posttoday

วิกฤตตะวันออกกลาง 2026 พ่นพิษท่องเที่ยวไทย ปรับเป้าลดเหลือ 33.2 ล้านคน

08 เมษายน 2569

SCB EIC ชี้วิกฤตตะวันออกกลางปี 2026 ทำปิดน่านฟ้าและน้ำมันพุ่ง ฉุดท่องเที่ยวไทยโตช้าลง คาดนักท่องเที่ยวเหลือ 33.2 ล้านคน พร้อมแนะรัฐเร่งกระตุ้นตลาดเอเชียและดูแลต้นทุน

บทวิเคราะห์ SCB EIC: วิกฤตตะวันออกกลางปะทุ สะเทือนโครงสร้างท่องเที่ยวไทยปี 2026

วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ฉุดรั้งการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย

 SCB EIC ได้ทำการวิเคราะห์ผลกระทบเชิงลึกผ่านมิติต่างๆ พบว่าวิกฤตครั้งนี้ส่งผ่านความผันผวนสู่เศรษฐกิจไทยใน 3 ช่องทางหลัก คือ จำนวนเที่ยวบินที่ลดลง ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น และความเชื่อมั่นของผู้เดินทางที่เปราะบาง
 

วิกฤตตะวันออกกลาง 2026 พ่นพิษท่องเที่ยวไทย ปรับเป้าลดเหลือ 33.2 ล้านคน

1. ปรากฏการณ์ปิดน่านฟ้าและวิกฤตพลังงาน: กำแพงสูงของการเดินทาง

การโจมตีทางอากาศส่งผลให้หลายประเทศ อาทิ อิหร่าน อิสราเอล กาตาร์ UAE และซาอุดีอาระเบีย ประกาศปิดน่านฟ้าทันที

 ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเส้นทางบินระหว่างยุโรปและเอเชียที่ต้องพึ่งพาฮับการบินในภูมิภาคนี้ ซึ่งมีสัดส่วนผู้โดยสารทั่วโลกถึง 10% ในปี 2025

 แม้ในเดือนเมษายน 2569 สายการบินบางแห่งจะเริ่มกลับมาให้บริการได้บางส่วน แต่ความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำมันอากาศยานยังคงเป็นปัจจัยกดดันให้หลายสายการบินต้องปรับลดเที่ยวบินลง

ในด้านต้นทุน ราคาน้ำมันอากาศยานโลกพุ่งสูงขึ้นกว่า 112% มาอยู่ที่ระดับ 215 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล

ส่งผลให้สายการบินสัญชาติไทยอย่าง การบินไทย และ Bangkok Airways ต้องปรับขึ้นค่าโดยสาร 10-20% เพื่อสะท้อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวที่อ่อนไหวต่อราคา

2. ผลกระทบต่อปริมาณนักท่องเที่ยว: การปรับเป้าหมายและการเปลี่ยนแปลงตลาด
จากสถานการณ์ที่ยืดเยื้อ SCB EIC จึงปรับประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2026 ลงจากเดิม 34.1 ล้านคน เหลือ 33.2 ล้านคน
 

วิกฤตตะวันออกกลาง 2026 พ่นพิษท่องเที่ยวไทย ปรับเป้าลดเหลือ 33.2 ล้านคน

โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบชัดเจนที่สุดคือ:

นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและอิสราเอล: หดตัวรุนแรงถึง -80% ในช่วงแรกของการโจมตี

 แม้กลุ่มนี้จะมีสัดส่วนเพียง 2% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด แต่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจที่เน้นตลาดเฉพาะกลุ่ม
นักท่องเที่ยวยุโรป: กลุ่มที่ต้องต่อเครื่องผ่านตะวันออกกลาง (สัดส่วนราว 8% ของผู้เดินทางเข้าไทย) มีการชะลอตัวลง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากเยอรมนี สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส

อย่างไรก็ตาม ภาคท่องเที่ยวไทยยังได้รับแรงหนุนจาก นักท่องเที่ยวจีนและอินเดีย ที่ยังคงเติบโตต่อเนื่องที่ 12% และ 15% ตามลำดับ

รวมถึงอานิสงส์จากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่หนีภัยความไม่สงบเข้ามาพำนักในไทยระยะยาว

3. ธุรกิจท่องเที่ยวไทยภายใต้แรงกดดัน: ส่องผลกระทบรายภาคส่วน
โรงแรมและร้านอาหาร: ในพื้นที่ยอดนิยมอย่าง ภูเก็ต พังงา กระบี่ และสมุย เริ่มเห็นการยกเลิกจองห้องพัก 5-10% ในช่วง 2 สัปดาห์แรก

ขณะเดียวกันก็ต้องแบกรับภาระต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้น
การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์: โรงพยาบาลเอกชนอาจได้รับผลกระทบ เนื่องจากรายได้จากผู้ป่วยตะวันออกกลางคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 23% ของรายได้ต่างชาติทั้งหมด

ธุรกิจขนส่ง: เผชิญความเสี่ยงสูงจากต้นทุนเชื้อเพลิงซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 30% ของต้นทุนรวม

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจาก SCB EIC

เพื่อให้ภาคการท่องเที่ยวไทยผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ ภาครัฐควรพิจารณามาตรการเชิงรุก ได้แก่:

กระตุ้นตลาดเอเชียและแปซิฟิก: ทดแทนกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกลที่ได้รับผลกระทบจากค่าใช้จ่ายการเดินทาง
มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ: เพื่อช่วยเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการในช่วงนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว
การช่วยเหลือสภาพคล่อง: สนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ประกอบการรายเล็ก-กลาง (SMEs) ที่มีขีดจำกัดในการปรับตัวต่อต้นทุน

การดูแลต้นทุนพลังงาน: บรรเทาภาระค่าเดินทางและดูแลความเพียงพอของน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ

แม้วิกฤตตะวันออกกลางจะสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อการท่องเที่ยวไทยในปี 2026 แต่การปรับกลยุทธ์เข้าหาตลาดที่ยังมีศักยภาพและการสนับสนุนจากภาครัฐที่ทันท่วงที จะเป็นกลไกสำคัญในการประคับประคองเศรษฐกิจท่องเที่ยวให้ก้าวข้ามผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้
 

ข่าวล่าสุด

VOID สุดยอดโมเดล AI แก้ไขวีดีโอตัวใหม่สมจริงเนียนกริบจาก Netflix