
ครม.อนุมัติ 2 เมกะโปรเจ็กต์สุขภาพ 1.18 หมื่นล้าน ดัน EEC-ม.อ. เมดิคัลฮับภูมิภาค
ครม.ทุ่มงบกว่า 1.18 หมื่นล้าน ผุดศูนย์แพทย์ ม.บูรพา–ศูนย์สุขภาพอันดามัน ม.อ. ยกระดับบริการ บุคลากร และนวัตกรรมสุขภาพ รองรับเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว
KEY
POINTS
- คณะรัฐมนตรีอนุมัติ 2 โครงการลงทุนด้านสาธารณสุขขนาดใหญ่ วงเงินรวมกว่า 1.18 หมื่นล้านบาท เพื่อยกระดับบริการทางการแพทย์และผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพระดับภูมิภาค
- โครงการแรกคือ "ศูนย์นวัตกรรมทางการแพทย์ชั้นเลิศบูรพาทิศ" ของ ม.บูรพา (วงเงิน 5.37 พันล้านบาท) เพื่อพัฒนาระบบบริการสุขภาพและนวัตกรรมทางการแพทย์ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
- โครงการที่สองคือ "ศูนย์สุขภาพอันดามัน" ของ ม.สงขลานครินทร์ (วงเงิน 6.43 พันล้านบาท) เพื่อจัดตั้งศูนย์กลางสุขภาพในพื้นที่ภูเก็ตและกลุ่มจังหวัดอันดามัน รองรับประชาชนและนักท่องเที่ยว
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการลงทุนขนาดใหญ่ด้านสาธารณสุข 2 โครงการสำคัญ เพื่อยกระดับระบบบริการทางการแพทย์ของประเทศทั้งในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ โดยมุ่งหวังผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพระดับภูมิภาคในอนาคต
เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติโครงการศูนย์นวัตกรรมทางการแพทย์ชั้นเลิศบูรพาทิศ ของ มหาวิทยาลัยบูรพา วงเงินรวม 5,374.85 ล้านบาท กำหนดระยะเวลาดำเนินการ 6 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570–2575 โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับศักยภาพระบบบริการสุขภาพ การผลิตบุคลากรทางการแพทย์ และการพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพในพื้นที่ภาคตะวันออก รวมถึงสนับสนุนการเติบโตของ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพาให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ระดับตติยภูมิ รองรับผู้ป่วยโรคซับซ้อน เพิ่มขีดความสามารถด้านการรักษาเฉพาะทาง และรองรับจำนวนประชากร แรงงาน และชาวต่างชาติในพื้นที่ EEC ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน จะมีการก่อสร้างอาคารใหม่จำนวน 3 อาคาร และปรับปรุงอาคารเดิมอีก 1 อาคาร ประกอบด้วย อาคารศูนย์การเรียนรู้และปฏิบัติการทางการแพทย์ อาคารสนับสนุนทางการแพทย์ อาคารอเนกประสงค์ และการปรับปรุงอาคารศรีนครินทร์ เพื่อรองรับทั้งบริการผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน ศูนย์ความเป็นเลิศ ห้องเรียน ห้องปฏิบัติการ หอพักนิสิต และพื้นที่สนับสนุนการเรียนรู้แบบครบวงจร
นอกจากนี้ โครงการยังมีเป้าหมายเพิ่มศักยภาพโรงพยาบาลให้มีขนาด 500 เตียง และสามารถขยายเป็น 800 เตียงในอนาคต พร้อมรองรับการเพิ่มจำนวนแพทย์ นิสิตแพทย์ และการฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ในสาขาที่จำเป็น อีกทั้งยังมุ่งสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมทางการแพทย์ โดยเชื่อมโยงมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล ภาคอุตสาหกรรม และสถาบันวิจัย เพื่อพัฒนางานวิจัยทางคลินิก เทคโนโลยีสุขภาพ และบริการทางการแพทย์เฉพาะทาง
นางสาวลลิดา ระบุว่า โครงการนี้ถือเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของระบบสุขภาพในภาคตะวันออก ไม่เพียงแค่เพิ่มโครงสร้างพื้นฐานหรือเครื่องมือทางการแพทย์ แต่ยังเป็นการสร้างศูนย์กลางด้านการแพทย์ การเรียนรู้ และนวัตกรรม ที่จะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพได้ใกล้บ้านมากขึ้น
ในวันเดียวกัน ครม. ยังมีมติเห็นชอบโครงการศูนย์สุขภาพอันดามัน ของ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วงเงินรวม 6,431.74 ล้านบาท
โดยกำหนดระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570–2573 เพื่อยกระดับระบบบริการสุขภาพในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตและกลุ่มจังหวัดอันดามัน
โครงการนี้มีเป้าหมายหลักในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ ลดการส่งต่อผู้ป่วยโรคซับซ้อนไปยังพื้นที่อื่น และเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับทั้งประชาชนและนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลุ่มสำคัญในพื้นที่เศรษฐกิจของภาคใต้
สาระสำคัญของโครงการประกอบด้วย 5 กิจกรรมหลัก ได้แก่ การจัดตั้งวิทยาลัยสุขภาพอันดามัน โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทย ศูนย์บริการเทคนิคการแพทย์ ศูนย์ทันตกรรมดิจิทัล และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ภูเก็ต ซึ่งจะเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางระดับตติยภูมิ รองรับการรักษาโรคซับซ้อน การแพทย์แม่นยำ และการแพทย์ทางไกล
สำหรับโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ภูเก็ต จะมีการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลด้วยวงเงิน 4,845.14 ล้านบาท แบ่งเป็นงบประมาณภาครัฐและเงินนอกงบประมาณ พร้อมจัดหาเครื่องมือและครุภัณฑ์ทางการแพทย์ โดยคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ภายในปี 2573
นางสาวลลิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการศูนย์สุขภาพอันดามันจะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับจังหวัดภูเก็ตและพื้นที่อันดามันให้เป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพของภูมิภาค ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน นักลงทุน และนักท่องเที่ยว
“นี่ไม่ใช่เพียงการก่อสร้างโรงพยาบาล แต่เป็นการวางรากฐานระบบสุขภาพของภูมิภาคอันดามันทั้งระบบ ให้มีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร เทคโนโลยี งานวิจัย และบริการทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐานระดับสากล” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว
ทั้งสองโครงการสะท้อนทิศทางการลงทุนของภาครัฐที่มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขควบคู่กับการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรม เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพระดับนานาชาติในอนาคต







