posttoday
Water Economy “น้ำ” ไม่ใช่แค่ภัยพิบัติ แต่คืออนาคตเศรษฐกิจไทย

Water Economy “น้ำ” ไม่ใช่แค่ภัยพิบัติ แต่คืออนาคตเศรษฐกิจไทย

11 พฤษภาคม 2569

เวที Water Economy ชี้ “น้ำ” คือโจทย์เศรษฐกิจไทยยุค Climate Change เสนอ 3 ทางรอด พลิกวิกฤตน้ำท่วม-แล้ง สู่โอกาสสร้างชาติและรายได้ใหม่ ผ่านการสร้าง “เศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ"

KEY

POINTS

  • เปลี่ยนมุมมองต่อน้ำจากเดิมที่เป็นเพียงภัยพิบัติ (น้ำท่วม/ภัยแล้ง) ที่สร้างความเสียหาย มาสู่การมองน้ำเป็น "สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ" ที่สามารถขับเคลื่อนอนาคตของประเทศได้
  • น้ำมีสถานะเป็นทั้ง "ตัวฉุดรั้ง" ที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล และ "ตัวคูณ" ที่สามารถขับเคลื่อนการเติบโตได้หากมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ผ่านการสร้างเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นต่อสภาพอากาศ
  • การขับเคลื่อน Water Economy ให้เกิดขึ้นจริงต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน โดยยกระดับวิกฤตน้ำเป็นวาระแห่งชาติ, สร้างชุมชนให้จัดการน้ำด้วยตนเอง และลงทุนในระบบข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อการวางแผนเชิงรุก

จากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศโลกที่รุนแรงขึ้นทุกปี ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ "เหรียญสองด้านของน้ำ" พร้อมกัน ทั้งภัยแล้งที่กระทบภาคเกษตร และน้ำท่วมที่สร้างความเสียหายมหาศาลต่อเศรษฐกิจและชีวิตผู้คน

 

แต่ในอีกมุมหนึ่ง วิกฤตน้ำอาจไม่ใช่เพียงเรื่องของการป้องกันภัยพิบัติอีกต่อไป หากคือ “โอกาสทางเศรษฐกิจ” ที่สามารถพลิกอนาคตประเทศได้

 

นี่คือสาระสำคัญจากเวที Water Resilience Forum 2/2026 ภายใต้หัวข้อ “Water Economy: พลิกน้ำ สร้างชาติ” ซึ่งจัดโดยศูนย์ “กันก่อนท่วม” (Water Resilience Center) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับพันธมิตรภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายระดับโลก เพื่อชวนสังคมไทยมองน้ำในมิติใหม่ว่า น้ำไม่ใช่เพียงทรัพยากรธรรมชาติ แต่คือ “ตัวแปรชี้ชะตาเศรษฐกิจประเทศ”

 

Water Economy “น้ำ” ไม่ใช่แค่ภัยพิบัติ แต่คืออนาคตเศรษฐกิจไทย


ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญ “สภาพอากาศสุดขั้ว” ทั้งน้ำท่วมและภัยแล้งที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจทุกภาคส่วน ตั้งแต่เกษตร อุตสาหกรรม ท่องเที่ยว ไปจนถึงค่าครองชีพของประชาชน โดยมหาอุทกภัยปี 2554 สร้างความเสียหายสูงถึง 1.43 ล้านล้านบาท ขณะที่ในช่วงปี 2555–2556 ประเทศไทยกลับต้องเผชิญภัยแล้งต่อเนื่อง สร้างความเสียหายอีกกว่า 30,000 ล้านบาท

 

“ประเทศไทยสูญเสียให้กับน้ำทุกปี ไม่ว่าจะแล้งหรือท่วม หากยังแก้ปัญหาแบบเดิม เราจะสูญเสียซ้ำไปเรื่อย ๆ” เขากล่าว พร้อมผลักดันแนวคิด Water Economy ที่มองน้ำในฐานะ “สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ” มากกว่าจะเป็นเพียงภัยธรรมชาติ

 

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และประธานศูนย์ “กันก่อนท่วม” อธิบายว่า ทรัพยากรน้ำในปัจจุบันมีความสำคัญไม่ต่างจากพลังงาน ดิจิทัล หรือระบบโลจิสติกส์ เพราะเกี่ยวข้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศที่มีมูลค่ากว่า 17 ล้านล้านบาท

 

พร้อมชี้ว่า “น้ำ” เปรียบเสมือนเหรียญสองด้าน ด้านหนึ่งเป็น “ตัวคูณทางเศรษฐกิจ” ที่ช่วยขับเคลื่อนภาคเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิต แต่หากบริหารจัดการผิดพลาด น้ำก็จะกลายเป็น “ตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจ” ที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรง

 

หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาน้ำท่วมหรือภัยแล้งเฉพาะหน้า แต่คือการสร้าง “เศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ” หรือ Climate Resilience Economy ผ่านการลงทุนที่แม่นยำ ใช้ข้อมูล วิทยาศาสตร์ และการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน

 

Water Economy “น้ำ” ไม่ใช่แค่ภัยพิบัติ แต่คืออนาคตเศรษฐกิจไทย

 

เวทีดังกล่าวยังเสนอ 3 แนวทางสำคัญในการผลักดัน Water Economy ให้เกิดขึ้นจริงในระดับประเทศ ได้แก่ การยกระดับ “วิกฤตน้ำ” ให้เป็นวาระแห่งชาติ ปรับโครงสร้างหน่วยงานด้านน้ำให้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ การสร้าง “Water Smart Community” เพื่อให้ชุมชนมีองค์ความรู้และบริหารจัดการน้ำได้ด้วยตนเอง และการลงทุนในระบบข้อมูลน้ำแห่งชาติ หรือ National Water Data Platform ที่ใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์ในการคาดการณ์ เตือนภัย และวางแผนเชิงรุก

 

นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และน้ำเสีย เป็นปัญหาซ้ำซากที่กระทบทั้งเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชน รัฐบาลจึงมอบหมายให้ สทนช. เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการการทำงานด้านน้ำของทุกหน่วย เพื่อเพิ่มความรวดเร็ว แม่นยำ และลดความซ้ำซ้อน โดยเฉพาะด้านการพยากรณ์อากาศและระบบเตือนภัย

 

ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนและภาควิชาการก็เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส ที่ปรึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และรองประธานศูนย์ “กันก่อนท่วม” ระบุว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ “น้ำ” ไม่ใช่เรื่องของฤดูกาลอีกต่อไป แต่คือความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

 

เขายกตัวอย่าง “จังหวัดกาญจนบุรี” ซึ่งประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการน้ำ ผ่านการเชื่อมระบบเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณเข้ากับระบบกระจายน้ำแบบ “ก้างปลา” และ “แก้มลิงธรรมชาติ” เพื่อลดแรงมวลน้ำก่อนเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจ ขณะที่ในระดับโลก โครงการเขื่อนสามผาของจีน ก็สะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานน้ำสามารถปกป้องเศรษฐกิจของประเทศได้ในระยะยาว

 

อีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจคือ “นครปฐม” พื้นที่ที่เคยเผชิญปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และน้ำเสียซ้ำซาก แต่สามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้ผ่านการใช้ “ผังภูมิสังคม” หรือ Geo-Social Map เป็นฐานข้อมูลกลางในการวางแผนจัดการน้ำ

 

Water Economy “น้ำ” ไม่ใช่แค่ภัยพิบัติ แต่คืออนาคตเศรษฐกิจไทย

 

นายประเชิญ คนเทศ ผู้จัดการมูลนิธิลุ่มน้ำท่าจีนนครปฐม เล่าว่า เมื่อทุกภาคส่วนใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน ทั้งภาครัฐ ท้องถิ่น ชุมชน และเอกชน ทำให้สามารถวางแผนจัดการน้ำได้ทั้งระบบ จนต่อยอดไปสู่การสร้างรายได้จากภาคเกษตรและการท่องเที่ยว

 

จากพื้นที่ที่เคยแทบหมดตัวหลังน้ำท่วมปี 2554 วันนี้เฉพาะสวนส้มโอของนครปฐมมีผลผลิตเกือบ 6,000 ตัน มูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท และในปีที่ผ่านมา พื้นที่สวนแทบไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเลย

 

นอกจากการบริหารจัดการเชิงนโยบาย เวทีนี้ยังสะท้อนบทบาทสำคัญของ “ชุมชน” และ “เทคโนโลยี” ในการรับมือวิกฤตน้ำ นายวรสถิตย์ บัวแดง จากมูลนิธิเอสซีจี เสนอว่า ชุมชนควรมีข้อมูลพื้นฐานของตนเอง ทั้งพื้นที่เสี่ยง จุดปลอดภัย และกลุ่มเปราะบาง พร้อมเสนอการสร้างอาสาสมัครภัยพิบัติและระบบเตือนภัยที่แม่นยำ เพื่อเปลี่ยน “ความตระหนก” ให้กลายเป็น “ความตระหนัก”

 

ขณะที่เยาวชนไทยก็เริ่มมีบทบาทในเวทีนี้เช่นกัน ผ่านโครงการ AI “น้องเฝ้าน้ำ” ที่พัฒนาโดยทีมเยาวชนผู้ชนะโครงการ SCB Challenge ปี 2568 ซึ่งใช้ AI วิเคราะห์ระดับน้ำแบบเรียลไทม์และแจ้งเตือนผ่านเว็บไซต์และ LINE Chatbot เพื่อให้ประชาชน “รู้ก่อน รอดก่อน”

 

อีกหนึ่งประเด็นที่ได้รับความสนใจคือแนวคิด “อยู่กับน้ำอย่างชาญฉลาด” จากศาสตราจารย์มิโฮ มาซูเรียว ผู้อำนวยการ MIT Climate Mission และผู้ช่วยศาสตราจารย์สรายุทธ ทรัพย์สุข จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ที่เสนอการออกแบบเมืองและอาคารแบบ Dual-use Design หรือ “หนึ่งได้สอง” ซึ่งสามารถใช้งานได้ทั้งในภาวะปกติและในช่วงเกิดภัยพิบัติ พร้อมเป็นศูนย์กลางช่วยเหลือชุมชนเมื่อเกิดวิกฤต

 

ทั้งหมดนี้สะท้อนชัดว่า การแก้ปัญหาน้ำในศตวรรษใหม่ ไม่ใช่เพียงการสร้างเขื่อนหรือระบายน้ำให้ทันอีกต่อไป แต่คือการสร้าง “ระบบเศรษฐกิจที่อยู่กับน้ำได้อย่างยั่งยืน”

 

เมื่อข้อมูล วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความร่วมมือของผู้คนทำงานร่วมกัน ประเทศไทยอาจไม่เพียง “รอด” จากวิกฤตน้ำ แต่สามารถ “รวย” จากการบริหารจัดการน้ำอย่างชาญฉลาดได้จริงในอนาคต

 

ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านน้ำที่รุนแรงและถี่ขึ้น ทั้งน้ำท่วมฉับพลัน น้ำทะเลหนุน ฝนถล่ม วิกฤตการณ์ “ฝนสุดขั้ว” “ฝนแช่” และภาวะเอลนีโญ ที่ทำให้เกิดภัยแล้ง-ฝนทิ้งช่วง-น้ำแปรปรวน รุนแรงขึ้น อันเป็นผลจากสภาพภูมิอากาศแปรปรวน (Climate Change) ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ และเศรษฐกิจทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว ตลอดจนเสถียรภาพของประเทศที่ผ่านมา

 

การจัดการปัญหาน้ำเป็นการแก้ไขระยะสั้น แยกส่วน และไม่ต่อเนื่อง ขาดกลไกกลางในการเชื่อมโยงข้อมูล และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทำให้การป้องกันล่าช้าไม่ทันต่อความรุนแรงของความเสี่ยง ประเทศต้องสูญเสียงบประมาณมหาศาลในการฟื้นฟู โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและพื้นที่เมืองซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ

 

คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงจัดตั้ง ศูนย์ “กันก่อนท่วม” (Water Resilience Center) ขึ้น เพื่อทำหน้าที่สื่อสารและประสานความร่วมมือด้านการป้องกันความเสี่ยงน้ำล่วงหน้า ทั้งน้ำท่วม-น้าแล้ง-น้ำเสีย ด้วยนวัตกรรมและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เสริมพลังการทำงานของทุกภาคส่วน อาทิ สถาบันการศึกษา ภาครัฐ เอกชน ชุมชน โดยไม่ซ้ำซ้อนหรือทดแทนภาครัฐเป็นกลไกกลางในการเปิดรับและเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกควบคู่กับบทเรียนจากพื้นที่จริง เพื่อเสนอทางออกในการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

 

ศูนย์ “กันก่อนท่วม” (Water Resilience Center) จึงมีภารกิจเพื่อร่วมหาแนวทางลดความเสียหายและการสูญเสียจากวิกฤตน้ำ และเสริมสร้างความพร้อมของเมืองอย่างยั่งยืนในอนาคต

ข่าวล่าสุด

นายกฯ ตั้ง 3 อนุกรรมการ ขับเคลื่อนเตรียมงาน IMF-World Bank 2026

นายกฯ ตั้ง 3 อนุกรรมการ ขับเคลื่อนเตรียมงาน IMF-World Bank 2026