
EECO เดินหน้า EECiti เปิด PPP 7.2 หมื่นล้าน สร้างเมืองอัจฉริยะต้นแบบไทย
EECO เปิดเวที Market Sounding เชิญเอกชนร่วมลงทุน PPP มูลค่า 72,042 ล้านบาท พัฒนา EECiti เมืองอัจฉริยะ Net Zero ต้นแบบการอยู่อาศัย การทำงาน และการลงทุนแห่งอนาคตของไทย
KEY
POINTS
- สกพอ. (EECO) กำลังผลักดันโครงการ "EECiti" ให้เป็นเมืองอัจฉริยะต้นแบบของประเทศไทย ภายใต้แนวคิดเมืองน่าอยู่อย่างยั่งยืน
- โครงการจะเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนในรูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 72,042 ล้านบาท
- เตรียมจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน (Market Sounding) เพื่อทดสอบความสนใจของนักลงทุน ก่อนเดินหน้ากระบวนการคัดเลือกเอกชนอย่างเป็นทางการ
EECiti เมืองน่าอยู่อัจฉริยะแห่งอนาคต เมื่อ EEC กำลังสร้าง "Smart & Sustainable City" ต้นแบบของประเทศไทย
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา "เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก" หรือ EEC ถูกวางให้เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจไทยสู่ฐานอุตสาหกรรมและนวัตกรรมแห่งอนาคต จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นสนามบิน ท่าเรือ รถไฟความเร็วสูง และนิคมอุตสาหกรรมเป้าหมาย วันนี้การพัฒนาได้ก้าวเข้าสู่อีกขั้นที่สำคัญ นั่นคือการสร้าง "เมือง" ที่สามารถรองรับผู้คน การลงทุน และคุณภาพชีวิตในระยะยาว
เมืองแห่งนั้นคือ "EECiti" หรือ "ศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ" โครงการขนาดใหญ่ที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO กำลังผลักดันให้เป็นต้นแบบของเมืองอัจฉริยะยุคใหม่ของประเทศไทย ภายใต้แนวคิด Smart & Sustainable LIVE-WORK-PLAY City เมืองที่ผสานการอยู่อาศัย การทำงาน และการใช้ชีวิตไว้ในพื้นที่เดียวกัน พร้อมยึดหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเป้าหมาย Net Zero
ล่าสุด EECO เตรียมเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน (Market Sounding) ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 เพื่อทดสอบความสนใจของนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ ก่อนเดินหน้าคัดเลือกเอกชนเข้าร่วมลงทุนในรูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership: PPP) ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 72,042 ล้านบาท นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาเมืองใหม่ที่ไม่ได้เป็นเพียงโครงการอสังหาริมทรัพย์ แต่เป็นการออกแบบ "ระบบเมือง" ทั้งระบบ
แนวคิดของ EECiti แตกต่างจากการพัฒนาเมืองแบบเดิมอย่างชัดเจน เพราะไม่ได้เริ่มต้นจากการสร้างอาคารหรือพื้นที่เชิงพาณิชย์ แต่เริ่มจากการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับการเติบโตของเมืองในอีกหลายสิบปีข้างหน้า เมืองแห่งนี้ถูกวางบทบาทให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ นวัตกรรม การลงทุน และการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ ควบคู่กับการเป็นพื้นที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพสำหรับประชาชนทุกกลุ่ม
เบื้องหลังแนวคิดดังกล่าว สอดคล้องกับแนวโน้มการพัฒนาเมืองทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับ "Quality of Life" มากกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว เมืองยุคใหม่จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่ชาญฉลาด ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ในระยะยาว
ด้วยเหตุนี้ EECO จึงเตรียมพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานส่วนกลางรวม 10 ระบบ ซึ่งถือเป็น "หัวใจ" ของ EECiti ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้าอัจฉริยะและพลังงานสะอาด ระบบผลิตและจ่ายน้ำประปา ระบบบริหารจัดการน้ำทั้งเมือง ระบบจัดการขยะและของเสีย ระบบพื้นที่สีเขียวและภูมิทัศน์ ระบบสาธารณูปโภคใต้ดิน ตลอดจนระบบบริการสาธารณะที่เชื่อมโยงด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้ทุกองค์ประกอบสามารถทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
การออกแบบเมืองในลักษณะนี้สะท้อนแนวคิดของ Smart City ยุคใหม่ ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงการติดตั้งเซ็นเซอร์หรือเทคโนโลยี IoT แต่ครอบคลุมการวางผังเมือง การบริหารจัดการทรัพยากร การใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์ และการเชื่อมโยงบริการสาธารณะให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ
อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญของ EECiti คือการตั้งเป้าเป็นเมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยนำแนวคิด Net Zero มาเป็นกรอบการพัฒนาตั้งแต่ต้นทาง ไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงานสะอาด การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การจัดการน้ำหมุนเวียน การลดของเสีย และการส่งเสริมระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เมืองชั้นนำทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ
การสร้างเมืองให้รองรับเป้าหมาย Net Zero ยังมีความสำคัญในเชิงเศรษฐกิจ เนื่องจากบริษัทข้ามชาติ นักลงทุน และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับโลกต่างให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การมีเมืองที่ใช้พลังงานสะอาด มีระบบสาธารณูปโภคที่มีประสิทธิภาพ และสามารถลดคาร์บอนฟุตพรินต์ได้ จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมยุคใหม่
ปัจจัยดังกล่าวมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับทิศทางการเติบโตของ EEC ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นฐานการลงทุนของอุตสาหกรรมเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ดิจิทัล เทคโนโลยีชีวภาพ การแพทย์สมัยใหม่ รวมถึงอุตสาหกรรมอากาศยานและโลจิสติกส์ ซึ่งล้วนต้องการระบบเมืองที่มีความพร้อมทั้งด้านพลังงาน ระบบสื่อสาร และคุณภาพชีวิตของบุคลากร
การจัดเวที Market Sounding ในครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการประชาสัมพันธ์โครงการ แต่เป็นกระบวนการสำคัญในการร่วมออกแบบโมเดลการลงทุนกับภาคเอกชน โดยเปิดโอกาสให้ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน บริษัทอสังหาริมทรัพย์ สถาบันการเงิน นักลงทุน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมสะท้อนความคิดเห็นเกี่ยวกับรูปแบบการลงทุน การจัดสรรความเสี่ยง กลไกการบริหารโครงการ ตลอดจนปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุน
ข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับจะถูกนำไปปรับปรุงรายละเอียดของโครงการ รวมถึงจัดทำเอกสารประกวดราคาและเงื่อนไขการร่วมลงทุน PPP ให้มีความเหมาะสม สร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของภาครัฐและภาคเอกชน พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ
แนวทางดังกล่าวสะท้อนการพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ตามมาตรฐานสากล ซึ่งนิยมใช้กระบวนการ Market Sounding เพื่อให้ผู้ลงทุนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ลดความเสี่ยงของโครงการ เพิ่มความโปร่งใส และทำให้รูปแบบการลงทุนตอบโจทย์ความต้องการของตลาดมากที่สุด
ตามแผนงานของ EECO หลังจากการจัด Market Sounding แล้ว จะเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนตามขั้นตอนของ PPP ก่อนที่จะสามารถส่งมอบพื้นที่ให้ผู้ร่วมลงทุนได้ภายในปี 2571 เพื่อเริ่มก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคหลักทั้ง 10 ระบบ
แม้เส้นทางการพัฒนา EEC จะเริ่มต้นจากการสร้าง "พื้นที่เศรษฐกิจ" แต่ EECiti กำลังสะท้อนให้เห็นว่าการแข่งขันของประเทศในอนาคตไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนโรงงานหรือมูลค่าการลงทุน หากยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้าง "เมืองคุณภาพ" ที่ผู้คนอยากเข้ามาใช้ชีวิต นักลงทุนมั่นใจที่จะลงทุน และธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน
หากโครงการสามารถเดินหน้าได้ตามแผน EECiti จะไม่เพียงเป็นเมืองใหม่ของภาคตะวันออกเท่านั้น แต่ยังอาจกลายเป็นต้นแบบของการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของประเทศไทยในศตวรรษที่ 21 เป็นพื้นที่ที่เศรษฐกิจ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต ถูกออกแบบให้เติบโตไปพร้อมกัน และเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว







