
บีโอไอเผยไตรมาสแรกปี 69 ทะลุ 1 ล้านล้านบาท ดิจิทัล-AI นำโด่ง
เผยยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนพุ่ง 2.4 เท่า ตอกย้ำไทยฐานอุตสาหกรรมแห่งอนาคต สิงคโปร์-อังกฤษ-ญี่ปุ่นพาเหรดลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์รับกระแส AI โลก
KEY
POINTS
- ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในไตรมาสแรกของปี 2569 มีมูลค่าสูงเกิน 1 ล้านล้านบาท ซึ่งเติบโตขึ้น 2.4 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
- อุตสาหกรรมดิจิทัลและ AI เป็นกลุ่มที่ได้รับการลงทุนสูงสุด คิดเป็นมูลค่ากว่า 8.7 แสนล้านบาท โดยเน้นที่การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์เซอร์วิส
- การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงแข็งแกร่ง โดยมีสิงคโปร์เป็นนักลงทุนอันดับหนึ่ง และเม็ดเงินส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ภาคกลางของประเทศ
ไทยผงาด! ยอดบีโอไอไตรมาสแรกทะลุ 1 ล้านล้าน "ดิจิทัล-AI" ปักหมุดฐานผลิตแห่งอนาคต
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยตัวเลขการขอรับส่งเสริมการลงทุนในไตรมาสแรกของปี 2569 ที่แสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมรวมทั้งสิ้น 624 โครงการ คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนสูงถึง 1,016,962 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 2.4 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
เผย 5 อุตสาหกรรมดาวรุ่ง: ดิจิทัลครองเมือง
กระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลกลายเป็นขุมทรัพย์หลัก โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่:
อุตสาหกรรมดิจิทัล (873,741 ล้านบาท): เน้นหนักที่ Data Center และ Cloud Service จากยักษ์ใหญ่ระดับโลก อาทิ TikTok Systems, Skyline Data Center และ Evolution Data Center
อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า (40,456 ล้านบาท): การผลิตแผ่นวงจร (PCB) และเซิร์ฟเวอร์สำหรับ AI เพื่อรองรับการขยายตัวของฐานข้อมูล
พลังงานและสาธารณูปโภค (17,103 ล้านบาท): มุ่งเน้นพลังงานสะอาด แสงอาทิตย์ และลม เพื่อตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero
เกษตรและอาหาร (16,963 ล้านบาท): การแปรรูปมูลค่าสูง เช่น ยางธรรมชาติและแป้งโมดิฟายด์
โลจิสติกส์และบริการ (14,548 ล้านบาท): นำโดยกลุ่มขนส่งทางอากาศและการบิน
ส่องความเชื่อมั่นต่างชาติ (FDI)
การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงแข็งแกร่ง มีการยื่นขอรวม 427 โครงการ มูลค่า 965,869 ล้านบาท โดย สิงคโปร์ ครองอันดับหนึ่ง (8.3 แสนล้านบาท) ตามมาด้วย อังกฤษ และ ญี่ปุ่น ขณะที่พื้นที่ ภาคกลาง ยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์หลักที่ดึงดูดเม็ดเงินได้มากที่สุดกว่า 8.3 แสนล้านบาท
ยกระดับเกณฑ์ใหม่: ดาต้าเซ็นเตอร์ต้อง "รับผิดชอบ"
แม้เม็ดเงินจากดาต้าเซ็นเตอร์จะมหาศาล แต่บีโอไอได้ปรับปรุงเงื่อนไขเพื่อให้เกิดความยั่งยืน โดยผู้ลงทุนต้องได้รับใบรับรองความพร้อมด้านไฟฟ้าจาก กกพ.
เพื่อไม่ให้กระทบผู้ใช้ไฟฟ้ารายอื่น และต้องมี "แผนสร้างประโยชน์" เช่น การพัฒนาบุคลากรไทยหรือสนับสนุน Supply Chain ในประเทศให้ชัดเจนก่อนจึงจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ ได้ให้ทัศนะถึงปรากฏการณ์ครั้งนี้ว่า "ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลกและกระแสโยกย้ายฐานการผลิต ประเทศไทยยังได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง
มูลค่าขอรับการส่งเสริมที่สูงกว่า 1 ล้านล้านบาท เป็นสัญญาณชัดว่าประเทศไทยกำลังเปลี่ยนเกมจากฐานผลิตดั้งเดิม สู่ฐานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะดิจิทัลและ AI Supply Chain ที่กลายเป็นแกนหลักของเศรษฐกิจโลก"
นอกจากนี้ นายนฤตม์ยังเน้นย้ำถึงจุดแข็งของไทยที่ทำให้นักลงทุนไว้วางใจ "ไทยมีจุดแข็งทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบไฟฟ้าที่มีความเสถียร ศักยภาพด้านพลังงานสะอาด บุคลากรคุณภาพ ซัพพลายเชนที่แข็งแกร่ง และที่สำคัญคือเป็นประเทศที่ไม่อยู่ในความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ บีโอไอจะทำงานเชิงรุกต่อเนื่อง เพื่อปักหมุดให้ไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาค และสร้างงานที่มีคุณค่าให้กับคนไทยในอนาคต"
การขยายตัวในไตรมาสแรกนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนความเชื่อมั่นในระยะสั้น แต่ยังคาดการณ์ว่าจะเกิดการจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้นกว่า 42,000 ตำแหน่ง และสร้างมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นกว่า 5.2 แสนล้านบาทต่อปีในอนาคตอันใกล้







