
The Great Room กรุงเทพฯ รีแบรนด์สู่ Industrious เชื่อมเครือข่ายพื้นที่ออฟฟิศโลก
Industrious ประกาศรีแบรนด์ The Great Room สองสาขาในกรุงเทพฯ ได้แก่ Gaysorn Tower และ Park Silom พร้อมเชื่อมสมาชิกสู่เครือข่ายพื้นที่ทำงานกว่า 250 แห่งทั่วโลก
Industrious ผู้ให้บริการพื้นที่สำนักงานแบบยืดหยุ่น (Flexible Workspace) ระดับโลก ประกาศรีแบรนด์พื้นที่ให้บริการในกรุงเทพฯ 2 แห่ง ได้แก่ Gaysorn Tower และ Park Silom จาก The Great Room เป็น Industrious อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการรวมพอร์ตโฟลิโอในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกภายใต้แบรนด์ Industrious หลังจากบริษัทเข้าซื้อกิจการ The Great Room ในปี 2565 โดยก่อนหน้านี้ทั้งสององค์กรได้ดำเนินการผสานระบบการดำเนินงาน เทคโนโลยี และการบริหารจัดการมาอย่างต่อเนื่อง
The Great Room เปิดสาขาแรกในประเทศไทยที่อาคาร Gaysorn Tower เมื่อปี 2561 ก่อนขยายสู่ Park Silom ในปี 2566 ปัจจุบันทั้งสองแห่งมีพื้นที่รวมกว่า 6,600 ตารางเมตร รองรับสมาชิกมากกว่า 1,000 ราย จากกว่า 200 บริษัท
ภายใต้แบรนด์ Industrious สมาชิกในประเทศไทยยังคงใช้พื้นที่และบริการเดิม ขณะเดียวกันจะสามารถเข้าถึงเครือข่ายพื้นที่ทำงานของบริษัทที่มีมากกว่า 250 แห่ง ในกว่า 80 เมืองทั่วโลก
Gentry Long ประธานบริษัท Industrious กล่าวว่า การรวมทุกสาขาทั่วโลกภายใต้แบรนด์เดียวสะท้อนทิศทางการเติบโตของบริษัทและช่วยสร้างประสบการณ์การใช้งานที่มีมาตรฐานเดียวกันในทุกตลาด
ด้าน Su Anne Mi กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Industrious และผู้ร่วมก่อตั้ง The Great Room ระบุว่า การเปลี่ยนผ่านสู่แบรนด์ Industrious จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเชื่อมต่อกับเครือข่ายระดับโลก ขณะที่ยังคงรักษามาตรฐานการให้บริการเดิมในประเทศไทย
Industrious ระบุว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญสำหรับการขยายธุรกิจในระยะต่อไป โดยบริษัทมีแผนเพิ่มขนาดธุรกิจในภูมิภาคมากกว่า 50% ภายใน 12 เดือนข้างหน้า รวมถึงการเปิดสาขาใหม่ในสิงคโปร์เพิ่มเติมภายในปี 2569
Industrious ก่อตั้งขึ้นในปี 2555 และถูกเข้าซื้อกิจการโดย CBRE Group อย่างสมบูรณ์ในปี 2568 ปัจจุบันบริษัทดำเนินธุรกิจพื้นที่ทำงานแบบยืดหยุ่นมากกว่า 250 แห่งในกว่า 80 เมืองทั่วโลก
พื้นที่สำนักงานแบบยืดหยุ่น (Flexible Workspace)
คือรูปแบบการใช้พื้นที่ทำงานที่เปิดโอกาสให้องค์กรหรือบุคคลสามารถเลือกขนาดพื้นที่ ระยะเวลาการเช่า และรูปแบบการใช้งานได้ตามความต้องการ โดยไม่จำเป็นต้องทำสัญญาเช่าระยะยาวเหมือนสำนักงานแบบดั้งเดิม ผู้ใช้งานสามารถเลือกได้ตั้งแต่โต๊ะทำงานส่วนบุคคล (Hot Desk) พื้นที่โคเวิร์กกิ้ง (Co-working Space) ห้องประชุม ไปจนถึงสำนักงานส่วนตัวแบบพร้อมใช้งาน (Serviced Office) ซึ่งมักมีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน เช่น อินเทอร์เน็ต เฟอร์นิเจอร์ และบริการดูแลสำนักงานรวมอยู่แล้ว
รูปแบบดังกล่าวได้รับความนิยมมากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการทำงานในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะบริษัทสตาร์ทอัพ ธุรกิจที่กำลังขยายตัว และองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการความยืดหยุ่นในการบริหารต้นทุนและจำนวนพนักงาน นอกจากนี้ Flexible Workspace ยังตอบโจทย์การทำงานแบบ Hybrid Work ที่พนักงานสามารถสลับระหว่างการทำงานที่บ้านและสำนักงานได้ ทำให้องค์กรสามารถปรับขนาดพื้นที่ให้สอดคล้องกับการใช้งานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ







