
Smart City เมื่อโลกต้องผลิตไฟ ให้พอเลี้ยง AI / Data Center แทนมนุษย์
AI และ Data Center กำลังผลักความต้องการไฟฟ้าโลกพุ่งสูง ดันการลงทุนโครงข่ายไฟฟ้าแตะระดับมหาศาล โอกาสใหม่ของนักลงทุนในยุค AI กำลังเริ่มต้น
KEY
POINTS
- การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ AI และ Data Center ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นมหาศาล ซึ่งอาจเกินกว่ากำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองของประเทศในอนาคต
- การเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานแสงอาทิตย์ทำให้เกิดความท้าทายด้านเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า จึงจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (BESS) เพื่อสำรองไฟไว้ใช้ตอนกลางคืน
- เพื่อรองรับความต้องการในระยะยาวและดึงดูดการลงทุน ประเทศไทยต้องเร่งปรับปรุงแผนพลังงาน (PDP) พัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า และพิจารณาพลังงานทางเลือกใหม่ เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR)
เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ดร.ณัทกฤช อภิภูชยะกุล คอลัมนิสต์ด้านพลังงานสะอาดของโพสต์ทูเดย์ Smart City ได้ให้สัมภาษณ์กับรายการ Talk ลงทุนแมน ของเพจ ลงทุนแมน ในหัวข้อ “เม็ดเงิน Grid ใหญ่กว่า GDP ไทย 10 เท่า โอกาสลงทุนยุค AI ? | Talk ลงทุนแมน” กับพิธีกรรายการ คุณเมย์ จากลงทุนแมน และผู้ร่วมวิเคราะห์แนวโน้มการลงทุน คุณเบญจพร เลิศเศรษฐศาสตร์ CFA, FRM ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการลงทุนต่างประเทศ บลจ. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (รายการออกอากาศทาง Youtube)
เนื้อหาของรายการเป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนทรรศนะ เมื่อมนุษย์มีการใช้ AI มากขึ้นอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้โลกมีความต้องการไฟฟ้า สำหรับใช้ในการประมวลผล AI ที่พุ่งสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่โครงสร้างพื้นฐาน “ระบบโครงข่ายไฟฟ้า” ส่วนใหญ่ของโลก ไม่เคยรองรับความต้องการไฟฟ้าระดับสูงขนาดนี้มาก่อน
เพื่อพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้า ตั้งแต่ช่วงปี 2026-2035 ซึ่งมูลค่านี้ มากกว่า GDP ไทยถึง 10 เท่า เม็ดเงินที่มหาศาลเหล่านี้จะเป็นโอกาส ของการเข้าไปลงทุนใน Grid ได้อย่างไร? ความเสี่ยงอะไรที่ต้องติดตาม? ทางโพสต์ทูเดย์จึงขอนำเนื้อหาของบทสัมภาษณ์บางส่วนมาแชร์ให้ผู้อ่านในบทความนี้
ระบบไฟฟ้าปัจจุบัน ที่ทำงานเพื่อตอบโจทย์การทำงานของเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องจักรต่าง ๆ ในโรงงานมานานกว่าทศวรรษ ทุกวันนี้ยังตอบโจทย์การเติบโตของ AI อยู่ไหม ?
“ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ได้ เราก็ต้องดูว่าโดยปกติแล้ว AI หรือ Data Center หนึ่งแห่งใช้ไฟเท่าไหร่? ข้อมูลจาก TDRI ที่ได้ทำการทำวิเคราะห์ว่า Data Center หนึ่งแห่งใช้ไฟโดยเฉลี่ยเท่ากับประชากร 1.3 ล้านคน/ปี โดยเฉลี่ย Data Center หนึ่งอาคารจะใช้ไฟประมาณ 100-200 MW ประกอบกับข้อมูลของ BOI ระบุว่า Data Center ที่จะมาตั้งที่ไทยมี 38 โครงการ รวมทั้งสิ้น 2400 MW”
“หากเราดูสถิติกำลังการผลิตไฟฟ้าของไทยจะอยู่ที่ประมาณ 50,000 MW และความต้องการใช้ไฟฟ้าจะอยู่ที่ประมาณ 35,000 MW จากตัวเลขคร่าวๆ ทำให้เรามีกำลังไฟฟ้าสำรองประมาณ 10,000-20,000 MW หากโครงการ Data Center ใช้พลังงานทั้งสิ้น 2400 ก็ถือว่าเพียงพอในปัจจุบันที่จะสามารถรองรับได้”
“แต่.....มันก็ไม่แน่เสมอไป (ที่เราจะมีไฟฟ้าเพียงพอรองรับ Data Center ในอนาคต) โดยเฉพาะหากเรามองในอนาคตอีก 5-10 ปีข้างหน้า เมื่อเราดูจากแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยหรือแผน PDP (ที่คาดว่าจะออกภายในกลางปีหรือปลายปีนี้) ในอนาคตเรามีเป้าหมายที่จะให้พลังงานทดแทนหรือ Renewable Energy เป็นสัดส่วน 50% ของกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ซึ่งเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับหลายประเทศทั่วโลกที่มีการลดการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เพื่อมุ่งสู่การลดการปลดปล่อยคาร์บอน”
“ปัญหาของพลังงานทดแทนก็คือความไม่สม่ำเสมอในการผลิตไฟฟ้า ยกตัวอย่าง โซลาร์เซลล์ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ในเวลากลางคืน ทำให้เราต้องใช้พลังงานทดแทนควบคู่กับพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลอยู่ในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้เราก็ควรจะต้องพิจารณาว่าทำอย่างไร เราถึงจะมีพลังงานสะอาดใช้ตลอด 24 ชั่วโมง”
ทำอย่างไรให้คนไทยและ AI มีไฟฟ้าเพียงพอใช้ในอนาคต ?
“ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ เราต้องกลับมาดู Load Profile หรือพฤติกรรมการใช้ไฟของคนไทยว่าเป็นแบบไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพิจารณาดูช่วงเวลาที่ใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Load) และใช้ไฟต่ำสุด (Minimum Load)”
“จากข้อมูลของ กฟผ. ในช่วงก่อนปี 2560 พฤติกรรมการใช้ไฟของคนไทยช่วง Peak สุดจะเป็นช่วงบ่าย 2-3 โมง เพราะเป็นช่วงที่มีการดำเนินธุรกิจ ออฟฟิสสำนักงาน โรงงานเครื่องจักรอุตสาหกรรมต่างๆเดินเครื่องการผลิต แต่หลังจากปี 2560 เป็นต้นมา เกิดการเพิ่มขึ้นของโซลาร์อย่างมากในการผลิตกระแสไฟฟ้า ทำให้ Peak Load ของเราเปลี่ยนเป็นช่วงกลางคืนแทน (3-4 ทุ่ม) สาเหตุหลักคือโซลาร์ผลิตไฟได้เยอะมากในเวลากลางวันและการเพิ่มขึ้นของรถยนต์ EV ที่ผู้ใช้รถอาจชาร์จรถในเวลากลางคืน”
“เนื่องจากโซลาร์ไม่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ในเวลากลางคืน ผมจึงมองว่าเทคโนโลยีที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ คือ การติดตั้งระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน หรือ Battery Energy Storage System (BESS) ให้ทำงานควบคู่กับการผลิตไฟจากโซลาร์ ปัจจุบันก็เริ่มมีการใช้ระบบ BESS อย่างแพร่หลายในหลายสเกล ไล่มาตั้งแต่ระดับครัวเรือน (kW) ไปจนถึงระดับอาคารขนาดใหญ่ เช่น Hyper Scale Data Center (MW)”
“ระบบ BESS ก็มีข้อดีหลากหลาย หากเรานำระบบนี้ไปใช้ในระดับสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ (Utility Scale) เช่น ระบบโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศ จุดเด่นของระบบ BESS คือ นอกจากจะเป็นกำลังไฟฟ้าสำรองเพื่อนำไปใช้ในเวลากลางคืนแล้ว ยังช่วยรักษาเสถียรภาพในระบบไฟฟ้าในกรณีที่เรามีพลังงานทดแทนเป็นสัดส่วนสูงมากขึ้นในอนาคต”
“ระบบ Battery Storage ช่วยรักษาเสถียรภาพในระบบไฟฟ้าอย่างไรนั้น ขออธิบายด้วยพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของคนไทย โดยเฉพาะในช่วง Minimum Load - ก่อนปี 2560 ช่วงเวลาที่คนไทยใช้ไฟน้อยสุดคือเวลาประมาณตี 3-4 แต่พอหลังจากปี 2560 เป็นต้นมา การเข้ามาของโซลาร์ทำให้ระยะเวลาใช้ไฟต่ำสุดเปลี่ยนไปเป็นช่วงเที่ยงแทน
โดยปกติแล้ว เมื่อเกิดการใช้ไฟฟ้าต่ำมาก ผู้สั่งการระบบผลิตหรือจ่ายกระแสไฟฟ้า (Operator) จำเป็นต้องทำการ “ปลดขนานโรงไฟฟ้า” ก็คือการหยุดเดินเครื่องโรงไฟฟ้า แล้วพึ่งพาพลังงานจากโซล่าร์มากขึ้น แต่เราก็รู้ว่าการเปิด-ปิดโรงไฟฟ้ามีความเสี่ยงต่อค่าซ่อมบำรุง และอาจส่งผลให้กระแสไฟเกิดการกระชากขึ้นได้จากการเปิด-ปิดโรงไฟฟ้าบ่อยครั้ง และกว่าจะเดินเครื่องกลับมาอีกทีก็ใช้เวลานานพอสมควร”
“การที่เรามีระบบ BESS จะสามารถแก้ปัญหาตรงนี้ได้ เพราะระบบ Battery สามารถตอบสนองได้รวดเร็วเป็นระดับ Millisecond (เสี้ยววินาที) ซึ่งจะช่วยรักษาเสถียรภาพระบบโครงข่ายไฟฟ้า เราสามารถดึงไฟจากแบตเตอรี่ได้อย่างทันท่วงที ไม่มีสะดุด ในปัจจุบัน แนวทางการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์พร้อมกับระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานก็สอดคล้องกับแผน PDP เช่นกัน”
ในต่างประเทศ มีระบบการซื้อไฟฟ้าโดยตรง แล้วเจ้าของระบบสายส่งและกระจายคอยเก็บค่าผ่านทางแทน ประเทศไทยควรเอาโมเดลนี้มาใช้หรือไม่ ? ถึงจะได้ประโยชน์จากการมาตั้ง Data Center ในประเทศมากสุด
“นอกเหนือจากการส่งเสริมการลงทุน เราควรต้องเร่งการเข้าถึงพลังงานสะอาดสำหรับบริษัทเทคฯ ที่จะเข้ามาลงทุนสร้าง Data Center ในประเทศ นโยบายที่สอดคล้องกับเรื่องนี้มากที่สุด คือ มาตรการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบการทำสัญญาซื้อขายโดยตรงหรือ Direct PPA
สำหรับบริษัท Data Center ที่สร้างใหม่ในประเทศไทย โดยส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออก (EEC) มีโควตาอยู่ประมาณ 2,000 MW ซึ่งปัจจุบันยังเป็นโครงการนำร่องที่อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาค่าบริการต่างๆ ทั้งเรื่อง Third Party Access (TPA) และค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการในการใช้ระบบโครงข่ายสายส่งและระบบจำหน่ายไฟฟ้า เพื่อขนส่งกระแสไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าไปยังผู้ใช้ไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า Wheeling Charge”
“ในเรื่องการเก็บค่า Wheeling Charge จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและเป็นธรรม ไม่มีผู้ได้เปรียบ-เสียเปรียบ เพราะหากเก็บราคาถูก บริษัทเทคฯได้ประโยชน์จากค่าไฟถูกกว่าประชาชน ก็ไม่เป็นธรรมเพราะภาระค่าไฟของประเทศต้องแบกรับโดยประชาชน ในทางตรงกันข้าม หากเราเก็บค่าธรรมเนียมแพงเกินไป บริษัทเทคฯก็ไม่กล้ามาลงทุน”
ระบบโครงข่ายไฟฟ้าตรงไหน ต้องอัปเกรดเพื่อเลี้ยง AI บ้าง ?
“ในแง่ของการอัพเกรดระบบไฟฟ้าของบ้านเราเพื่อรองรับการเข้ามาของ AI & Data Center ผมขออธิบายโดยการแบ่งเป็นมาตรการระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว หากพูดถึงมาตรการหรือนโยบายที่เราสามารถทำได้ทันทีในระยะสั้น ก็คงเป็นการเร่งพิจารณาแผนผลิตไฟฟ้าหรือแผน PDP2026 ให้ได้ข้อสรุปโดยไวภายในปีนี้ เพราะเป็นแผนที่จะบอกถึงทิศทางพลังงานสะอาดในอนาคตของไทยไปอีกหลายๆปี
หลักๆที่ต้องเน้นย้ำคือ การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดและลดสัดส่วนการใช้พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลลง ส่งเสริมโซลาร์ภาคประชาชนให้มีการเปิดรับโควต้าเข้าร่วมโครงการมากขึ้นและลดความยุ่งยากในการขออนญาติติดตั้ง โซลาร์ภาคครัวเรือน เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้ประชาชนหันมาติดโซล่าร์บนหลังคาบ้านมากขึ้น เพื่อเป็นการลดค่าไฟและพึ่งพาตนเองได้”
“ส่วนในด้านมาตรการระยะกลาง เราควรนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้าของไทย ระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานที่ปัจจุบันยังมีราคาสูงอยู่ คาดว่าในอนาคตราคาน่าจะลดลง จับต้องได้ คุ้มค่าแก่การลงทุนมากขึ้น เพราะประโยชน์ของแบตเตอรี่มีมากมาย โดยเฉพาะการนำมาใช้ควบคู่กับพลังงานทดแทนอย่างโซลาร์ ที่ไม่สามารถผลิตไฟได้ตลอด 24 ชั่วโมง อีกประเด็นที่น่าสนใจในเรื่องเทคโนโลยีแบตเตอรี่ (BESS) ปัจจุบันบริษัทผลิตรถยนต์ EV ก็ได้เริ่มมีการลงทุนนำแบตเตอรี่รถยนต์ EV ที่ใช้แล้ว (อายุการใช้งานเกิน 8-10 ปีขึ้นไป) มาใช้ในระบบกักเก็บพลังงานในระบบไฟฟ้า
ตรงจุดนี้ก็น่าสนใจเช่นกัน เพราะถึงแม้แบตเตอรี่รถยนต์ EV ใช้แล้วจะเสื่อมประสิทธิภาพไปตามกาลเวลา (อาจเหลือแค่ 70%-80%) แต่ก็มีหลักการทำงานคล้ายกับแบตเตอรี่ที่ใช้ในระบบไฟฟ้า และก็ถือเป็นการนำแบตเตอรี่เก่ากลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ได้อีกด้วยเช่นกัน”
“ส่วนในระยะยาวอีก 10-15 ปีข้างหน้า ไทยเราจำเป็นต้องหาพลังงานทางเลือกชนิดอื่นนอกจากแค่โซลาร์หรือพลังงานลม ท้ายที่สุดเราอาจจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในประเทศไทย ความเป็นไปได้มากที่สุดของไทยคือ การนำเข้าเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Reactor (SMR) เพราะสามารถตอบโจทย์ด้านแหล่งพลังงานสะอาดในระยะยาวได้ การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทยก็สอดคล้องกับแผน PDP ที่เราจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กหรือ SMR ภายในปี 2037 ซึ่งมีกำลังการผลิตประมาณ 600MW และจะตั้งอยู่ในภาคใต้และภาคอีสาน” (บทความเกี่ยวกับโรงไฟฟ้า SMR: นิวเคลียร์ยุคใหม่ 101 เรื่องยากที่เล่าให้เข้าใจง่าย by ดร.ณัทกฤช)
“เราต้องยอมรับว่าการใช้ AI ในโลกนี้จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ เราเห็นเม็ดเงินลงทุนจำนวนมากไหลไปในบริษัทเทคฯ AI กันหมด เงินลงทุนถูกใช้ไปในการพัฒนาโมเดล AI ให้เก่งขึ้น ฉลาดขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็มาพร้อมกับการใช้ไฟฟ้าที่มากขึ้นตาม หากเราต้องการดึงดูดการลงทุนจากบริษัทเทคฯยักษ์ใหญ่ เราก็ต้องจัดหาพลังงานสะอาดเพื่อเลี้ยง AI & Data Center ที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศ
การเข้ามาของ Data Center อาจช่วยยกระดับระบบอินเทอร์เนต ระบบ IT ระบบ E-Commerce ในประเทศไทย ให้แข่งขันกับนานาชาติได้ ขณะเดียวกัน เราก็ต้องพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของเราให้ใช้งาน AI ให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อให้การเข้ามาของเทคโนโลยี AI ส่งผลประโยชน์ต่อประเทศไทยมากที่สุด”
ดร.ณัทกฤช อภิภูชยะกุล
อนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาญัตติเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบและการขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) สภาผู้แทนราษฎร
ลิงค์เพื่อรับชมรายการ: https://youtu.be/9Hmg19BmAiA?si=6YnLX0_SRanRFMuK
ขอบคุณ บริษัท แอลทีเอ็มเอช จำกัด (มหาชน) รายการ Talk ลงทุนแมน ขอบคุณ คุณเมย์-ปณิดดา เกษมจันทโชติ ผู้ดำเนินรายการ ขอบคุณโปรดิวเซอร์ ขอบคุณ คุณบอล-พสิษฐ์ ทองสีนุช และทีมงาน รายการ Talk ลงทุนแมน ทุกๆท่าน







