posttoday
เทคโนโลยี : กุญแจสำคัญสู่ความมั่นคงระบบไฟฟ้าในยุคเปลี่ยนผ่าน

เทคโนโลยี : กุญแจสำคัญสู่ความมั่นคงระบบไฟฟ้าในยุคเปลี่ยนผ่าน

20 กรกฎาคม 2569

บทวิเคราะห์จากรายงาน Siemens ชี้ชัดว่าความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าคือวาระเร่งด่วนของโลก เทคโนโลยีและโครงข่ายอัจฉริยะคือกุญแจสำคัญสู่การเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืน

KEY

POINTS

  • ความมั่นคงด้านพลังงานได้กลายเป็นนโยบายเร่งด่วนอันดับหนึ่งของโลก ขณะที่ไทยเผชิญความท้าทายจากความต้องการไฟฟ้าที่เสถียรเพิ่มขึ้นจากการเป็น Tech Hub และการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานแบบกระจายศูนย์
  • เทคโนโลยีโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และระบบอัตโนมัติ (Autonomous Grid) คือหัวใจสำคัญในการบริหารจัดการความซับซ้อนของระบบไฟฟ้าที่มาจากพลังงานหมุนเวียนและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
  • การจะใช้เทคโนโลยีให้เกิดผลสูงสุดจำเป็นต้องปลดล็อกกฎระเบียบที่ล้าหลังให้เอื้อต่อการลงทุนด้านซอฟต์แวร์และบูรณาการข้อมูลระหว่างภาคส่วนต่างๆ เพื่อสร้างระบบนิเวศพลังงานดิจิทัลที่เชื่อมโยงกัน

"เทคโนโลยี" ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือ "แกนกลาง" ของความอยู่รอด

 

รายงาน Siemens Infrastructure Transition Monitor 2025 ซึ่งสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารระดับสูงกว่า 1,400 คนทั่วโลก ได้สะท้อนภาพความก้าวหน้า ความท้าทาย และทิศทางของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) 


รวมถึงการลดคาร์บอน (Decarbonization) ไว้อย่างน่าสนใจ และนี่คือบทวิเคราะห์เจาะลึกที่ฉายภาพให้เห็นว่า ทำไมเทคโนโลยีจึงเป็นกุญแจดอกสำคัญที่สุดในเวลานี้
 

วาระเร่งด่วนของโลก: เมื่อ "ความมั่นคง" ต้องมาก่อน


ผลวิจัยชี้ให้เห็นจุดเปลี่ยนที่น่าสนใจมาก เมื่อความเสถียรและมั่นคงในการจัดหาพลังงาน (Resilient Energy Supply) ได้พุ่งขึ้นมาเป็นนโยบายเร่งด่วนอันดับหนึ่งของรัฐบาลทั่วโลก (แซงหน้าการขยายพลังงานหมุนเวียนที่เคยครองแชมป์ในปี 2566) ควบคู่ไปกับเป้าหมายการพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน

แม้ความมั่นคงจะเป็นเรื่องหลัก แต่การลงทุนในพลังงานสะอาดก็ไม่ได้แผ่วลง ข้อมูลจาก IEA (International Energy Agency) ระบุชัดเจนว่า เม็ดเงินลงทุนในพลังงานสะอาดทั่วโลกปี 2568 จะสูงถึง 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แซงหน้าพลังงานฟอสซิลไปถึง 2 เท่าตัว


ความท้าทายของระบบไฟฟ้าไทย


เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย เรากำลังอยู่ในจุดตัดที่สำคัญ นโยบายการผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อก้าวสู่การเป็น Tech Hub และการดึงดูดการลงทุน Data Center ทำให้ความต้องการ "ไฟฟ้าที่เสถียร" พุ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว


ในขณะเดียวกัน เป้าหมาย Net Zero 2050 ก็กระตุ้นให้เกิดการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปกันอย่างแพร่หลาย ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือน 


สิ่งนี้ทำให้เราต้องเผชิญกับโจทย์ใหญ่ คือการเปลี่ยนผ่านจาก ระบบพลังงานแบบรวมศูนย์ (Centralized Energy) ที่พึ่งพาฟอสซิล ไปสู่ ระบบกระจายศูนย์ (Distributed Energy) ที่มีพลังงานหมุนเวียนซึ่งมีความผันผวนสูง การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเพียงอย่างเดียวจึงไม่พอ 

 

แต่โครงสร้างพื้นฐานต้องยืดหยุ่นและฉลาดพอที่จะรับมือความซับซ้อนนี้ด้วย

เทคโนโลยี : กุญแจสำคัญสู่ความมั่นคงระบบไฟฟ้าในยุคเปลี่ยนผ่าน
 

จากโครงข่ายเดิม สู่ Autonomous Grid


ปัญหาคลาสสิกของโครงข่ายไฟฟ้าปัจจุบันคือ "การมองไม่เห็นข้อมูล" (Limited Visibility) โดยเฉพาะในระบบจำหน่ายไฟฟ้าแรงดันต่ำตามบ้านเรือนหรือโรงงานขนาดเล็ก


เมื่อมีการจ่ายไฟย้อนกลับจากโซลาร์เซลล์ หรือการดึงไฟมหาศาลเพื่อชาร์จ EV ความซับซ้อนจึงตกไปอยู่ฝั่งผู้บริโภค


เพื่อแก้ปัญหานี้ Siemens ได้เสนอแนวคิด "Flip the Grid" หรือการบริหารจัดการจากล่างขึ้นบน ซึ่งผู้บริหารกว่า 74% เห็นตรงกันว่า Smart Grid ที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ จะทำหน้าที่เสมือนระบบประสาทของเครือข่าย 


ช่วยให้มองเห็นข้อมูล คาดการณ์ความเสี่ยง และจำลองสถานการณ์ได้ล่วงหน้า

ในอนาคตอันใกล้ เมื่อระบบซับซ้อนเกินกว่ามนุษย์จะสั่งการได้ทัน เราจะก้าวเข้าสู่ยุคของ Autonomous Grid โครงข่ายที่วิเคราะห์และตัดสินใจได้เอง 

เช่น ในนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ หากโซลาร์เซลล์ผลิตไฟได้เกินความต้องการ ระบบจะสั่งเพิ่มการชาร์จ EV อัตโนมัติ หรือหากเกิดสายส่งขัดข้อง 

ระบบจะทำการแยกพื้นที่และฟื้นฟูการจ่ายไฟในส่วนที่เหลือได้เอง (Self-healing) ซึ่งผู้บริหารถึง 63% มั่นใจว่าความคุ้มค่าจากการใช้ระบบอัตโนมัตินี้มีสูงมาก และกว่า 62% เชื่อว่าภูมิภาคของตนพร้อมแล้วสำหรับเทคโนโลยีนี้

เทคโนโลยี : กุญแจสำคัญสู่ความมั่นคงระบบไฟฟ้าในยุคเปลี่ยนผ่าน

ปลดล็อกกฎระเบียบ สู่ระบบนิเวศ "System of Systems"

ต่อให้เทคโนโลยีจะล้ำหน้าแค่ไหน แต่หากกฎระเบียบยังล้าหลัง ทุกอย่างก็เดินหน้าไม่ได้ ผู้บริหารกว่า 61% มองว่า กฎระเบียบที่แยกส่วนและระบบข้อมูลที่ไม่ได้เชื่อมต่อกันคือคอขวดสำคัญ 


กฎหมายปัจจุบันมักเอื้อให้เกิดการลงทุนใน "สินทรัพย์ทางกายภาพ" (เช่น การลากสายส่งใหม่) มากกว่าการลงทุนสร้าง "ซอฟต์แวร์"

ทางออกที่ผู้บริหาร 62% มองเห็นคือ การจัดการในรูปแบบ System of Systems หรือระบบพลังงานดิจิทัลแบบบูรณาการ ที่เชื่อมทั้งไฟฟ้า ก๊าซ ไฮโดรเจน และโครงสร้างพื้นฐานเข้าด้วยกัน

สำหรับประเทศไทย หากเราจะเดินหน้าเรื่องนี้ ต้องมุ่งเน้น 2 ประเด็นหลัก

 

แก้กฎระเบียบและกลไกตลาด: ต้องเอื้อให้เกิดการลงทุนนวัตกรรมซอฟต์แวร์ และให้มูลค่ากับ "ความยืดหยุ่น" ของระบบ นอกเหนือจากการลงทุนเพิ่มกำลังผลิตเพียงอย่างเดียว

 

การบูรณาการข้อมูล: ภาคส่วนต่างๆ ต้องใช้โปรโตคอลข้อมูลและ Standardized APIs ร่วมกัน เพื่อให้แพลตฟอร์มต่างค่ายสามารถคุยกันได้แบบเรียลไทม์ ลดต้นทุนการทำระบบเฉพาะกิจ (Custom Integration) ที่ขยายผลได้ยาก

ยุทธศาสตร์ 3D สู่การเติบโตที่ยั่งยืน

อนาคตของระบบพลังงานโลกและไทยกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยยุทธศาสตร์ 3D ได้แก่:

  • Decentralized: การกระจายศูนย์ของแหล่งผลิตพลังงาน
  • Democratized: การเปิดให้ทุกภาคส่วนมีบทบาทในการผลิตและจัดการพลังงาน
  • Digital: การขับเคลื่อนทุกกระบวนการด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี

โจทย์ใหญ่ในวันนี้ไม่ใช่การหาเทคโนโลยีใหม่ แต่คือ "การบูรณาการ" ทั้งเทคโนโลยี ข้อมูล และผู้คน ภายใต้กฎระเบียบที่เอื้ออำนวย

 

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าไม่ได้วัดกันที่ว่าเรามีกำลังผลิตสำรองมากแค่ไหน แต่วัดที่ว่าระบบของเรา "ฉลาดและปรับตัว" ได้เร็วและยั่งยืนเพียงใดต่างหาก 
 

ข่าวล่าสุด

เปิดแฟ้ม ครม.จ่อปลดล็อกบัตรสวัสดิการ ตัดรถเก่า คืนสิทธิ

เปิดแฟ้ม ครม.จ่อปลดล็อกบัตรสวัสดิการ ตัดรถเก่า คืนสิทธิ