สเน่ห์สุโขทัยที่ “บ้านชมปรางค์” แนวคิดความยั่งยืนที่เริ่มจากวิถีชีวิต
บ้านไม้โบราณกลางสวนที่ศรีสัชนาลัย “บ้านชมปรางค์” ของเอมี่–ชาลิดา ศิริคุณวงศ์ กับแนวคิดบริหารที่พักและร้านอาหารอย่างยั่งยืนที่เริ่มจาก Mineset และวิถีชีวิตปกติที่ทำอยู่แล้ว
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “ความยั่งยืน” กลายเป็นคำสำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและอาหาร แต่สำหรับ บ้านชมปรางค์ (Baan Chomprang) ที่พักและร้านอาหารเล็กๆ ในอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย แนวคิดนี้ไม่ใช่เพียงเทรนด์ทางธุรกิจ หากเป็นวิถีปฏิบัติที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติอยู่แล้วตั้งแต่แรก ตั้งแต่การเลือกใช้วัตถุดิบ การจัดการทรัพยากร ไปจนถึงการออกแบบประสบการณ์ให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่นอย่างแท้จริง
บ้านไม้โบราณที่ถูกย้ายมาประกอบใหม่ ท่ามกลางสวนสีเขียวและบรรยากาศเงียบสงบ กลายเป็นจุดหมายของนักเดินทางจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวยุโรปที่มองหาประสบการณ์การพักผ่อนแบบเรียบง่ายแต่มีคุณค่า
เบื้องหลังของสถานที่แห่งนี้คือ คุณเอมี่–ชาลิดา ศิริคุณวงศ์ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง ที่เล่าถึงการบริหารจัดการธุรกิจด้วยแนวคิดความยั่งยืน ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างเอกลักษณ์ให้กับบ้านชมปรางค์อย่างชัดเจนตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาในบริเวณบ้านอันร่มรื่น
ขอเล่าถึงการเดินทางมาที่บ้านชมปรางค์ก่อนพาไปรู้จักกันมากกว่านี้ หลายคนที่มาศรีสัชนาลัยรู้ว่า เมืองนี้ไม่ใช่ทางผ่าน ใครจะมาศรีสัชฯ คือต้องตั้งใจมาเท่านั้นเพราะเดินทางจากตัวเมืองสุโขทัยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงหลวมๆ ที่สำคัญที่ต้องเล่าถึงการเดินทางก็เพราะว่ามันเก๋ ในขณะที่เวลานี้สุโขทัยกำลังส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบโลว์คาร์บอน และท่าชัย–ศรีสัชนาลัย เพิ่งได้รับรางวัลระดับโลก Green Destinations Top 100 Stories 2025 จากการดำเนินงานตามเกณฑ์การท่องเที่ยวยั่งยืน 15 ข้อ พร้อมนำเสนอแนวปฏิบัติในหัวข้อ “เสียงสะท้อนจากชุมชน มรดกกินได้ที่ฟื้นคืน” สะท้อนการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับเสียงและบทบาทของชุมชนเป็นหัวใจสำคัญ
ไม่น่าแปลกใจที่การใช้จักรยานเดินทางในอุทยานศรีสัชนาลัยจะทำให้เราได้พบกับพื้นที่และเจ้าของพื้นที่จริงๆ ในแบบที่แสนจะสุโขทัย การลัดเลาะไปตามโบราณสถานที่อยู่ร่วมกับชุมชนและร้านน่ารักๆ ว่าน่าประทับใจแล้วแต่การได้เห็นวิถีที่แท้ของชาวศรีสัชฯ ผ่านการพูดคุยกันยิ่งน่าประทับใจกว่า
อย่าเสียเวลาโพสต์ทูเดย์ Smart City ชวนท่องไปในอาณาจักรเก่าแก่ในวันอากาศร้อนและสุโขทัยทำให้มันเย็นลงได้ด้วยความสงบงามในแบบชาวสุโขทัยจริงๆที่นี่...บ้านชมปรางค์
หลังจากปั่นจักรยานแวะชมโบราณสถานอันร่มรื่นที่วัดโคกสิงคาราม แวะจิบกาแฟที่ร้านพี่น้อยแห่ง Art Slowbar ตรงข้ามวัด ก่อนไปชมพระปรางค์ วัดเจ้าจันทร์ และข้ามแม่น้ำยมมาเราก็จะพบกับบ้านหลังสีขาวเรียบๆ สองหลังภายในอาณาจักรสีเขียวของแมกไม้ ที่เรียกว่าบ้านชมปรางค์เพราะจากฝั่งนี้เราจะมองเห็นวิวของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "วัดพระปรางค์" (วัดพระปรางค์ศรีสัชนาลัย) ได้อย่างชัดเจน
ความยั่งยืนที่เริ่มจาก “สิ่งที่ทำอยู่แล้ว” ขอเริ่มด้วยคำนี้จากคุณเอมี่
บ้านชมปรางค์เพิ่งได้รับรางวัล Green Restaurant ระดับเหรียญทอง ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านความยั่งยืนของร้านอาหารในประเทศไทย โดยในปีนี้มีเพียง 14 แห่งทั่วประเทศที่ได้รับรางวัลระดับนี้ แต่สำหรับทีมงานบ้านชมปรางค์ การเข้าร่วมโครงการไม่ได้หมายถึงการต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานครั้งใหญ่
คุณเอมี่เล่าว่า “จริง ๆ ต้องบอกว่าก่อนประกวด คือเราทำอยู่แล้ว ทำเป็นปกติอยู่แล้ว ไม่ได้ต้องทำอะไรเพิ่มเพื่อการประกวดเลยค่ะ”
เพราะแนวคิดเรื่องการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันของธุรกิจ ตั้งแต่การใช้ภาชนะที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้ การลดการใช้พลาสติก ไปจนถึงการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ
“จานชาม แก้ว ช้อน เราใช้ในวิถีปกติอยู่แล้ว คือเราไม่ได้ต้องมานั่งปรับอะไรเพื่อจะลดขยะ พอมีโครงการชวนทำ มันก็เลยง่ายสำหรับเรา เพราะเราทำกันอยู่แล้วค่ะ”
ส่วนในเรื่องของการจัดการ Food Waste คุณเอมี่เล่าว่า ขยะเศษอาหารถูกแยกส่งให้เทศบาลเพื่อนำไปกำจัดเพราะมีรถมาเก็บเป็นเวลาทุกสัปดาห์ ส่วนพวกขวดแก้วและพลาสติกถูกคัดแยกเพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล นอกจากนี้ การสั่งวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์หลักอย่างแม็คโครก็มักมาในรูปแบบพาเลท ช่วยลดการใช้บรรจุภัณฑ์และถุงพลาสติกจำนวนมากได้อีกทาง
อาหารจากสวนและวัตถุดิบท้องถิ่น
อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของบ้านชมปรางค์คือ แนวคิด Farm-to-Table ในแบบท้องถิ่น พื้นที่ภายในบริเวณที่พักมีสวนที่ปลูกผักและสมุนไพรหลายชนิด เช่น ตะลิงปลิง มะเขือ ถั่วฝักยาว กะหล่ำปลี และพืชสมุนไพรต่าง ๆ ซึ่งถูกนำมาใช้ในครัวของร้านอาหารโดยตรง
วัตถุดิบที่เหลือจะรับซื้อจากเกษตรกรในพื้นที่ เช่น ขิง ข่า และตะไคร้ ซึ่งช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นไปพร้อมกัน กลุ่มลูกค้าหลักของบ้านชมปรางค์ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวยุโรปที่มาเยือน (ส่วนมากคือชาวออสเตรีย อังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์) มักให้ความสำคัญกับอาหารที่ดีต่อสุขภาพและวัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติ
คุณเอมี่อธิบายว่า “กลุ่มลูกค้าเราส่วนใหญ่จะเป็นคนที่กินอยู่ ใช้ชีวิตกันมาค่อนข้างเยอะ เขาจะค่อนข้างแนวสุขภาพนิดนึง เน้นออร์แกนิก ซึ่งบางส่วนเราปลูกเองด้วย ก็เลยเป็นข้อได้เปรียบของเรา”
เมนูอาหารของบ้านชมปรางค์จึงสะท้อนรสชาติแบบท้องถิ่นสุโขทัยและอาหารพื้นบ้านที่หาทานยาก เช่น ยำสะเดาตำลึง แกงระแวง - แกงโบราณที่ได้รับอิทธิพลจากชวา มีลักษณะผสมระหว่างพะแนงและแกงเขียวหวาน หรือหมูทอดน้ำปลา ที่ใช้น้ำปลาท้องถิ่นจากบ้านกง จังหวัดสุโขทัย
ขนมหวานหลายเมนูเคยทำเองทั้งหมด แม้ปัจจุบันจะลดลงบ้างตามการปรับรูปแบบธุรกิจ แต่แนวคิดการใช้วัตถุดิบธรรมชาติยังคงเป็นแกนหลักของครัว
หนึ่งในเอกลักษณ์ที่ทำให้บ้านชมปรางค์แตกต่างจากที่พักทั่วไป คือ สถาปัตยกรรมของบ้านไม้โบราณสองหลังที่ถูกย้ายมาประกอบใหม่ในพื้นที่ บ้านหลังหนึ่งมีอายุกว่า 80 ปี ถูกซื้อและรื้อย้ายมาจากจังหวัดขอนแก่น ส่วนอีกหลังหนึ่งมีอายุกว่า 50 ปี ถูกย้ายมาจากกรุงเทพฯ
คุณเอมี่เล่าถึงกระบวนการนี้ว่า “บ้านสองหลังนี้เดิมไม่ได้อยู่ตรงนี้นะคะ หลังโน้นเราซื้อรื้อย้ายมาจากขอนแก่น แยกทุกชิ้นแล้วมาประกอบใหม่ ทรงเดิม แปลนเดิมเลย ส่วนอีกหลังมาจากกรุงเทพค่ะ”
สถาปนิกได้ปรับฟังก์ชันบางส่วนให้เหมาะกับการใช้งานสมัยใหม่ เช่น การเพิ่มห้องน้ำในตัว แต่ยังคงรักษารูปแบบดั้งเดิมของบ้านไม้ไว้ให้มากที่สุด ปัจจุบันที่พักมีทั้งหมด 7 ห้อง ในบ้านไม้หลัก เป็นห้องแบบ En-suite 5 ห้อง ห้อง Suite ขนาดใหญ่ (2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องนั่งเล่น) นอกจากนี้ยังมีห้องพักอีก 4 ห้อง ในอาคารที่เคยเป็นคาเฟ่เดิม ซึ่งมีราคาย่อมเยากว่าและมีลักษณะคล้ายที่พักแบบ Airbnb ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำยม
บรรยากาศ “เหมือนบ้าน” มากกว่าโรงแรม
หนึ่งในเหตุผลที่แขกจำนวนมากกลับมาพักซ้ำ คือบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกเป็นกันเอง บ้านชมปรางค์มีทั้งสวนสีเขียว สระว่ายน้ำระบบเกลือ จักรยานให้ยืม และบริการนวดตามคำขอ แต่สิ่งที่ทำให้แขกรู้สึกประทับใจกลับเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ครัวที่เปิดโล่งเหมือนบ้าน และแมวเพื่อนบ้านที่มักเดินมาต้อนรับแขก
คุณเอมี่เล่าว่า “มันดูเป็นโฮมมี่มากกว่า แขกบอกว่าเขาไม่ได้รู้สึกเหมือนอยู่โรงแรม เขารู้สึกเหมือนอยู่บ้าน มีแมว มีห้องอาหารที่เหมือนเป็นครัวของบ้าน”
ปัจจุบันแขกประมาณ 60–70% เป็นชาวยุโรปที่มองหาการท่องเที่ยวแบบ Slow Travel ต้องการความสงบ ความเป็นส่วนตัว และประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตท้องถิ่น
“ศรีสัชนาลัย” เมืองเล็กที่มีศักยภาพ แต่เข้าถึงยาก แม้ศรีสัชนาลัยจะมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญจำนวนมาก เช่น อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย อุทยานแห่งชาติ งานเครื่องเงิน เครื่องทอง ผ้าทอ และเครื่องปั้นดินเผาสังคโลก แต่การเดินทางยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ
“ความท้าทายตรงนี้น่าจะติดเรื่องการคมนาคม แขกจะมาศรีสัชนาลัยยากนิดนึง ถ้าไม่มีรถส่วนตัว อันนี้เป็นเพนพอยต์ของคนทำธุรกิจเลย”
ในอดีต นักท่องเที่ยวจำนวนมากเลือกพักที่ตัวเมืองสุโขทัย แล้วขับรถมาเที่ยวแบบไป-กลับ ซึ่งใช้เวลาเดินทางรวมเกือบ 2 ชั่วโมงต่อวัน การมีที่พักในพื้นที่จึงช่วยให้ผู้มาเยือนสามารถใช้เวลาเที่ยวศรีสัชนาลัยได้อย่างเต็มที่มากขึ้น
และในท่ามกลางกระแสการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป บ้านชมปรางค์พิสูจน์ให้เห็นว่า “ความยั่งยืน” ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากกลยุทธ์ทางการตลาด หากสามารถเติบโตจาก วิถีชีวิตจริงของผู้ประกอบการ
และบางครั้ง สิ่งที่นักเดินทางกำลังมองหา อาจไม่ใช่โรงแรมหรูหรา แต่เป็นบ้านหลังหนึ่งที่ให้ความรู้สึกเหมือนได้กลับบ้านอีกครั้ง...


