
สภาผู้บริโภคค้านค่าโดยสารรถไฟฟ้า 60 บาท ย้ำเพดาน 40 บาททำได้จริง
สภาผู้บริโภคไม่เห็นด้วยขึ้นค่าโดยสารรถไฟฟ้า 60 บาท ชี้เพิ่มภาระประชาชน เสนอคงเพดาน 40 บาทตลอดวัน ระบุรัฐอุดหนุนได้ไม่เกิน 5,500 ล้านบาทต่อปี
KEY
POINTS
- สภาผู้บริโภคคัดค้านแนวคิดค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 60 บาท โดยยืนยันว่าเพดานราคา 40 บาทต่อวันสามารถทำได้จริง และสอดคล้องกับหลักสากลที่ค่าเดินทางไม่ควรเกิน 10% ของค่าแรงขั้นต่ำ
- ชี้ว่าการกำหนดราคา 40 บาทสำหรับ 10 สถานีแรก และ 60 บาทเมื่อเดินทางไกลกว่านั้น ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมการเดินทางจริง และจะทำให้ผู้โดยสารส่วนใหญ่ต้องจ่ายแพงขึ้น
- เสนอว่าเพดาน 40 บาทสามารถทำได้โดยไม่เป็นภาระงบประมาณ หากรัฐบาลตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยใช้กลไกชดเชยรายได้ที่เป็นธรรม และจัดหาเงินสนับสนุนจากแหล่งอื่น เช่น การทบทวนโครงการที่ไม่จำเป็น
จากกรณีที่นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง เปิดเผยแนวทางการคำนวณค่าโดยสารรถไฟฟ้าตามนโยบาย 40 บาทตลอดวัน โดยแบ่งเป็น 2 ระดับ คือระดับแรก 40 บาทต่อวัน สำหรับการเดินทางระยะใกล้ ไม่เกิน 10 สถานี และระดับที่สอง ไม่เกิน 60 บาทต่อวัน สำหรับการเดินทางระยะเกิน 10 สถานีขึ้นไป และจะมีการปรับขึ้นราคาค่าโดยสาร 5 บาททุก ๆ ปี โดยราคาค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 90 บาทตลอดวัน สภาผู้บริโภคยืนยันไม่เห็นด้วย ย้ำราคา 40 บาทตลอดวันทำได้ทันที โดยไม่เป็นภาระงบประมาณ
ค้าน 60 บาท! ย้ำเพดาน 40 บาท ทำได้จริง ลดภาระประชาชน
นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า สภาผู้บริโภคมีจุดยืนคัดค้านการปรับเพดานค่าโดยสารรถไฟฟ้าขึ้นเป็น 60 บาท โดยเห็นว่าขัดกับนโยบายของรัฐบาลพรรคร่วมรัฐบาล โดยพรรคภูมิใจไทยประกาศไว้ที่ระดับไม่เกิน 40 บาทต่อวัน ขณะที่พรรคเพื่อไทย 20 บาทต่อเที่ยว ซึ่งถือเป็นระดับที่สอดคล้องกับหลักการค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางไม่เกิน 10% ของค่าแรงขั้นต่ำ และเป็นระดับราคาที่สามารถดำเนินการได้จริงและเป็นตัวเลขของธนาคารโลก (World Bank) ที่หลายประเทศทั่วโลกใช้
“การออกมาตรการด้านราคาที่เปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง อาจสร้างความสับสนและกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการกำหนดนโยบายสาธารณะ” นางสาวสารีระบุ
นอกจากนี้ นางสาวสารี ยังกล่าวถึงข้อเสนอเรื่องการชะลอหรือทบทวนโครงการลงทุนบางประเภทที่อาจไม่จำเป็น เช่น โครงการก่อสร้างทางยกระดับ (Double Deck) มูลค่ากว่า 35,000 ล้านบาท ซึ่งอาจไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหารถติด และยังทำให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยสูญเสียรายได้ปีละประมาณ 7,500 ล้านบาท โดยงบประมาณหรือรายได้ในส่วนดังกล่าวสามารถนำมาสนับสนุนระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า ทั้งรถไฟฟ้า รถเมล์ และระบบขนส่งทางน้ำในเขตกรุงเทพมหานคร
“เรามองว่ารถไฟฟ้าเป็นบริการสาธารณะ ไม่ใช่สินค้าที่ประชาชนต้องจ่ายเต็มราคา หากค่าโดยสารยังสูงถึง 80 – 90 บาทต่อวัน เท่ากับว่ารัฐไม่ได้ช่วยอะไรเลย ทั้งที่ข้อมูลชี้ชัดว่าต้นทุนต่อเที่ยวอยู่เพียงหลักสิบบาท การกำหนดราคา 20 บาทต่อเที่ยว หรือไม่เกิน 40 บาทต่อวันจึงเป็นไปได้จริง และจะช่วยให้คนเข้าถึงระบบขนส่งได้มากขึ้น” นางสาวสารี ระบุ
ทั้งนี้ นางสาวสารี ย้ำว่าการผลักดันนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้าให้เป็นธรรม ไม่มีอุปสรรคด้านงบประมาณ มติคณะรัฐมนตรีสมัยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร รัฐบาลใช้งบอุดหนุน 5,500 ล้านบาทต่อปี ดังนั้น ปัญหาจึงเป็นเรื่องของ “การตัดสินใจเชิงนโยบาย” และความต่อเนื่องในการดำเนินงานของภาครัฐ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลยึดหลักข้อมูลที่ชัดเจน โปร่งใส และรักษาคำมั่นที่ให้ไว้กับประชาชน เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูประบบขนส่งมวลชนไทยให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในระยะยาว
เงื่อนไข รถไฟฟ้า 40 บาทยังไม่ตอบโจทย์ หวั่นผู้โดยสารจ่ายแพง
ด้าน นายคงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านการขนส่งและยานพาหนะ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า การกำหนดเพดานค่าโดยสาร 40 บาทสำหรับการเดินทางไม่เกิน 10 สถานี และปรับเพิ่มเป็น 60 บาทเมื่อเกินระยะดังกล่าว อาจไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมการเดินทางจริงของประชาชน โดยเฉพาะเส้นทางที่ต้องใช้เวลามากกว่า 40 นาทีหรือมีจำนวนสถานีเกินเกณฑ์ ซึ่งจะทำให้ผู้โดยสารจำนวนมากต้องจ่ายค่าโดยสารในอัตราสูงขึ้นโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้
อีกทั้งยังไม่มีความชัดเจนว่าหลักเกณฑ์การกำหนด “10 สถานี” อ้างอิงจากมาตรฐานใดในระดับสากล รวมถึงแนวคิดการปรับขึ้นค่าโดยสารปีละ 5 บาท ที่อาจสร้างภาระค่าใช้จ่ายสะสมให้ประชาชนในระยะยาวจนแตะระดับเกือบ 90 บาทต่อเที่ยวในอนาคต
“ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการนโยบายที่ซับซ้อน แต่ต้องการโครงสร้างราคาที่จ่ายไหวและเป็นธรรม หลักการกำหนดค่าโดยสารไม่เกิน 10% ของค่าแรงขั้นต่ำ หรือประมาณไม่เกิน 40 บาทต่อวัน เป็นแนวทางที่สามารถทำได้จริง หากภาครัฐมีความชัดเจน โปร่งใส และตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างจริงจัง” นายคงศักดิ์ กล่าว
ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคเห็นว่าการปฏิรูประบบค่าโดยสารรถไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรม จะเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะ ลดภาระค่าครองชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว โดยเฉพาะในเขตเมืองที่การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าเป็นทางเลือกหลักของประชาชนจำนวนมาก
4 กลไกแก้ค่าโดยสารแพง ดันเพดานไม่เกิน 40 บาท
นายอดิศักดิ์ สายประเสริฐ หัวหน้าหน่วยสนับสนุนขับเคลื่อนนโยบาย สภาผู้บริโภค ระบุว่า ทิศทางการปฏิรูประบบขนส่งมวลชนของประเทศจำเป็นต้องมี “หลักคิด” ที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนนโยบายค่าโดยสารร่วม โดยเฉพาะการกำหนดเพดานค่าโดยสารไม่เกิน 10% ของค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งถือเป็นแนวทางสากลที่หลายประเทศนำไปใช้เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะ
สำหรับการแก้ไขปัญหาเรื่องราคาของระบบรถไฟฟ้า มี 4 ประเด็นสำคัญที่ต้องดำเนินการควบคู่กัน ได้แก่ ประเด็นแรก ความโปร่งใสด้านต้นทุน ที่ต้องเปิดเผยข้อมูลจากหน่วยงานรัฐและคู่สัญญาเอกชนอย่างน้อยย้อนหลัง 3 ปี เพื่อให้สามารถประเมินจำนวนผู้โดยสาร รายได้ค่าโดยสาร รายได้อื่น เช่น โฆษณาและพื้นที่เชิงพาณิชย์ ตลอดจนต้นทุนการเดินรถ ค่าบำรุงรักษา และมูลค่าทรัพย์สินได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 31 ของ พระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 หรือ พ.ร.บ. ตั๋วร่วม กำหนดให้คณะกรรมการต้องเปิดเผยสูตรและวิธีการคำนวณอัตราค่าโดยสารร่วม รวมถึงตัวแปรที่ใช้ในการคำนวณอย่างโปร่งใส
ประเด็นที่สอง คือ “นโยบายค่าโดยสารร่วม” ที่ต้องไม่เกิน 10% ของค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งปัจจุบันค่าแรงขั้นต่ำในกรุงเทพมหานครอยู่ที่ประมาณ 400 บาทต่อวัน นั่นแปลว่าค่าเดินทางของประชาชนไม่ควรเกิน 40 บาท โดยกฎหมายกำหนดให้ต้องออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วมภายใน 180 วัน นับจากวันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ หรือภายในวันที่ 25 มิถุนายน 2569 เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ความเสมอภาค และไม่เลือกปฏิบัติ
ประเด็นที่สาม คือ “การชดเชยรายได้ให้คู่สัญญาอย่างเป็นธรรม” โดยสภาผู้บริโภคเสนอใช้รูปแบบ การที่รัฐรับประกันรายได้ในระดับที่สะท้อนต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ (Cost/Revenue Reimbursement) พร้อมกำหนดเพดานชดเชย (Cap & Collar) เพื่อไม่ให้รัฐแบกรับภาระเกินจำเป็น และมีการแบ่งปันรายได้ระหว่างรัฐกับเอกชนกรณีที่รายได้สูงกว่าที่กำหนด รวมถึงผูกเงื่อนไขการชดเชยค่าโดยสารกับตัวชี้วัดประสิทธิภาพ (KPI) เช่น ความตรงต่อเวลาและความปลอดภัย
ทั้งนี้จากการประเมินเบื้องต้นพบว่า หากใช้แนวทางดังกล่าว การชดเชยค่าโดยสารอาจอยู่ที่ประมาณ 5,512 ล้านบาทต่อปี ซึ่งต่ำกว่าวิธีคำนวณแบบเดิม ซึ่งใช้ “ค่าโดยสารเฉลี่ย” หรือ “ต้นทุนเฉลี่ยต่อเที่ยว/ต่อสาย” เป็นฐาน แล้วนำไปบวกกับส่วนต่างที่รัฐต้องชดเชยให้เอกชน (operator) โดยไม่ได้ออกแบบกลไกควบคุมความเสี่ยงในระยะยาว
ส่วนประเด็นสุดท้าย คือ “แหล่งที่มาของเงินชดเชย” จากการศึกษาพบว่า รัฐบาลสามารถนำเงินงบประมาณมาจากหลายแหล่ง ทั้งงบประมาณแผ่นดิน เงินจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) รายได้จากภาษีรถยนต์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ค่าธรรมเนียมรถติดที่อยู่ระหว่างการศึกษา รวมถึงภาษีลาภลอยจากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 37 (3) ของ พ.ร.บ. ตั๋วร่วม เพื่อให้เกิดการนำรายได้จากผู้ได้รับประโยชน์กลับมาสนับสนุนระบบขนส่งสาธารณะ
ทั้งนี้ การผลักดันเรื่องราคารถไฟฟ้าที่เป็นธรรม มีกฎหมายสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.ตั๋วร่วม และพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 โดยใน พ.ร.บ.ตั๋วร่วม ได้ให้อำนาจคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการคำนวณ และเพดานอัตราค่าโดยสาร รวมถึงกำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งเจรจาแก้ไขสัญญาสัมปทานให้สอดคล้องกับอัตราค่าโดยสารร่วมภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อให้การปฏิรูปเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
“สภาผู้บริโภคเห็นว่าการผลักดันนโยบายดังกล่าวต้องดำเนินควบคู่กับการเปิดเผยข้อมูลและการมีส่วนร่วมของสาธารณะ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าการปฏิรูประบบขนส่งมวลชนจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง และนำไปสู่ระบบค่าโดยสารที่เป็นธรรมและยั่งยืนในระยะยาว” นายอดิศักดิ์ ระบุ







