เผยความคืบหน้ากู้เรือ SEALLOYD ARC ยันคราบน้ำมันไม่เข้าฝั่ง
ปฏิบัติการกู้เรือ SEALLOYD ARC อับปางกลางทะเลภูเก็ต ล่าสุดสถานการณ์คราบน้ำมันคลี่คลาย ไม่กระทบชายฝั่ง เตรียมส่งทีมประดาน้ำและยานยนต์ไร้คนขับลุยอุดรอยรั่ว
ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) รายงานสถานการณ์ล่าสุดประจำวันที่ 14-15 กุมภาพันธ์ 2569 ในภารกิจแก้ไขวิกฤต กู้เรือ SEALLOYD ARC ที่ประสบเหตุอับปาง
โดยภาพรวมการปฏิบัติงานมีความคืบหน้าตามแผน ทั้งด้านการสำรวจใต้น้ำและการควบคุมมลพิษ โดยยืนยันว่าสถานการณ์ยังอยู่ภายใต้การควบคุมและไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชายฝั่ง
เปิดปฏิบัติการสำรวจใต้น้ำด้วยเทคโนโลยี SEAFOX I
กองทัพเรือได้นำเทคโนโลยีความปลอดภัยทางทะเลขั้นสูงอย่าง "ยานล่าทำลายทุ่นระเบิด SEAFOX I" ลงพื้นที่เพื่อพิสูจน์ทราบและประเมินสภาพความเสียหายของตัวเรือก่อนส่งมนุษย์กบเข้าพื้นที่ ผลการสแกนเบื้องต้นพบข้อมูลสำคัญดังนี้
- ลักษณะการจม: ตัวเรือนอนเอียงไปทางขวาประมาณ 10 องศา โดยส่วนกระดูกงูปักลงในชั้นโคลน
- สภาพสินค้า: พบตู้คอนเทนเนอร์บางส่วนยังติดค้างอยู่บริเวณสะพานเดินเรือ
- อุปสรรคหน้างาน: ทัศนวิสัยใต้น้ำจำกัดเพียง 3 เมตร ประกอบกับกระแสน้ำแรงที่พัดสายสัญญาณของยานสำรวจและสายสลิงบริเวณตัวเรือ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวังสูงสุด
จากการลาดตระเวนและติดตามผลการขจัดคราบน้ำมัน พบสัญญาณที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยในระยะ 2.5 ไมล์ทะเลจากจุดที่เรือจม คราบน้ำมันเริ่มเจือจางลงมาก ขณะที่ระยะ 3-5 ไมล์ทะเล ไม่พบคราบตะกอนดำหรือคราบรุ้งแล้ว
ความสำเร็จนี้เกิดจากการใช้เรือตีวนน้ำและฉีดสารขจัดคราบน้ำมัน (Dispersant) ตามมาตรฐานของ กรมควบคุมมลพิษ ซึ่งทางหน่วยงานยืนยันผลการประเมินว่า "คราบน้ำมันไม่มีทิศทางเคลื่อนตัวเข้าสู่ชายฝั่ง" จึงมั่นใจได้ว่าจะไม่กระทบต่อระบบนิเวศและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัด
เดินหน้าแผนกู้สินค้าและอุดรูรั่ว
สำหรับแผนการปฏิบัติในระยะต่อไป ทีมประดาน้ำจากกองทัพเรือเตรียมพร้อมเข้าปฏิบัติการอุดรูรั่วของ เรือ SEALLOYD ARC ทันทีที่ได้รับผลยืนยันค่าสารพิษในน้ำจากกรมควบคุมมลพิษ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ปฏิบัติงาน
ในส่วนของการกู้ตู้สินค้า ได้มีการเตรียมพร้อมเรือเครนและเรือบาร์จ (Barge) สแตนด์บายในพื้นที่ หากตรวจพบตู้สินค้าลอยน้ำหรือจมกีดขวางเส้นทาง จะดำเนินการจัดเก็บทันทีเพื่อป้องกันอันตรายในการเดินเรือ
ภารกิจครั้งนี้เป็นการระดมสรรพกำลังแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน นำโดย ศรชล., กองทัพเรือ, จังหวัดภูเก็ต, กรมเจ้าท่า, กรมควบคุมมลพิษ และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) รวมถึงได้รับความร่วมมือจาก PTT, GISTDA และมูลนิธิต่างๆ ที่ทุ่มเทปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ให้กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด


