
สดช.แจงที่มางบปี 70 กว่า 5.5 พันล้าน รัฐบาลเทให้คลาวด์แห่งชาติ
สดช.แจงยิบ งบปี 70 รับมากสุดในกระทรวงดีอี 5.5 พันล้าน เหตุรัฐบาลให้ความสำคัญกับคลาวด์กลางภาครัฐ เคาะงบกว่า 4 พันล้าน สูงสุดในรอบ 8 ปี ประหยัดงบประเทศมากกว่า 30%
นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) เปิดเผยว่า งบประมาณของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตามร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 อยู่ที่ 13,683 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2569 ซึ่งอยู่ที่ 10,274 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3,409 ล้านบาท คิดเป็น 33%
โดยหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นมากที่สุดคือ สดช. ซึ่งได้รับงบประมาณปี 2570 จำนวน 5,511.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2569 ที่ได้รับ 2,857.1 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2,654 ล้านบาท คิดเป็น 92%
ทั้งนี้ ปัจจัยหลักที่ทำให้งบประมาณของ สดช. เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมาจากโครงการคลาวด์กลางภาครัฐ หรือ Government Data Center and Cloud Service (GDCC) ซึ่งในปีงบประมาณ 2570 ได้รับงบประมาณรวม 4,980 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2569 ที่ได้รับ 2,264 ล้านบาท โดยถือเป็นงบประมาณด้านคลาวด์กลางภาครัฐที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ดำเนินโครงการต่อเนื่องมาราว 7-8 ปี เนื่องจากปี 2570 จะเป็นปีที่ GDCC ขยายบทบาทจากระบบให้บริการคลาวด์ของหน่วยงานรัฐ ไปสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์กลางระดับประเทศ
ปี 2570 คลาวด์กลางจะไม่ใช่แค่บริการของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่จะเป็นระบบกลางที่ทำให้รัฐเห็นภาพรวมการใช้คลาวด์ของประเทศ ต่อให้บางหน่วยงานไม่ได้อยู่บน GDCC ก็ต้องเชื่อมโยงข้อมูลและเดินตามมาตรฐานเดียวกัน เพื่อยกระดับความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลประชาชน
สำหรับงบประมาณ GDCC ปี 2570 แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ งบโครงการต่อเนื่อง 4,204 ล้านบาท เพื่อรองรับการให้บริการหน่วยงานเดิมที่ใช้งานอยู่แล้ว และงบใหม่อีก 776 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบบูรณาการที่สำนักงบประมาณจัดสรรให้ สดช. รับภาระให้บริการแทนการให้หน่วยงานรัฐไปจัดซื้อคลาวด์แยกกันเอง หลังมีคำของบประมาณด้านคลาวด์จากหน่วยงานต่างๆ รวมกว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งสำนักงบประมาณได้พิจารณาตัดลดและรวมศูนย์งบดังกล่าวมาไว้ที่ สดช. เพื่อบริหารจัดการผ่าน GDCC แทน
เวทางค์ พ่วงทรัพย์
ดังนั้นการรวมศูนย์การจัดซื้อและบริหารคลาวด์ภาครัฐผ่าน GDCC ช่วยลดต้นทุนได้อย่างน้อย 30% เมื่อเทียบกับการที่แต่ละหน่วยงานจัดซื้อแยกกันเอง ขณะเดียวกันยังช่วยให้รัฐบริหารทรัพยากรคลาวด์ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยหากหน่วยงานได้รับจัดสรรทรัพยากรแล้วไม่ใช้งานตามกรอบเวลาที่กำหนด เช่น ภายใน 3 เดือน หรือมีปริมาณการใช้งานจริงต่ำกว่าที่ขอไว้ สดช. สามารถเรียกคืนและนำไปจัดสรรให้หน่วยงานอื่นที่มีความจำเป็นได้
อย่างไรก็ตาม ยังมีบางกรณีที่หน่วยงานสามารถใช้งบประมาณจัดซื้อคลาวด์เองได้ เช่น โครงการที่ GDCC ยังไม่สามารถให้บริการได้ โครงการด้านความมั่นคง โครงการขนาดใหญ่ที่มีการดำเนินงานต่อเนื่องอยู่แล้ว หรือระบบที่มีต้นทุนและความซับซ้อนสูงในการย้ายเข้าสู่คลาวด์กลาง
เช่น กระทรวงการคลัง หรือกระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากการย้ายระบบเข้าสู่ GDCC จำเป็นต้องพิจารณาทั้งต้นทุน ความต่อเนื่องของบริการ และความเหมาะสมทางเทคนิค รวมถึงแอปพลิเคชันในการใช้งาน
อย่างไรก็ตาม แม้หน่วยงานดังกล่าวจะมีคลาวด์เป็นของตนเอง แต่จากนโยบายใหม่ทุกหน่วยงาน ต้องเชื่อมโยงข้อมูลมายังกระทรวงดีอีเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐร่วมกัน และให้รัฐเห็นภาพรวมการใช้คลาวด์ของหน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศ รวมทั้งต้องปฏิบัติตามมาตรฐานคลาวด์และมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยที่กระทรวงกำหนดประมาณ 8-9 ข้อ เพื่อให้ระบบของภาครัฐมีมาตรฐานเดียวกัน ลดความเสี่ยงด้านข้อมูลรั่วไหล และสร้างความปลอดภัยให้กับข้อมูลประชาชน
สำหรับในปีงบประมาณ 2569 มีหน่วยงานใช้บริการ GDCC จำนวน 1,212 หน่วยงาน รวม 3,908 ระบบงาน ขณะที่ปีงบประมาณ 2570 คาดว่าจะเพิ่มเป็น 1,284 หน่วยงาน รวม 4,013 ระบบงาน สะท้อนว่าแม้จำนวนหน่วยงานเพิ่มขึ้นไม่มากนัก แต่จำนวนระบบงานที่เข้าสู่คลาวด์กลางยังเพิ่มต่อเนื่อง
โดยความพึงพอใจของหน่วยงานที่ใช้บริการ GDCC อยู่ในระดับกว่า 92% แม้ยังมีข้อจำกัดสำคัญจากความต้องการใช้บริการที่สูงกว่างบประมาณที่ได้รับ และบางบริการเฉพาะทางยังไม่สามารถจัดหาให้ครอบคลุมทุกความต้องการของหน่วยงานได้ทั้งหมด
สำหรับเงินกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) นายเวทางค์ กล่าวว่า เป็นเงินที่ได้รับการจัดสรรมาจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งแต่ละปีจะไม่เท่ากัน หากปีไหนมีการประมูลก็จะได้ประมาณ 5,000 ล้านบาท หากปีไหนไม่มีประมูลก็จะได้เฉพาะค่าธรรมเนียมที่กสทช.เก็บและนำส่งกองทุนดีอี ปีละ 2,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ ในปี 2569 มีเงินกองทุนเหลืออยู่ประมาณ 1,000 ล้านบาท และเพิ่งเปิดรับโครงการให้สามารถเข้ามาขอทุนดำเนินโครงการต่างๆที่ตรงกับการพัฒนาดิจิทัลของประเทศได้ ขณะที่โครงการ TH-AI Passport ยังอยู่ระหว่างการปรับแก้ให้เป็นการจ่ายเงินตามการใช้งานจริง https://www.posttoday.com/ai-today/745144







