อรรถวิชช์จี้รัฐคุมทุนกักตุนน้ำมัน ทุบสต็อกเก่าช่วยประชาชน
อรรถวิชช์ชี้วิกฤตพลังงานโลกกระทบไทยหนัก จี้รัฐเลิกอ้างกลไกเสรีกับทุนผูกขาด ดันพาณิชย์ใช้อำนาจคุมราคาน้ำมัน-สอบกักตุนสต็อกเก่า เพื่อลดภาระประชาชนด่วน
KEY
POINTS
- นายอรรถวิชช์ชี้ว่ากลุ่มทุนและโรงกลั่นมีการกักตุนน้ำมันต้นทุนต่ำไว้ล่วงหน้า และนำมาขายในราคาใหม่ที่สูงขึ้นเมื่อราคาตลาดโลกปรับตัว
- เสนอให้รัฐบาลใช้อำนาจเข้าควบคุม โดยสั่งให้นำน้ำมันจากสต็อกเก่ามาจำหน่ายในราคาต้นทุนเดิมเพื่อช่วยเหลือประชาชน
- เรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์ใช้อำนาจตามกฎหมาย สั่ง "แช่แข็ง" ราคาน้ำมันเพื่อหยุดการปรับราคาที่สร้างความเดือดร้อน
ท่ามกลางสมรภูมิความขัดแย้งระดับโลกที่ยังคงคุกรุ่น คลื่นกระแทกที่ซัดเข้าใส่คนไทยอย่างจังและเจ็บปวดที่สุดคงหนีไม่พ้น "วิกฤตราคาพลังงาน" ทุกครั้งที่ตัวเลขหน้าปั๊มขยับขึ้น มันคือการควักเงินในกระเป๋าของประชาชนไปจ่ายให้กับโครงสร้างที่หลายคนตั้งคำถามว่า "เป็นธรรมจริงหรือ?"
บนเวทีเสวนา ROUND TABLE "ฝ่าวิกฤตพลังงาน ทางรอดประเทศไทย" จัดโดยโพสต์ทูเดย์ ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค
ภาพของปัญหาถูกสะท้อนให้ชัดเจนยิ่งขึ้นผ่านมุมมองของ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ลุกขึ้นมาเปลื้องผ้าโครงสร้างราคาพลังงานไทย พร้อมชี้เป้าไปที่ "ทุนผูกขาด" และการ "กักตุนน้ำมัน" อย่างตรงไปตรงมา
วิกฤตโลก... แรงสั่นสะเทือนที่ซัดถึงหน้าปากซอย
นายอรรถวิชช์ เปิดภาพกว้างให้เห็นว่า โลกกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนพลังงานอย่างหนักจากการปิดแหล่งจ่ายน้ำมันในหลายพื้นที่ สิ่งที่ตามมาคือภาวะ "ฟองอากาศ" ในระบบโลจิสติกส์การขนส่งทางเรือที่ต้องใช้เวลาเดินทางยาวนานขึ้น ประเทศไทยในฐานะผู้นำเข้าจึงตกอยู่ในที่นั่งลำบาก โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลในเวลานี้คือการเร่งหาแหล่งน้ำมันใหม่ๆ เช่น จากรัสเซีย และต้องวางแผนบริหารจัดการสัดส่วนน้ำมันเบนซินและดีเซลให้ชัดเจน เพื่ออุดรอยรั่วของความมั่นคงทางพลังงาน
ภาพลวงตาของ "ตลาดเสรี" และกลเกมฟันกำไรจาก "สต็อกเก่า"
ความน่าสนใจและถือเป็นไฮไลต์ของการตีแผ่ครั้งนี้ คือการชำแหละพฤติกรรมของกลุ่มทุนและโรงกลั่น ที่มักจะอ้างกลไก "ตลาดเสรี" ทั้งที่ในความเป็นจริง ธุรกิจเหล่านี้คือ "ธุรกิจผูกขาดโดยสภาพ" ที่มีรัฐและกองทุนน้ำมันคอยอุ้มชูอยู่ตลอดเวลา
กลเกมที่โหดร้ายต่อผู้บริโภคคือ เมื่อกลุ่มทุนรู้ล่วงหน้าว่าราคาตลาดโลกกำลังจะพุ่งสูงขึ้นตามระดับบันได พวกเขาจะทำการซื้อและ "กักตุน" น้ำมันต้นทุนต่ำเก็บไว้ในสต็อกเก่า แต่ครั้นเมื่อราคาตลาดโลกขยับขึ้น พวกเขากลับนำน้ำมันต้นทุนเดิมเหล่านั้นมาขายให้คนไทยในราคาใหม่ แถมยังบวกค่าระวางเรือและค่าประกันภัยล่วงหน้าเข้าไปเบ็ดเสร็จ
นอกจากนี้ การคำนวณราคาที่ใช้ "ค่าการกลั่นสมมติ" ซึ่งไม่เคยสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าระบบนี้เอื้อประโยชน์ให้ใคร นายอรรถวิชช์จึงเสนออย่างหนักแน่นว่า ถึงเวลาแล้วที่โรงกลั่นต้องกางต้นทุนจริงให้กระทรวงดู และเปลี่ยนระบบชดเชยจากกองทุนน้ำมันให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง ไม่ใช่จ่ายชดเชยแบบหลับหูหลับตา
ดาบอยู่ที่ "พาณิชย์" ถึงเวลาที่รัฐต้องกล้าทุบโต๊ะ!
เมื่อปัญหาไม่ได้อยู่ที่กลไกตลาด แต่อยู่ที่การฉวยโอกาส นายอรรถวิชช์จึงฝากข้อเสนอที่แหลมคมไปถึงรัฐบาลว่า อำนาจในการควบคุมเรื่องนี้ไม่ได้ผูกขาดอยู่ที่กระทรวงพลังงานเพียงแห่งเดียว ทว่า "กระทรวงพาณิชย์" คือผู้ถือดาบอาญาสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ปี 2542
รัฐบาลต้องกล้าใช้อำนาจที่มีสั่ง "แช่แข็ง" (Fix Price) ราคาน้ำมันโดยอิงจากต้นทุนสต็อกเก่า เพื่อหยุดยั้งราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นลงแบบ "ยุกยิก" ทุก 3-4 วัน ซึ่งสร้างความปั่นป่วนให้ทั้งภาคธุรกิจและประชาชน (ในขณะที่ค่าไฟฟ้ายังสามารถประเมินเป็นรอบ 4 เดือนได้) หรือแม้กระทั่งนายกรัฐมนตรีเอง ก็สามารถงัด พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ปี 2516 มาใช้ล็อคราคาในยามวิกฤตได้ทันที
นอกจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว เขายังมองข้ามช็อตไปถึงการแก้กฎหมายเพื่ออนาคต ทั้งการผลักดันระบบ Solar Rooftop ให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้นเพียงแค่แจ้งขอ และการปฏิรูปเครดิตบูโร เพื่อต่อลมหายใจให้รายย่อยกว่า 5 ล้านชีวิตที่บอบช้ำจากยุคโควิด
"รัฐบาลต้องเลิกอ้างกลไกเสรีกับโรงกลั่นผูกขาด!" นี่คือเสียงสะท้อนที่ดังก้องจากเวทีเสวนา หากรัฐบาลไม่กล้าหาญพอที่จะ "กลัดกระดุมเม็ดแรก" ด้วยการเข้าไปจัดการกับราคาน้ำมันสต็อกเก่าและควบคุมกำไรส่วนเกินของกลุ่มทุน... บทสรุปของวิกฤตครั้งนี้ก็คงหนีไม่พ้นภาพเดิมๆ ที่ "ประชาชนคือผู้แบกรับภาระหนักอึ้ง ในขณะที่กลุ่มทุนใหญ่ยังคงกอบโกยกำไรมหาศาลต่อไป"


