุขภาพระยะยาว
บริษัทระบุว่ามีข้อมูลทางชีวภาพสะสมเกือบ 42,000 ล้านชั่วโมง จากผู้ใช้ที่แตกต่างกันทั้งด้านอายุ เพศ ชาติพันธุ์ สภาพร่างกายและสุขภาพ
ข้อมูลดังกล่าวถูกนำไปใช้กับระบบ AI สามระดับ ตั้งแต่โมเดลพื้นฐานที่เรียนรู้รูปแบบทางสรีรวิทยา โมเดลเฉพาะด้าน เช่น หัวใจและสุขภาพผู้หญิง ไปจนถึง Oura Advisor ระบบสนทนาที่ช่วยแปลข้อมูลซับซ้อนให้เป็นคำอธิบายภาษาธรรมดา
Oura กำลังวางตำแหน่งตัวเองเป็นแพลตฟอร์มข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคล ซึ่งรู้ว่าร่างกายของผู้ใช้แต่ละคนเปลี่ยนแปลงอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไป
ที่สำคัญคือยิ่งผู้ใช้สวมแหวนนาน ระบบยิ่งมีข้อมูลของผู้ใช้งานมากขึ้น จุดนี้ทำให้การเลิกใช้ "แหวนสุขภาพ" ของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง เป็นไปได้ยากมากขึ้นตามมา
หากให้จินตนาการง่ายๆ ก็คงเหมือน สาวก Apple ที่ไม่ยอมเปลี่ยนไปใช้ระบบ Android หรือ คนที่เลือกใช้ ChatGPT โดยไม่อยากเปลี่ยนไปใช้อย่างอื่น เพราะรู้สึกว่าระบบเข้าใจสิ่งที่ต้องการมาระดับหนึ่งจนคุ้นเคยกันแล้ว!
ขายแหวนครั้งเดียว แต่เก็บรายได้ทุกเดือน
นั่นจึงเป็นที่มาของโมเดลธุรกิจของ Oura ที่ไม่ได้จบแค่การซื้อแหวนครั้งเดียว! เพราะต้องจ่ายค่าสมาชิกเดือนละ 5.99 ดอลลาร์
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 Oura มีสมาชิกแบบจ่ายเงินประมาณ 5 ล้านราย เพิ่มขึ้นจาก 2.5 ล้านรายในช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีอัตรารักษาสมาชิกหลังครบ 12 เดือนประมาณ 85%
ในช่วง 9 เดือนถึงเดือนมิถุนายน 2569 บริษัทมีรายได้ 1,210 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นประมาณ 74% จากปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 60.8 ล้านดอลลาร์ เทียบกับกำไรเพียง 1.6 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนรายได้จากค่าสมาชิกเพิ่มขึ้น 121%
ทอม เฮล (Tom Hale) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Oura เคยยืนยันว่าบริษัทจะยังใช้ระบบสมาชิกต่อไป โดยให้เหตุผลว่ารายได้ประจำทำให้บริษัทสามารถลงทุนเพื่อเพิ่มความแม่นยำและพัฒนาข้อมูลสุขภาพระยะยาว ซึ่งควรให้ประโยชน์แก่ผู้ใช้มากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
นักวิเคราะห์มอง Oura อย่างไร?
บริษัทวิจัย IPOX ให้ความเห็นกับรอยเตอร์ว่า จุดแข็งของ Oura คือการใช้งานง่าย มีลักษณะเป็นสินค้าแฟชั่น และกลมกลืนกับชีวิตประจำวัน เมื่อเทียบกับอุปกรณ์สวมใส่บางประเภทที่มุ่งเน้นนักกีฬาและการวัดสมรรถนะอย่างจริงจัง
อย่างไรก็ตามมูลค่า IPO ของ Oura ได้สะท้อนความคาดหวังเรื่องการเติบโตในระดับสูง รวมถึงการเปลี่ยนสัดส่วนรายได้ไปสู่รายได้ประจำที่มีอัตรากำไรสูงกว่าแล้ว
ด้านบทวิเคราะห์ของ Financial Times ตั้งข้อสังเกตว่า มูลค่าเกือบ 16,000 ล้านดอลลาร์อาจพิสูจน์ได้ยาก เพราะตลาดสมาร์ตริงยังมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับตลาดสมาร์ตวอตช์และอุปกรณ์สวมใส่ชนิดอื่น อีกทั้ง Oura ยังซื้อขายด้วยมูลค่าที่สูงกว่าบริษัทเทคโนโลยีและอุปกรณ์สุขภาพที่ตั้งหลักในตลาดแล้ว
หากต้องการรักษามูลค่าระดับนี้ บริษัทจำเป็นต้องเติบโตสูงต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน การขยายเข้าสู่ระบบการแพทย์จริงยังเผชิญทั้งข้อกำกับดูแล ความรับผิดหากข้อมูลผิดพลาด และต้นทุนของโรงพยาบาลหรือแพทย์ในการติดตามข้อมูลจำนวนมหาศาลจากผู้ป่วย
นอกจากนี้ เงินที่ได้จาก IPO ไม่ได้เข้าสู่บริษัททั้งหมด เพราะหุ้นจำนวนหนึ่งเป็นหุ้นที่ผู้ถือหุ้นเดิมนำออกขาย โดย TechCrunch รายงานว่า Forerunner Ventures มีแผนขายหุ้นทั้งหมดที่ถืออยู่ และอาจได้รับเงินประมาณ 1,200 ล้านดอลลาร์ หากราคาขายอยู่ที่ประมาณ 42 ดอลลาร์ต่อหุ้น
Oura ยังชนะคู่แข่งอยู่หรือไม่?
Oura ยังมีความได้เปรียบด้านแบรนด์ ประสบการณ์ใช้งาน การวิเคราะห์ข้อมูล การติดตามการนอน และฐานข้อมูลระยะยาว โดยประมาณ 40% ของสมาชิกใหม่มาจากการบอกต่อ ซึ่งสะท้อนว่าผลิตภัณฑ์สามารถเติบโตผ่านประสบการณ์ของผู้ใช้เดิมได้
แต่หากมองด้านฮาร์ดแวร์เพียงอย่างเดียว คู่แข่งเริ่มตามทันหรือแซงในบางด้านแล้ว RingConn มีรุ่นที่ให้แบตเตอรี่สูงสุดประมาณ 14 วันและไม่เก็บค่าสมาชิกรายเดือน ขณะที่ Samsung มีฐานผู้ใช้สมาร์ตโฟนและระบบ Samsung Health เป็นของตัวเอง
Apple แม้ยังไม่มีแหวนสุขภาพ แต่มี Apple Watch และแอป Health ซึ่งสามารถเชื่อมข้อมูลจากอุปกรณ์และบริการจำนวนมาก หาก Apple ตัดสินใจพัฒนาอุปกรณ์ในรูปแบบเดียวกัน Oura จะต้องแข่งขันกับบริษัทที่มีทั้งระบบปฏิบัติการ ฐานผู้ใช้ และเงินลงทุนมากกว่าอย่างชัดเจน
Oura เองยอมรับในเอกสาร IPO ว่าต้องแข่งขันกับ Apple, Google, Samsung, Garmin และ Whoop ซึ่งหลายบริษัทมีแบรนด์ ช่องทางจำหน่าย ห่วงโซ่อุปทาน และงบวิจัยพัฒนามากกว่า
กำลังสร้างสิ่งที่มนุษย์ขาดไม่ได้หรือไม่?
เมื่อ Apple เปิดตัว iPhone ผู้บริโภคจำนวนมากยังไม่รู้ว่าตนเองจำเป็นต้องมีสมาร์ตโฟนที่รวมโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต กล้อง แผนที่ เพลง และแอปต่าง ๆ ไว้ในเครื่องเดียว
แต่เมื่อบริการในชีวิตประจำวันค่อย ๆ ย้ายเข้าไปอยู่ในสมาร์ตโฟน อุปกรณ์ที่เคยดูเหมือนสินค้าฟุ่มเฟือยก็กลายเป็นสิ่งที่คนจำนวนมากรู้สึกว่าขาดไม่ได้!
Oura อาจกำลังทดลองใช้โมเดลเดียวกันกับสุขภาพ?
ในอดีต คนเราอาจตัดสินว่าตนเองนอนพอหรือไม่ เครียดหรือไม่ และพร้อมออกกำลังกายเพียงใดจากความรู้สึกของตัวเอง แต่เมื่อเริ่มต้นวันด้วยการเปิดดู Sleep Score และ Readiness Score คำตอบจากระบบอาจค่อยๆ เข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ (หากใครยังยืนยันว่าไม่มีอิทธิพล อาจจะหาคำตอบได้จากการใช้ Generative AI อย่าง ChatGPT Claude หรือ Gemini)
ความสะดวกและข้อมูลที่ไม่เคยได้มาก่อนจากการใช้แหวนสุขภาพ ซึ่งเฉพาะบุคคล และรู้สึกว่ามีประโยชน์มากขึ้นเท่าไหร่ คนใช้งานก็ยิ่งไม่ต้องการให้ข้อมูลเหล่านี้หายไปจากชีวิตประจำวัน
Oura จึงไม่ได้เดิมพันเพียงว่าแหวนอัจฉริยะจะเป็นสินค้าเทคโนโลยีประเภทต่อไป แต่เป็นไปได้หรือไม่ว่า บริษัทกำลังเดิมพันว่า “ข้อมูลสุขภาพประจำวัน” จะกลายเป็นบริการที่มนุษย์ยอมจ่ายและใช้อย่างต่อเนื่อง เหมือนที่สมาร์ตโฟนเคยเปลี่ยนจากนวัตกรรมใหม่ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของชีวิต ที่คนทุกวันนี้ขาดไม่ได้!







