posttoday
“อินทรีเมฆา” ก้าวใหม่ "รถไฟไทย" สู่ยุคหัวรถจักรไฮบริดสัญชาติไทย

“อินทรีเมฆา” ก้าวใหม่ "รถไฟไทย" สู่ยุคหัวรถจักรไฮบริดสัญชาติไทย

02 มิถุนายน 2569

ส่องโครงการในฝัน “อินทรีเมฆา” รถไฟไฮบริดสัญชาติไทย สู่รถไฟท่องเที่ยวหรูและนวัตกรรมกำแพงกันเสียงจากยางพารา สทร. เดินหน้าปั้นเทคโนโลยีระบบรางไทย ลดการพึ่งพาต่างชาติ

KEY

POINTS

  • "อินทรีเมฆา" คือหัวรถจักรไฮบริดต้นแบบสัญชาติไทย ที่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมระบบรางของประเทศจากผู้ซื้อเทคโนโลยีสู่การเป็นผู้สร้างนวัตกรรมและมาตรฐานของตนเอง
  • ใช้เทคโนโลยีระบบไฮบริด (DEMU) ที่ผสมผสานพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่สำหรับการวิ่งที่เงียบและไร้มลพิษในเมือง กับเครื่องยนต์ดีเซลสำหรับเส้นทางไกล ซึ่งเหมาะสมกับโครงสร้างพื้นฐานของไทย
  • มีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์เพื่อเพิ่มสัดส่วนการผลิตชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) ให้ถึง 80-90% ภายใน 10 ปี เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานและยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้สามารถผลิตรถไฟได้เอง

"วันนี้ประเทศไทยยังไม่สามารถผลิตรถไฟได้ครบวงจร ขณะที่มาเลเซียสามารถทำได้แล้ว และเวียดนามกำลังเร่งพัฒนาอย่างจริงจัง” - ดร.เพียงออ เลาหะวิไลย ผู้อำนวยการ สทร.

 

ก้าวสำคัญจากผู้ซื้อสู่ผู้สร้างเทคโนโลยีระบบราง

“อินทรีเมฆา” ไม่ได้เป็นเพียงหัวรถจักรต้นแบบรุ่นใหม่ของประเทศไทย หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของการก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมของอุตสาหกรรมระบบรางไทย จากประเทศที่พึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ สู่การพัฒนาและต่อยอดองค์ความรู้ด้วยศักยภาพของคนไทยเอง

 

โครงการนี้เกิดขึ้นจากการผลักดันของสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) หรือ สทร. และฝ่ายการเมืองโดยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ที่มุ่งยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีระบบรางของประเทศ และวางรากฐานสู่การพัฒนานวัตกรรมรถไฟสัญชาติไทยอย่างเป็นรูปธรรม

 

หัวใจสำคัญที่ สทร. กำลังลงมือทำคือภารกิจการจัดทำมาตรฐานระบบรางสัญชาติไทยขึ้นมาเอง การสร้างมาตรฐานนี้คือการวางรากฐานที่ลึกกว่าแค่การผลิตเพียงตัวรถ เพราะมันคือการปลดล็อกพันธนาการจากข้อจำกัดเดิมๆ ที่ไทยต้องเสียค่าลิขสิทธิ์มหาศาล หรือถูกบีบด้วยสเปกทางเทคนิคจากต่างชาติที่มักไม่สอดคล้องกับสภาพอากาศและภูมิประเทศของไทย การมี "มาตรฐานไทย" จึงเปรียบเสมือนการสร้างกติกาของตนเองที่เอื้อให้ผู้ประกอบการในประเทศสามารถเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานได้อย่างเท่าเทียม และเป็นจุดกำเนิดของโปรเจกต์เรือธงอย่าง "อินทรีเมฆา"

 

“อินทรีเมฆา” ก้าวใหม่ "รถไฟไทย" สู่ยุคหัวรถจักรไฮบริดสัญชาติไทย

 

เมื่ออาวุธโบราณผสานเทคโนโลยีระดับโลก

 

"อินทรีเมฆา" (Insee Mekha) ภายใต้ชื่อโมเดล "NGAO" ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเพียงยานพาหนะ แต่ถูกวางสถานะให้เป็นงานศิลปะเชิงวิศวกรรมที่สะท้อนจิตวิญญาณไทยอย่างร่วมสมัย แรงบันดาลใจหลักมาจาก "ง้าว" อาวุธโบราณที่มีรูปทรงโฉบเฉี่ยว เฉียบคม และทรงพลัง ซึ่งถูกนำมาตีความเป็นเส้นสายที่ไหลลื่นบนตัวถังรถไฟยุคใหม่

 

ความโดดเด่นนี้เกิดจากความร่วมมือระดับนานาชาติโดย สทร. ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตอิตาลีและบริษัท Blue Engineering S.r.l. ดีไซเนอร์ระดับโลกที่ฝากผลงานไว้ในอุตสาหกรรมยานยนต์และระบบรางชั้นนำ การร่วมทุนทางปัญญาครั้งนี้ทำให้ "อินทรีเมฆา" มีรูปลักษณ์ที่ทันสมัยระดับสากล โดยปัจจุบันการออกแบบรายละเอียดทั้งภายนอกและภายในได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว

 

“อินทรีเมฆา” ก้าวใหม่ "รถไฟไทย" สู่ยุคหัวรถจักรไฮบริดสัญชาติไทย

 

ปัจจุบันอยู่ระหว่างการผลิตรถไฟต้นแบบ จำนวน 1 ขบวน ประกอบด้วย ตู้โดยสาร 4 ตู้ รวมหัวรถจักรหน้าหลัง มูลค่าการผลิตรวม ประมาณ 400 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จในปีงบประมาณ 2572

 

นิยาม "รถไฟไฮบริด" นวัตกรรมที่เหนือกว่าความคุ้นเคย

ในขณะที่ระบบรางทั่วโลกกำลังมุ่งสู่พลังงานสะอาด แต่บริบทของไทยที่มีรางยาวไกลหลายพันกิโลเมตรโดยไม่มีระบบสายส่งไฟฟ้าเหนือหัว (Catenary) ครอบคลุมทั้งหมด ทำให้ระบบ Hybrid (DEMU) ของอินทรีเมฆาคือ "คำตอบที่สมเหตุสมผลที่สุด" รถไฟขบวนนี้ทำงานด้วยการผสมผสานพลังงานจากไฟฟ้าและน้ำมันอย่างชาญฉลาด

 

ลองจินตนาการถึงภาพลักษณ์ใหม่เมื่ออินทรีเมฆาวิ่งเข้าสู่ชานชาลาด้วยความเงียบสนิทและปราศจากเขม่าควันจากการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ ก่อนจะเร่งตัวออกสู่เส้นทางระยะไกลโดยสลับไปใช้เครื่องยนต์ดีเซลประสิทธิภาพสูงเพื่อขับเคลื่อนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ระบบนี้มอบความยืดหยุ่นที่รถไฟไฟฟ้าล้วน (EV) ยังทำไม่ได้ในสภาพโครงสร้างพื้นฐานปัจจุบัน และมอบประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่เหนือกว่ารถไฟดีเซลรางแบบเดิมอย่างขาดลอย การเปลี่ยนโหมดพลังงานที่สมูทและไร้รอยต่อนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดมลพิษ แต่ยังเป็นการบริหารจัดการต้นทุนการเดินรถที่คุ้มค่าสูงสุดในยุคเปลี่ยนผ่านพลังงาน

 

“อินทรีเมฆา” ก้าวใหม่ "รถไฟไทย" สู่ยุคหัวรถจักรไฮบริดสัญชาติไทย

 

ยุทธศาสตร์ 10 ปี และเป้าหมาย Local Content 80-90%

การสร้างอินทรีเมฆาใช้งบประมาณลงทุนราว 400 ล้านบาท สำหรับขบวนต้นแบบที่ประกอบด้วยตู้โดยสาร 4 ตู้ พร้อมหัวรถจักรหน้า-หลัง โดย สทร. ได้วางแผนงานที่รัดกุม เริ่มจากการสรุปงานวิศวกรรมภายในปี 2570 และเข้าสู่กระบวนการผลิตจริงในปี 2571-2572 ก่อนจะทำการทดสอบระบบเต็มรูปแบบในปี 2573

 

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าเม็ดเงินลงทุน คือยุทธศาสตร์การเพิ่มสัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) สทร. ตั้งเป้าหมายที่ท้าทายโดยจะเริ่มต้นที่ 25% และไต่ระดับสู่ 70% ภายใน 5 ปี จนถึงเป้าหมายสูงสุดที่ 80-90% ภายใน 10 ปี
 

 

แม้จะมีข้อจำกัดที่ยอมรับตามตรงว่าชิ้นส่วนบางประเภทอย่างระบบล้อและโบกี้ที่ไทยยังไม่สามารถผลิตเองได้ในระยะแรก แต่แผนงานนี้ได้ดึงเอาผู้เล่นในอุตสาหกรรมไฟฟ้า หม้อแปลง และสายไฟไทยกว่า 100 รายเข้ามาร่วมหารือเพื่อปรับตัวเข้าสู่อุตสาหกรรมราง นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสทองของกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่กำลังได้รับผลกระทบจากการเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้า ให้สามารถเปลี่ยนผ่านทักษะและฐานการผลิตมาสู่ระบบราง ซึ่งจะช่วยรักษาและสร้างงานในประเทศได้อย่างมหาศาล

 

“อินทรีเมฆา” ก้าวใหม่ "รถไฟไทย" สู่ยุคหัวรถจักรไฮบริดสัญชาติไทย

 

มากกว่าแค่หัวรถจักร นิเวศใหม่ของรถไฟไทย (Siamese Train)

วิสัยทัศน์ของ สทร. ไม่ได้หยุดอยู่แค่รถไฟรุ่นใหม่ แต่ยังมีโครงการ "Siamese Train" รถไฟท่องเที่ยวซูเปอร์ลักชัวรีที่รีโนเวทจากตู้รถ JR West ของญี่ปุ่นอายุกว่า 50 ปี ด้วยงบประมาณ 65 ล้านบาท ปัจจุบันการออกแบบแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างการผลิตขบวนรถต้นแบบ จำนวน 5 ตู้โดยสาร คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569

 

ดร.เพียงออ เลาหะวิไลย ผู้อำนวยการ สทร. เปิดเผยว่า เป้าหมายระยะยาวขององค์กรคือการผลักดันให้ประเทศไทยสามารถผลิตรถไฟได้เองในสัดส่วน 80-90% ภายใน 10 ปีข้างหน้า แม้ปัจจุบันไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนสำคัญบางประเภท เช่น ระบบล้อและโบกี้รถไฟก็ตาม

 

สำหรับรถไฟไฮบริด “อินทรีเมฆา” จะเริ่มต้นด้วยสัดส่วนชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศประมาณ 25% ก่อนเพิ่มเป็น 70% ภายใน 5 ปี และขยับสู่ระดับ 80-90% ในระยะยาว ผ่านการพัฒนาผู้ผลิตไทยและการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง

 

“วันนี้ประเทศไทยยังไม่สามารถผลิตรถไฟได้ครบวงจร ขณะที่มาเลเซียสามารถทำได้แล้ว และเวียดนามกำลังเร่งพัฒนาอย่างจริงจัง” ดร.เพียงออกล่าว พร้อมระบุว่า สทร.เตรียมเชิญผู้ประกอบการไทยกว่า 100 ราย โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนไฟฟ้า หม้อแปลง และสายไฟ เข้ามาร่วมพัฒนาห่วงโซ่อุปทานระบบราง เพื่อสร้างฐานการผลิตใหม่รองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมไทยในอนาคต

 

หากทุกโครงการเดินหน้าได้ตามแผน อีก 10 ปีข้างหน้า ภาพของรถไฟที่ออกแบบ ผลิต และประกอบโดยคนไทยในสัดส่วนเกือบทั้งหมด อาจไม่ใช่เพียงความฝัน แต่กลายเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง

 

การรีโนเวทรถไฟใช้งบประมาณเพียงตู้ละ 12 ล้านบาท ซึ่งถูกกว่าการจัดซื้อใหม่จากต่างประเทศที่ต้องใช้เงินถึง 30-40 ล้านบาทถึง 3 เท่าตัว และที่สำคัญคือสามารถใส่ Local Content ได้สูงถึง 90%  (รถไฟต้นแบบที่มีการใช้ ชิ้นส่วน วัสดุ อุปกรณ์ การออกแบบ หรือกระบวนการผลิตภายในประเทศไทย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 90% ของมูลค่าทั้งหมดของโครงการ) ตั้งแต่เริ่มต้น

 

นอกเหนือจากงานวิศวกรรมตัวรถ สทร. ยังได้จดอนุสิทธิบัตร "วัสดุโฟมดูดกลืนเสียงจากยางพารา" สำหรับกำแพงกันเสียงในระบบราง ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่สร้าง Double Impact ทั้งการลดมลพิษทางเสียงและการสนับสนุนเกษตรกรไทยโดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

อนาคตที่ไทยกำหนดได้เอง

ในขณะที่เพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและเวียดนามเริ่มขยับตัวเข้าสู่สนามการผลิตรถไฟ "อินทรีเมฆา" จึงไม่ใช่เพียงแค่ยานพาหนะลำใหม่ แต่มันคือเครื่องมือที่จะพาประเทศไทยออกจากสถานะผู้ตามไปสู่การเป็นผู้กำหนดอนาคตการคมนาคมด้วยตนเอง

 

ความสำเร็จของโครงการเหล่านี้จะเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า วิศวกรและอุตสาหกรรมไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะสร้างนวัตกรรมที่มีระดับและทรงประสิทธิภาพ เมื่อถึงวันที่รถไฟสัญชาติไทยที่ออกแบบโดยคนไทย ใช้วัสดุในประเทศ และวิ่งบนมาตรฐานที่เรากำหนดเองออกสู่สายตาอาเซียน วันนั้นจะเป็นวันที่เราพูดได้อย่างเต็มภาคภูมิว่า ระบบรางไทยไม่ได้เป็นแค่ทางผ่านของเทคโนโลยีต่างชาติอีกต่อไป แต่คือรากฐานความมั่งคั่งที่ยั่งยืนซึ่งสร้างขึ้นเพื่อคนไทย และโดยคนไทยอย่างแท้จริง

 

ข่าวล่าสุด

คลังปักหมุดยืนยันตัวตนบัตรสวัสดิการฯ 4-21 มิ.ย. ประกาศผู้ผ่านเกณฑ์ 17 ก.ค.

คลังปักหมุดยืนยันตัวตนบัตรสวัสดิการฯ 4-21 มิ.ย. ประกาศผู้ผ่านเกณฑ์ 17 ก.ค.