
เจาะลึกคำถามสำคัญ อัตราค่าบริการมิเตอร์ TOU ใหม่ปี69 ใครคุ้ม ใครเสี่ยง!
กฟภ. ปรับค่าติดตั้งมิเตอร์ TOU ใหม่ เปิดทางลดค่าไฟด้วยการใช้ไฟช่วง Off-Peak เจาะลึกใครคุ้ม ใครเสี่ยง และวิธีคำนวณคืนทุนก่อนตัดสินใจลงทุนเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้า
KEY
POINTS
- การประกาศอัตราค่าบริการติดตั้งมิเตอร์ TOU ใหม่สำหรับปี 2569 โดยมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่ 3,300 บาทสำหรับบ้านพักอาศัยทั่วไป ซึ่งเป็นต้นทุนที่ต้องพิจารณาความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจเปลี่ยน
- ระบบ TOU คิดค่าไฟฟ้าตามช่วงเวลา โดยช่วง On-Peak (09:00-22:00 น. วันทำการ) มีอัตราค่าไฟสูงกว่าช่วง Off-Peak (กลางคืนและวันหยุด) ถึงประมาณ 2.2 เท่า เพื่อจูงใจให้คนปรับพฤติกรรมการใช้ไฟ
- ผู้ที่ได้ประโยชน์และคุ้มค่าคือกลุ่มที่สามารถใช้ไฟฟ้าหนักในช่วง Off-Peak ได้ เช่น ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่ชาร์จตอนกลางคืน คนทำงานนอกบ้าน หรือผู้ที่ใช้ไฟฟ้ามากในวันเสาร์-อาทิตย์
- กลุ่มที่เสี่ยงไม่คุ้มค่าคือผู้ที่ใช้ไฟฟ้ามากในช่วงกลางวันของวันทำการ เช่น กลุ่มคนทำงานที่บ้าน (Work From Home) หรือผู้สูงอายุที่อยู่บ้าน ซึ่งอาจทำให้ต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้น
TOU โฉมใหม่ปี 2569 เมื่อค่าไฟไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ใช้เท่าไร” แต่ขึ้นอยู่กับ “ใช้เมื่อไร” การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของนโยบายพลังงานไทย ที่ทุกบ้านและทุกธุรกิจควรรู้
ต้นทุนพลังงานกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการดำเนินชีวิตและการแข่งขันทางธุรกิจ การบริหารจัดการค่าไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการประหยัด แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ด้านต้นทุนอย่างแท้จริง ล่าสุด การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้ประกาศปรับปรุงอัตราค่าบริการติดตั้งมิเตอร์แบบ Time of Use (TOU) ตามมติของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 นับเป็นการปรับปรุงครั้งสำคัญในรอบหลายปี และเป็นสัญญาณชัดเจนว่าประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุคของการบริหารจัดการพลังงานอย่างชาญฉลาดมากขึ้น
(เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 143 ตอนพิเศษ 148 ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ได้เผยแพร่ประกาศการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เรื่อง อัตราค่าบริการสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่เลือกใช้อัตราตามช่วงเวลาของการใช้ (TOU) ลงนามโดยนายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค)
แม้ในมุมของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจดูเหมือนเป็นเพียงการปรับอัตราค่าบริการติดตั้งมิเตอร์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว นี่คือหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการบริหารจัดการอุปสงค์ไฟฟ้า หรือ Demand Side Management ที่ภาครัฐใช้ในการปรับสมดุลระหว่างความต้องการใช้ไฟฟ้ากับต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของประเทศ
การปรับปรุงอัตราใหม่มีผลบังคับใช้ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป โดยเข้ามาแทนที่ระเบียบเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสมาร์ทมิเตอร์ รวมถึงพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ค่าใช้จ่ายติดตั้งใหม่ สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น?
หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คืออัตราค่าบริการติดตั้งมิเตอร์ TOU รูปแบบใหม่ ซึ่ง กฟภ. ได้กำหนดอัตราแตกต่างกันตามประเภทของมิเตอร์และระดับแรงดันไฟฟ้าที่ใช้งาน
ในทางเทคนิค การแบ่งประเภทมิเตอร์ออกเป็นหลายระดับไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากความแตกต่างของระบบวัดหน่วยไฟฟ้า อุปกรณ์ประกอบ และต้นทุนการติดตั้งที่แตกต่างกันในแต่ละระดับแรงดันไฟฟ้า
สำหรับบ้านพักอาศัยทั่วไปที่ใช้มิเตอร์แรงต่ำ 1 เฟส จะมีค่าบริการติดตั้งอยู่ที่ 3,300 บาท ขณะที่บ้านขนาดใหญ่หรือโฮมออฟฟิศที่ใช้มิเตอร์แรงต่ำ 3 เฟส จะอยู่ที่ 3,750 บาท ส่วนกิจการขนาดเล็กและธุรกิจขนาดกลางที่ใช้มิเตอร์ประกอบซีทีจะมีค่าบริการตั้งแต่ 3,500-3,550 บาท
สรุปรายละเอียดอัตราค่าบริการใหม่แบ่งตามประเภทมิเตอร์ 6 ประเภท ดังนี้
- มิเตอร์แรงต่ำ 1 เฟส: 3,300 บาท
- มิเตอร์แรงต่ำ 3 เฟส: 3,750 บาท
- มิเตอร์ประกอบซีทีแรงต่ำ 1 เฟส: 3,500 บาท
- มิเตอร์ประกอบซีทีแรงต่ำ 3 เฟส: 3,550 บาท
- มิเตอร์แรงสูง 22–33 เควี: 4,050 บาท
- มิเตอร์แรงสูง 69 เควี ขึ้นไป: 19,000 บาท
ในภาคอุตสาหกรรม อัตราค่าบริการจะเพิ่มขึ้นตามความซับซ้อนของระบบ โดยมิเตอร์แรงสูงระดับ 22-33 กิโลโวลต์ มีค่าบริการ 4,050 บาท และสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าระดับแรงสูง 69 กิโลโวลต์ขึ้นไป จะมีค่าบริการ 19,000 บาท
หากมองจากมุมของผู้ประกอบการรายใหญ่ ต้นทุนระดับ 19,000 บาทอาจถือเป็นค่าใช้จ่ายที่แทบไม่มีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับศักยภาพในการลดค่าไฟฟ้าระดับหลายแสนหรือหลายล้านบาทต่อปี แต่สำหรับครัวเรือนทั่วไป เงินลงทุนเริ่มต้น 3,300 บาทถือเป็นตัวเลขที่ควรนำมาคำนวณระยะเวลาคืนทุนอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ
ทำความเข้าใจ TOU เมื่อ “เวลา” มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ
หัวใจสำคัญของระบบ Time of Use คือการกำหนดราคาค่าไฟฟ้าให้แตกต่างกันตามช่วงเวลาใช้งาน เพื่อสะท้อนต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงของวัน
ในช่วงเวลาที่ประเทศมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง หรือที่เรียกว่า Peak Demand โรงไฟฟ้าจำเป็นต้องเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นตามไปด้วย ในทางกลับกัน ช่วงเวลากลางคืนหรือวันหยุดสุดสัปดาห์ซึ่งมีการใช้ไฟฟ้าน้อย ต้นทุนระบบไฟฟ้าจะลดลง
ดังนั้น TOU จึงถูกออกแบบมาเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ใช้ไฟฟ้าปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและโยกย้ายการใช้พลังงานบางส่วนออกจากช่วงเวลาที่มีต้นทุนสูงไปยังช่วงเวลาที่มีต้นทุนต่ำกว่า
สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแรงดันต่ำกว่า 12 กิโลโวลต์ อัตราค่าไฟฟ้าฐานในช่วง On-Peak หรือช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง จะอยู่ที่ 5.7982 บาทต่อหน่วย โดยครอบคลุมวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ระหว่างเวลา 09.00-22.00 น. รวมถึงวันพืชมงคล
ขณะที่ช่วง Off-Peak ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีต้นทุนต่ำกว่า จะคิดอัตราเพียง 2.6369 บาทต่อหน่วย ครอบคลุมช่วงเวลา 22.00-09.00 น. ของวันทำการ และตลอด 24 ชั่วโมงในวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
ความแตกต่างของราคาทั้งสองช่วงอยู่ที่ประมาณ 2.2 เท่า ซึ่งถือเป็นช่องว่างที่มากพอจะสร้างผลประหยัดค่าไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญสำหรับผู้ที่สามารถปรับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าได้
เมื่อรวมค่า Ft และภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ค่าไฟในช่วง Off-Peak อาจเฉลี่ยอยู่เพียงประมาณ 2.6-2.9 บาทต่อหน่วย ซึ่งต่ำกว่าค่าไฟเฉลี่ยของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปอย่างชัดเจน
เปรียบเทียบอัตราค่าไฟฟ้า (สำหรับบ้านอยู่อาศัย ประเภท 1.3)
อัตราค่าพลังงานไฟฟ้าฐาน (ไม่รวมค่า Ft ภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าบริการรายเดือน) มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญถึง 2.2 เท่า ดังนี้:
ช่วง On-Peak (ค่าไฟแพง): คิดอัตรา 5.7982 บาทต่อหน่วย
- เวลา: 09.00 – 22.00 น. วันจันทร์ – ศุกร์ (รวมวันพืชมงคล)
ช่วง Off-Peak (ค่าไฟถูก): คิดอัตรา 2.6369 บาทต่อหน่วย
- เวลา: 22.00 – 09.00 น. วันจันทร์ – ศุกร์ และตลอด 24 ชั่วโมง ในวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ (ไม่รวมวันหยุดชดเชย)
จุดที่หลายคนมองข้าม วันหยุดชดเชยไม่ใช่ Off-Peak
แม้ระบบ TOU จะดูเข้าใจง่าย แต่มีรายละเอียดสำคัญที่ผู้ใช้ไฟฟ้าจำนวนไม่น้อยมักเข้าใจคลาดเคลื่อน หนึ่งในประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ วันหยุดชดเชยไม่ถือเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ในระบบคำนวณ TOU
นั่นหมายความว่า หากวันจันทร์ถูกกำหนดให้เป็นวันหยุดชดเชย ผู้ใช้ไฟฟ้าที่คิดว่าตนเองจะได้รับอัตรา Off-Peak ตลอดวันอาจเข้าใจผิด เพราะในทางปฏิบัติยังคงถูกคิดค่าไฟตามโครงสร้างของวันทำการปกติ
ความเข้าใจผิดในจุดนี้อาจทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Bill Shock หรือค่าไฟพุ่งสูงเกินคาด โดยเฉพาะในบ้านหรือธุรกิจที่มีการใช้ไฟฟ้าหนักในช่วงเวลากลางวัน
และไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนมาใช้มิเตอร์ TOU เท่ากัน!
ใครคือผู้ได้ประโยชน์สูงสุดจาก TOU
การเปลี่ยนมาใช้ระบบ TOU จะช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าได้อย่างชัดเจนสำหรับกลุ่มผู้ใช้ไฟดังนี้:
- ผู้ใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า (EV): ถือเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์สูงสุดเนื่องจากการชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้าต้องใช้พลังงานสูง หากปรับเปลี่ยนมาชาร์จในช่วง Off-Peak (หลัง 22.00 น.) จะช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าลงเหลือเพียงประมาณ 2.6 – 2.9 บาทต่อหน่วย1
- ผู้ที่ทำงานนอกบ้านในช่วงกลางวัน: กลุ่มคนที่ออกไปทำงานและไม่มีการใช้ไฟฟ้าที่บ้านในช่วงเวลา 09.00 – 22.00 น. (On-Peak) แต่กลับมาใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าหนักๆ เช่น เครื่องปรับอากาศ หรือเครื่องซักผ้า หลังเวลา 22.00 น. เป็นต้นไป1
- ผู้ที่ใช้ไฟฟ้ามากในวันหยุด: เนื่องจากอัตรา TOU กำหนดให้ช่วงเวลาวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ (ไม่รวมวันหยุดชดเชย) เป็นช่วง Off-Peak ตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นผู้ที่ใช้เวลาพักผ่อนและทำกิจกรรมที่บ้านในวันหยุดจะได้รับประโยชน์จากค่าไฟราคาถูกตลอดทั้งวัน
ใครที่อาจ "ไม่คุ้มค่า"?
กลุ่ม Work From Home หรือผู้สูงอายุที่อยู่บ้านกลางวัน: หากมีการเปิดเครื่องปรับอากาศหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ในช่วงกลางวัน (09.00 – 22.00 น.) เป็นประจำ อาจไม่คุ้มค่าเนื่องจากต้องจ่ายค่าไฟในอัตรา Peak ที่สูงกว่าปกติ
ต้นทุนการติดตั้งที่ต้องพิจารณา
ในการตัดสินใจ ต้องคำนวณระยะเวลาคืนทุนจากค่าบริการติดตั้งมิเตอร์ TOU ใหม่ตามประกาศล่าสุดของ กฟภ. ดังนี้:
มิเตอร์แรงต่ำ 1 เฟส: 3,300 บาท
มิเตอร์แรงต่ำ 3 เฟส: 3,750 บาท (หมายเหตุ: ยังมีประเภทมิเตอร์อื่นๆ ที่มีค่าบริการสูงขึ้นตามลักษณะการใช้งาน เช่น มิเตอร์แรงสูง 69 เควี ขึ้นไป ซึ่งมีค่าบริการสูงถึง 19,000 บาท อ่านด้านบน)
สรุปแบบฟันธง หากพฤติกรรมการใช้ไฟของคุณเกินกว่า 50% เกิดขึ้นในช่วงกลางคืนหรือวันหยุด การจ่ายเงินค่าติดตั้งเริ่มต้น 3,300 บาท เพื่อแลกกับส่วนต่างค่าไฟที่ถูกลงกว่าครึ่งในช่วง Off-Peak ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว...
กฎ 60% สูตรง่าย ๆ ก่อนตัดสินใจลงทุน
ก่อนตัดสินใจลงทุนติดตั้งมิเตอร์ TOU ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจำนวนมากแนะนำให้ใช้หลักการประเมินเบื้องต้นที่เรียกว่า “กฎ 60%” หลักการนี้ระบุว่า หากสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าในช่วง Off-Peak ซึ่งรวมถึงช่วงเวลา 22.00-09.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ คิดเป็นมากกว่า 60% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด โอกาสที่การติดตั้ง TOU จะคุ้มค่ามีค่อนข้างสูง
ในหลายกรณี ครัวเรือนที่ผ่านเกณฑ์ดังกล่าวสามารถคืนทุนค่าติดตั้งประมาณ 3,300 บาทได้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน และหลังจากนั้นผลประหยัดที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นผลตอบแทนโดยตรง
อย่างไรก็ตาม การคำนวณที่แม่นยำที่สุดควรอ้างอิงจากข้อมูลการใช้ไฟฟ้าจริงของแต่ละบ้านหรือแต่ละธุรกิจ เพราะรูปแบบการใช้พลังงานของแต่ละคนแตกต่างกันอย่างมาก
พลังงานยุคใหม่ไม่ใช่แค่ใช้ให้น้อย แต่ต้องใช้ให้ถูกเวลา
การปรับอัตราค่าบริการมิเตอร์ TOU ในปี 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงทางเทคนิคของระบบไฟฟ้า แต่สะท้อนถึงแนวคิดใหม่ในการบริหารจัดการพลังงานของประเทศ ที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ในอนาคตที่รถยนต์ไฟฟ้า สมาร์ทโฮม และระบบพลังงานสะอาดจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น การบริหารจัดการ “เวลาในการใช้ไฟฟ้า” อาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าเอง
สำหรับผู้ที่สามารถปรับพฤติกรรมการใช้พลังงานให้สอดคล้องกับโครงสร้าง TOU ได้ การลงทุนติดตั้งมิเตอร์อาจเป็นหนึ่งในวิธีลดต้นทุนที่คุ้มค่าที่สุดในระยะยาว แต่สำหรับผู้ที่ยังมีรูปแบบการใช้ไฟฟ้ากระจุกตัวอยู่ในช่วงกลางวัน การตัดสินใจควรเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ข้อมูลการใช้ไฟฟ้าของตนเองอย่างละเอียดก่อนเสมอ
ท้ายที่สุดแล้ว การใช้พลังงานอย่างชาญฉลาดไม่ได้หมายถึงการใช้ให้น้อยที่สุด แต่หมายถึงการใช้ในเวลาที่เหมาะสมที่สุด เพราะในโลกพลังงานยุคใหม่ “เวลา” อาจมีมูลค่ามากกว่าที่เราคิด







