posttoday

“พิพัฒน์” เผยผลสอบ 2 เหตุเครนถล่ม สีคิ้ว–พระราม 2 เดินหน้าเอาผิดผู้รับจ้าง

23 มกราคม 2569

“พิพัฒน์” เผยผลสอบ 2 เหตุเครนถล่ม สีคิ้ว–พระราม 2 สั่งปิดจราจร 100% ยกระดับความปลอดภัยสูงสุด เดินหน้าเอาผิดผู้รับจ้างถึงที่สุด

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแถลงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น กรณีอุบัติเหตุเครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ตกทับขบวนรถไฟ บริเวณอำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 และเหตุคานคอนกรีตพร้อมเครนก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 (M82) พังถล่มบนถนนพระราม 2 เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ซึ่งสร้างความวิตกกังวลต่อความปลอดภัยของประชาชนในการเดินทางเป็นวงกว้าง

“พิพัฒน์” เผยผลสอบ 2 เหตุเครนถล่ม สีคิ้ว–พระราม 2 เดินหน้าเอาผิดผู้รับจ้าง

ซึ่งภายหลังเกิดเหตุ กระทรวงคมนาคมได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งสองกรณี โดยมีนายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธานพร้อมผู้แทนจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ สภาวิศวกรอัยการสูงสุด สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กรมบัญชีกลาง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำหน้าที่ตรวจสอบและรายงานผล ภายใต้นโยบายเร่งด่วนของนายกรัฐมนตรีให้สรุปข้อเท็จจริงภายใน 7 วัน

 

 

ผลตรวจสอบกรณีสีคิ้ว พบละเลยมาตรการความปลอดภัย


ผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า วัตถุที่ตกลงมาทับขบวนรถไฟเป็นชิ้นส่วนฐานรองรับด้านหน้าของเครน (Front Support) ซึ่งสูญเสียเสถียรภาพระหว่างการเคลื่อนย้ายโดยประเด็นสำคัญคือ มีการดำเนินงานก่อสร้างขณะยังเปิดให้มีการเดินรถไฟ ทั้งที่ข้อกำหนดระบุชัดว่าต้องปิดการจราจร ถือเป็นการละเลยมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างร้ายแรง

“พิพัฒน์” เผยผลสอบ 2 เหตุเครนถล่ม สีคิ้ว–พระราม 2 เดินหน้าเอาผิดผู้รับจ้าง

นายจิระพงศ์ชี้แจงเพิ่มเติมว่า จากการตรวจสอบเอกสาร ภาพถ่าย ขั้นตอนการทำงานและแบบก่อสร้าง สันนิษฐานว่าสาเหตุเกิดจากการขาดหรือชำรุดของสลักเกลียวกำลังสูง (PT-Bar) ที่ยึดฐานรองรับเครน ส่งผลให้ฐานรองรับเอียงและตกลงมากระแทกขบวนรถไฟด้านล่าง

“พิพัฒน์” เผยผลสอบ 2 เหตุเครนถล่ม สีคิ้ว–พระราม 2 เดินหน้าเอาผิดผู้รับจ้าง
กรณีพระราม 2 ชี้เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ต้องแก้ระดับระบบ


สำหรับกรณีโครงการ M82 นายจิระพงศ์ระบุว่า ไม่ใช่อุบัติเหตุเฉพาะจุด แต่เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของระบบก่อสร้าง โดยพบว่าจุดรองรับด้านหน้าของเครนยกคาน(Front Main Support) เกิดการทรุดตัว ส่งผลให้โครงสร้างทั้งหมดพังถล่ม ทั้งนี้ แนวโน้มสาเหตุอาจเกี่ยวข้องกับระบบรองรับ ระบบยึดรั้ง และความสามารถในการรับแรงของโครงสร้างคอนกรีต ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับแรงที่เกิดขึ้นจริงระหว่างการปฏิบัติงาน โดยยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเชิงลึกตามหลักวิศวกรรมโครงสร้าง

 

สั่งการ 5 มิติ ยกระดับความปลอดภัยสูงสุด


นายพิพัฒน์ประกาศมาตรการเร่งด่วน 5 มิติ ได้แก่

1. กำหนดพื้นที่ก่อสร้างต้องปลอดภัย 100% ห้ามก่อสร้างเหนือเส้นทางจราจรขณะเปิดใช้งาน และต้องปิดการจราจรเต็มรูปแบบเมื่อมีการยกติดตั้ง

2. ตรวจทานแบบและรายการคำนวณใหม่ทั้งหมด พร้อมติดตั้งระบบตรวจวัดโครงสร้างแบบเรียลไทม์

3. เปลี่ยนผู้ปฏิบัติงานในจุดเสี่ยงสูง ใช้ผู้เชี่ยวชาญที่มีมาตรฐานระดับสากล

4. เชิญวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญอิสระเข้าตรวจสอบ โดยมีอำนาจสั่งหยุดงานทันที

5. เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส และรายงานความคืบหน้าแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง

เดินหน้าเอาผิดถึงที่สุด ปฏิรูปสัญญา–ขึ้นบัญชีดำผู้รับเหมา
นายพิพัฒน์ย้ำว่า จะเร่งดำเนินการตามหลักนิติวิศวกรรมเพื่อระบุผู้กระทำความผิดทั้งระดับปฏิบัติการและบริหาร ภายใน 45 วัน และดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งทางแพ่งและอาญาอย่างถึงที่สุด พร้อมเดินหน้าปฏิรูปมาตรฐานสัญญาก่อสร้าง กำหนดให้ความปลอดภัยเป็นเงื่อนไขหลัก และจัดทำระบบ “สมุดพกผู้รับเหมา” เพื่อประเมินผลงาน ตัดแต้ม และขึ้นบัญชีดำผู้รับเหมาที่มีประวัติบกพร่องร้ายแรง

นายพิพัฒน์กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้โครงการอาจล่าช้าเพื่อแลกกับความปลอดภัย แต่กระทรวงคมนาคมจะไม่ยอมให้เกิดความสูญเสียซ้ำอีก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนเดินทางได้อย่างปลอดภัยสูงสุด

ข่าวล่าสุด

SA ส่งร้าน PESTO บุกสุขุมวิท 31 ชูพาสต้าเส้นสดสูตรอิตาเลียน