posttoday
โซลาร์แซงก๊าซธรรมชาติ ขึ้นแท่นแหล่งผลิตไฟฟ้าอันดับ 3 ของเอเชีย

โซลาร์แซงก๊าซธรรมชาติ ขึ้นแท่นแหล่งผลิตไฟฟ้าอันดับ 3 ของเอเชีย

17 มิถุนายน 2569

พลังงานแสงอาทิตย์เติบโตต่อเนื่องจนแซงก๊าซธรรมชาติ กลายเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าอันดับ 3 ของเอเชีย สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดที่เร่งตัวทั่วภูมิภาค

KEY

POINTS

  • พลังงานแสงอาทิตย์ก้าวขึ้นเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่อันดับ 3 ของเอเชียเป็นครั้งแรก แซงหน้าก๊าซธรรมชาติ โดยเป็นรองเพียงถ่านหินและพลังน้ำ
  • การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้มีปัจจัยหลักมาจากประเทศจีน ซึ่งเป็นทั้งผู้ติดตั้งและผู้ผลิตอุปกรณ์โซลาร์เซลล์รายใหญ่ที่สุดของโลก ส่งผลให้การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ในเอเชียเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าตั้งแต่ปี 2563
  • ในทางตรงกันข้าม ภาคพลังงานก๊าซธรรมชาติเผชิญความท้าทายด้านต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูง ความไม่แน่นอนของอุปทาน และการแข่งขันจากพลังงานหมุนเวียน ทำให้หลายโครงการถูกยกเลิกและโรงไฟฟ้าเดินเครื่องไม่เต็มประสิทธิภาพ

พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy) ได้ก้าวขึ้นเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่อันดับ 3 ของทวีปเอเชียเป็นครั้งแรก

 

แซงหน้าพลังงานจากก๊าซธรรมชาติ โดยเป็นรองเพียงถ่านหินและพลังน้ำเท่านั้น สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในภูมิภาคเอเชีย จากการวิเคราะห์ล่าสุดของ Carbon Brief ซึ่งพบว่าการขยายตัวของพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศสำคัญอย่างจีน อินเดีย และปากีสถาน ส่งผลให้ปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่านับตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา

 

ข้อมูลระบุว่า เอเชียมีส่วนแบ่งคิดเป็นประมาณ 60% ของการเติบโตด้านพลังงานแสงอาทิตย์ทั่วโลกในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของการขยายตัวพลังงานสะอาดระดับโลก ขณะที่ถ่านหินยังคงเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าหลักของเอเชีย คิดเป็นสัดส่วนราว 52% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ส่วนพลังน้ำมีสัดส่วนประมาณ 12%

 

ในช่วง 12 เดือนสิ้นสุดเดือนเมษายน 2569 พลังงานแสงอาทิตย์สามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 1,727 เทราวัตต์ชั่วโมง (TWh) สูงกว่าพลังงานก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ 1,711 เทราวัตต์ชั่วโมงเล็กน้อย

 

นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างพลังงานในภูมิภาค และสอดคล้องกับแนวโน้มระดับโลกที่พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์รวมกันสามารถผลิตไฟฟ้าแซงหน้าก๊าซธรรมชาติได้เป็นครั้งแรกในเดือนเมษายน 2569

 

โซลาร์แซงก๊าซธรรมชาติ ขึ้นแท่นแหล่งผลิตไฟฟ้าอันดับ 3 ของเอเชีย

 

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตดังกล่าวมาจากประเทศจีน

ซึ่งมีบทบาทโดดเด่นทั้งในฐานะผู้ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์รายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นฐานการผลิตอุปกรณ์โซลาร์เซลล์มากกว่า 80% ของกำลังการผลิตทั่วโลก โดยในปี 2568 จีนมีกำลังการผลิตติดตั้งสะสมด้านพลังงานแสงอาทิตย์สูงถึง 1.2 เทราวัตต์ นอกจากนี้ การส่งออกแผงโซลาร์เซลล์จากจีนไปยังประเทศต่าง ๆ ในเอเชียยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 39 กิกะวัตต์ในเดือนมีนาคม 2569

 

ในทางกลับกัน ภาคพลังงานก๊าซธรรมชาติของเอเชียเผชิญความท้าทายจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูง ความไม่แน่นอนของอุปทานก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และการแข่งขันจากพลังงานหมุนเวียน ส่งผลให้หลายโครงการถูกยกเลิกหรือเลื่อนการลงทุน

 

โดยในช่วงปี 2565–2566 มีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซที่อยู่ระหว่างการวางแผนกว่า 81 กิกะวัตต์ถูกยกเลิก นอกจากนี้ หลายประเทศยังเผชิญความล่าช้าในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านก๊าซ รวมถึงปัญหาการขาดแคลนกังหันก๊าซในตลาดโลก

 

แม้ว่ากำลังการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซของเอเชียจะเพิ่มขึ้น 22% ระหว่างปี 2562–2567 แต่การผลิตไฟฟ้าจริงกลับเพิ่มขึ้นเพียง 6% เท่านั้น

เนื่องจากโรงไฟฟ้าก๊าซจำนวนมากไม่ได้เดินเครื่องเต็มประสิทธิภาพ และต้องแข่งขันกับพลังงานทางเลือกที่มีต้นทุนต่ำลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมากในหลายประเทศ รวมถึงการเติบโตของโซลาร์รูฟท็อปในปากีสถาน ซึ่งถูกยกให้เป็นตัวอย่างสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในภูมิภาค

 

สำนักงานพลังงานสากล (IEA) ยังชี้ว่า วิกฤตพลังงานในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้กระตุ้นให้หลายประเทศในเอเชียกลับมาทบทวนความมั่นคงทางพลังงานและความสามารถในการเข้าถึงก๊าซในราคาที่เหมาะสมมากขึ้น ส่งผลให้พลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ กลายเป็นทางเลือกสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าในอนาคต

 

 

 

ที่มา: “โซลาร์แซงก๊าซธรรมชาติ ขึ้นแท่นแหล่งผลิตไฟฟ้าอันดับ 3 เอเชีย” โดย กมลชนก ทีฆะกุล, หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ เผยแพร่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 อ้างอิงข้อมูลวิเคราะห์จาก Carbon Brief และข้อมูลจากสำนักงานพลังงานสากล (IEA)

ข่าวล่าสุด

กฟผ. ชูนวัตกรรม AI-ดิจิทัลแพลตฟอร์ม ขับเคลื่อนพลังงานยั่งยืน

กฟผ. ชูนวัตกรรม AI-ดิจิทัลแพลตฟอร์ม ขับเคลื่อนพลังงานยั่งยืน