


5+






อดีตนักแข่งรถ "มินนี่ ณัฐนิช" ตั้ง "Hund Haus" คลับสุนัขที่ทาสยอมจ่ายหลักแสน
ทายาทเจ้าพ่อมอเตอร์สปอร์ต สู่เจ้าของ Hund Haus มินนี่ ณัฐนิช สมิตชาติ สร้างโซเชียลคลับสำหรับสัตว์เลี้ยงสี่ขา ใจกลางกรุงเทพฯ ออกแบบภายใต้แนวคิด “สุนัขต้องมาก่อนคน”
KEY
POINTS
- ทายาทเจ้าพ่อมอเตอร์สปอร์ต “มินนี่–ณัฐนิช สมิตชาติ” เหยียบเบรกเครื่องยนต์ ปั้น Hund Haus โซเชียลคลับสุนัขกลางกรุง
- ออกแบบภายใต้แนวคิด “สุนัขต้องมาก่อนคน” เจาะกลุ่มทาสหมา มีบริการตั้งแต่หลักร้อย ถึงหลักแสนแลกสังคมให้ลูกสี่ขา
- พร้อมต่อยอดไอเดียพาลูกๆ สุนัขออกทริปท่องเที่ยว
"ใครจะเชื่อว่าใจกลางเมือง ย่านเอกมัย-พระราม 9 กรุงเทพฯ จะมีสวรรค์ของน้องหมาซ่อนอยู่?
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่รั้วของ Hund Haus (ฮุนด์ เฮ้าส์) จะเห็นภาพของเจ้าสี่ขาที่วิ่งเล่นอย่างอิสระ บ้างโชว์ลีลาเหนือน้ำในสระว่ายน้ำอย่างสนุกสนาน ที่นี่ไม่ใช่แค่สนามหญ้าสำหรับสัตว์เลี้ยง แต่คือ "บ้านหลังที่สอง" ที่ถูกออกแบบมาเพื่อน้องหมาทุกตารางเมตร ตั้งแต่โซนอาบน้ำ สระว่ายน้ำ สนามวิ่งเล่น ไปจนถึงโซนเงียบสำหรับน้องหมาอินโทรเวิร์ด
ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น เกิดขึ้นจากไอเดียของ มินนี่ – ณัฐนิช สมิตชาติ อดีตนักแข่งรถที่เรียกตัวเองว่า "แม่หมา" ที่ฝันอยากสร้างพื้นที่สำหรับสัตว์เลี้ยงสี่ขามาตั้งแต่เด็ก
ก่อนจะปั้น Hund Haus
กว่า 2 ปีเต็ม ชีวิตผูกพันกับเสียงเครื่องยนต์ และเส้นชัยที่ต้องไล่ล่าให้ทันตามรอย คุณพ่อสุทธิพงษ์ สมิตชาติ ประธานบริษัท ทีอาร์ดี ประเทศไทย ธุรกิจชุดแต่งรถยักษ์ใหญ่ และผู้ก่อตั้งทีมแข่งรถ Toyota Gazoo Racing Thailand แต่วันหนึ่ง เธอเลือกเหยียบเบรกให้กับโลกความเร็ว แล้วหันมาเร่งเครื่องให้กับความฝันอีกแบบ นั่นคือตั้ง Hund Huas
ทำไมเธอถึงสร้างมันขึ้นมา?
มินนี่ –ณัฐนิช เล่าว่า เธออยู่กับน้องหมามาตั้งแต่เกิด และผูกพันกับพวกเขามาก ปัจจุบันที่บ้านของเธอเลี้ยงรวมทั้งหมด 15 ตัว หลากหลายสายพันธุ์ เช่น ไซบีเรียน, คอร์กี้, ชิวาวา, ดัชชุน, ออสเตรเลียน เชิพเพิร์ด และชิบะ และด้วยความรักที่มีมาตลอด ทำให้เธอมีความคิดที่อยากจะทำธุรกิจหรือกิจกรรมบางอย่างที่เกี่ยวกับสุนัขมานานแล้ว แต่เพิ่งจะมาตกผลึกเป็นรูปธรรมเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา
เห็นภาพสังคม Dog Friendly ในอเมริกา
และไอเดียค่อยๆ ก่อขึ้น เมื่อครั้งที่ มินนี่ไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา เธอได้เห็นคอมมูนิตี้คนรักสุนัขที่นั่นมีความเปิดกว้างมาก
“ในต่างประเทศ น้องหมาสามารถเข้าไปในร้านอาหาร โรงแรม หรือแม้แต่ซูเปอร์มาร์เก็ตได้เกือบทุกที่ โดยที่เจ้าของไม่ต้องคอยโทรเช็กก่อนเหมือนในประเทศไทย มันไม่ใช่แค่คำว่าอนุญาตให้เข้า แต่คือการยอมรับว่าน้องหมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมจริง ๆ”
เมื่อมองย้อนกลับมาที่เมืองไทย แม้กระแส Pet Humanization จะบูมแค่ไหน แต่เธอก็พบ Pain Point ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ยังเป็นแบบ “คนนำ น้องหมาตาม” คือยอมให้สุนัขเข้าได้ หรือถ้าเป็น Dog Park บางแห่งก็เป็นแค่สนามหญ้าธรรมดา ขาดรายละเอียดเรื่องจิตวิทยาน้องหมา และพื้นที่แบบนี้ยังมีน้อยมาก หากไม่มีสวนในบ้านตัวเอง การจะพาน้องหมาออกไปใช้เวลาร่วมกันอย่างอิสระแทบเป็นเรื่องยาก
คำถามจึงเกิดขึ้นว่า ทำไมเมืองใหญ่ถึงไม่มีพื้นที่ที่คิดเพื่อลูก ๆ สี่ขาอย่างแท้จริง?
Dog First Always เป้าหมายมากกว่าแค่ "สวนสุนัข"
เธอเริ่มวางคอนเซปต์ Hund Haus ขึ้นมาเมื่อประมาณ 3-4 ปีก่อน โดยยึดหลักการว่า "ต้องคิดถึงสุนัข ก่อนคิดถึงคน" (Dog First Always) ทุกการออกแบบไม่ว่าจะเป็นฟังก์ชันหรือดีไซน์ จะถูกคิดจากมุมมองของ "แม่หมา" ที่อยากให้ลูกมีความสุขที่สุด
ไม่ใช่แค่ Dog Park แต่คือ Social Club มินนี่ไม่ต้องการให้ Hund Huas เป็นเพียงแค่ที่ที่คนจูงหมามาเดินแล้วกลับ แต่ตั้งใจให้เป็น Social Club ที่ทั้งเจ้าของและสุนัขได้มาทำความรู้จักเพื่อนใหม่ และมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน
แต่ก่อนที่จะเปิดสถานที่จริง ก่อนหน้านี้ได้เริ่มสร้างคอมมูนิตี้คนรักสุนัขผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การพาเดินเล่นมาก่อนประมาณครึ่งปี เพื่อสร้างฐานลูกค้าที่พร้อมจะสนับสนุนกัน
จนที่สุดตัดสินใจนำโมเดล “Dog Social Club” มาปักหมุดที่ไทย บนพื้นที่กว่า 1 ไร่ ย่านเอกมัย-พระราม 9 ด้วยงบลงทุนราว 25 ล้านบาท จากพื้นที่ว่างเปล่า
มินนี่เล่าต่อว่า ด้วยแนวคิดสุนัขมาก่อนคน ทุกตารางนิ้วจึงถูกออกแบบจากสายตาของ “แม่หมา” เช่น สนามหญ้ากว้างให้วิ่งเต็มสปีด สระว่ายน้ำสำหรับสายรักน้ำ ห้องแอร์สำหรับน้องหมาขี้ร้อน และหนึ่งในบริการที่สะท้อนความเข้าใจคือโซน Self-Wash แม้จะสามารถทำบริการอาบน้ำโดยพนักงานได้ง่ายกว่า แต่เลือกให้เจ้าของอาบเอง พร้อมเตรียมอุปกรณ์ครบโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม เหตุผลสั้นๆ
“เราอยากลดความเครียดของหมา เขาจะรู้สึกปลอดภัยกว่า ถ้าเจ้าของเป็นคนอาบให้”
นอกจากนี้ยังมีโซนน้องหมาที่ต้องการความสงบ หรืออินโทรเวิร์ตด้วย ด้านความปลอดภัย มี Safety Staff 6 คน ผ่านการเทรนโดยผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมสุนัข สามารถอ่านสัญญาณความเครียดหรือความขัดแย้งได้ก่อนจะเกิดเหตุ
รูปแบบบริการ หลักร้อยถึงแสน
เมื่อถามถึงรูปแบบบริการ เธอบอกว่า มีทั้งรายวัน (คิดตามน้ำหนัก ไม่จำกัดเวลา) และ Membership ระยะ 1 เดือน 3 เดือน และ 1 ปี โดยสมาชิกปีจะได้รับสิทธิพิเศษ เช่น ทริปพาสุนัขไปเที่ยวฟรี บริการรับ-ส่ง และสิทธิ์เข้าอีเวนต์ โดยมีรายละเอียดคือ
- Day Plus (รายวัน): ราคาตามน้ำหนัก (ไม่จำกัดเวลา)
- ไม่เกิน 10 กก.: 500 บาท
- 10 - 25 กก.: 700 บาท
- 25 กก. ขึ้นไป: 900 บาท
Membership (สมาชิก):
- 1 เดือน: 10,000 บาท
- 3 เดือน: 30,000 บาท
- 1 ปี: 120,000 บาท (มาพร้อมสิทธิประโยชน์พิเศษ เช่น ทริปพาสุนัขไปเที่ยวฟรี, บริการรับ-ส่ง และเข้าอีเวนต์ฟรี)
เจาะคนเลี้ยงลูกสี่ขาเหมือนครอบครัว
Hund Haus วางตำแหน่งทางการตลาดชัดเจน เจาะกลุ่มลูกค้าระดับ Middle to High ที่มองสุนัขเป็นสมาชิกในครอบครัว และพร้อมลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของพวกเขา ไม่ใช่เพียงแค่พามาเดินเล่น แต่คือการเลือกพื้นที่ที่ปลอดภัย มีมาตรฐาน และสะท้อนตัวตนของเจ้าของด้วย
มินนี่ เล่าว่าปัจจุบันฐานลูกค้าประมาณ 70% เป็นคนไทย และ 30% เป็นชาวต่างชาติ โดยพฤติกรรมการใช้บริการค่อนข้างแตกต่างกัน กลุ่มชาวต่างชาตินิยมมาในช่วงกลางวัน ขณะที่ลูกค้าคนไทยจะคึกคักในช่วงเย็นหลังเลิกงาน และหนาแน่นเป็นพิเศษในวันเสาร์-อาทิตย์
ด้านกลยุทธ์สื่อสาร แบรนด์เลือกใช้ Instagram เป็นแพลตฟอร์มหลัก เพื่อถ่ายทอดภาพลักษณ์ ความสวยงามของสถานที่ และบรรยากาศแบบ Aesthetics ที่สะท้อนตัวตนของคลับสุนัขระดับพรีเมียม ส่วน Facebook และ TikTok ทำหน้าที่สื่อสารข้อมูลทั่วไป อัปเดตกิจกรรม หรือสร้างคอนเทนต์สนุก ๆ ให้เข้าถึงกลุ่มผู้ติดตามในวงกว้างมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่มินนี่เชื่อมั่นมากที่สุด ไม่ใช่งบโฆษณา แต่คือพลังของ “ปากต่อปาก”
เธอบอกว่า ให้ความสำคัญกับประสบการณ์จริงของลูกค้า เพราะเชื่อว่าเมื่อเจ้าของเห็นลูกๆ ของตัวเองมีความสุขอย่างแท้จริง คำบอกเล่านั้นจะทรงพลังยิ่งกว่าสื่อใด ๆ และกลายเป็นการตลาดที่จริงใจที่สุด
"เราพึ่งเปิดได้ 2 เดือน ผลตอบรับดีกว่าที่คาดไว้มาก โดยเฉพาะวันหยุดที่ต้องมีการจองคิวล่วงหน้าเพื่อจำกัดจำนวนให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด ประมาณ 30-50 ตัวต่อช่วงเวลา"
วางรากฐานให้แน่น ก่อนก้าวให้ไกล
ในช่วง 1–2 ปีแรก มินนี่ตั้งเป้าหมายชัดเจนว่า จะโฟกัสที่การทำให้สาขาแรกในกรุงเทพฯ แข็งแรงที่สุดก่อน ไม่เร่งขยาย ไม่รีบแตกไลน์ แต่สร้างระบบบริหารจัดการให้สมบูรณ์ 100% ทั้งมาตรฐานความปลอดภัย การบริการ และประสบการณ์ลูกค้า
“ถ้าฐานไม่แน่น ต่อให้ขยายเร็ว ก็ไม่ยั่งยืน” คือแนวคิดที่เธอยึดถือ
ควบคู่กันนั้น เธอกำลังขยายพื้นที่คาเฟ่และเพิ่มครัวร้อน (Hot Kitchen) เพื่อรองรับเจ้าของที่อยากนั่งทำงาน ประชุม หรือใช้เวลาพักผ่อนระหว่างรอน้องหมา
อีกหนึ่งหัวใจสำคัญในระยะสั้นคือการจัดกิจกรรม In-house อย่างต่อเนื่อง เดือนละประมาณ 2 ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นอีเวนต์รวมตัวสายพันธุ์ หรือกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ของเจ้าของ เพื่อทำให้คำว่าคอมมูนิตี้ มีความหมายจริง ไม่ใช่แค่คำทางการตลาด
เล็งภูเก็ตขยายสู่สาขาสอง
เมื่อสาขาแรกมั่นคงในอีก 1–2 ปีข้างหน้า แผนต่อไปคือการขยายไปต่างจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต
แนวคิดที่วางไว้ไม่ใช่เพียงสาขาใหม่ แต่คือ “Beach Club สำหรับสุนัข”
พื้นที่ที่เจ้าของสามารถนั่งชิลริมทะเล ขณะที่น้องหมาก็วิ่งเล่นบนทรายและลงน้ำได้อย่างอิสระ
"มากไปกว่านั้น เป้าหมายของเราไม่ได้หยุดแค่การเติบโตทางธุรกิจ มินนี่อยากเห็นกรุงเทพฯ และประเทศไทยมีความเป็น Dog Friendly มากขึ้น คล้ายกับเมืองในอเมริกาและยุโรปที่คยสัมผัส ที่ซึ่งน้องหมาสามารถเข้าถึงพื้นที่สาธารณะ ร้านอาหาร หรือศูนย์การค้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งตอนนี้ในเอเชียก็เริ่มเปิดรับมากขึ้น ทั้งจีน เกาหลี ญี่ปุ่น"
สร้าง “Fulfillment”
ในฐานะเจ้าของธุรกิจ มินนี่บอกว่า สิ่งที่เธอแสวงหาไม่ใช่เพียงกำไร แต่คือความรู้สึก “Fulfillment” แม้ครั้งหนึ่งเธอเคยเป็นนักแข่งรถที่คุ้นชินกับความตื่นเต้น เธอมองว่าการแข่งรถเป็นสิ่งที่สนุกอีกแบบ แต่วันนี้ความสุขของเธอคือภาพสุนัขที่วิ่งเล่นอย่างปลอดภัย
ปัจจุบันเธอทุ่มเทเวลา 100% ให้กับ Hund Haus ดูแลทุกรายละเอียดด้วยตัวเอง เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามมาตรฐานที่ตั้งไว้



5+








